บทที่ 1 บังเอิญ
ตอนที่ 1 บังเอิญ
สวัสดีครับผมชื่อ “ปูน” อายุ 25 ปีแล้ว ผมเป็นบุรุษพยาบาล ผมเติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าและใช้ชีวิตอยู่ในนั้นจนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และมาเรียนต่อทางด้านวิชาชีพเฉพาะคือการเป็นบุรุษพยาบาล จากการส่งเสียและให้ทุนการศึกษาจากผู้มีอุปการคุณท่านหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยพบตัวจริงของท่านเลย ซึ่งผมเรียกท่านว่า “คุณพ่อ” ที่ผ่านมาเราติดต่อกันผ่านทางจดหมายเท่านั้นเพื่อแจ้งเรื่องผลการเรียนของผม
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนคุณพ่อผู้อุปการะผมมาตั้งแต่เริ่มแรก ได้ส่งจดหมายมาหาผมแล้วขอร้องให้ผมขึ้นไปช่วยดูแลญาติผู้ใหญ่ของท่านซึ่งป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
แม้ในใจของผมจะไม่อยากทิ้งความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครนี้ไปอยู่กลางป่า กลางเขาก็ตามที เพราะดูจากชื่อที่อยู่ซึ่งผมพยายามหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ตดูที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขาและดอยสูง แต่เพราะท่านผู้มีพระคุณซึ่งส่งเสียผมมาตั้งแต่เรียนประถมจนกระทั่งจบมามีงานทำอย่างทุกวันนี้ต้องการ ผมจึงเต็มใจที่จะไปแม้ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากแค่ไหนก็ตาม
ผมยืนมองบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาจริงๆ บ้านไม้ทรงล้านนาหลังใหญ่อย่างกับวัง รายล้อมไปด้วยต้นไม้พันธุ์ไม้ร่มรื่นดูสบายตา บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นน่าอยู่มาก
ที่นี่ถือว่าอยู่ห่างไกลความเจริญมากพอสมควรอย่างน้อยก็เป็นร้อยกิโลเมตร กว่าผมจะถ่อสังขารมาถึงที่นี่ได้ก็ต้องนั่งเครื่องมาลงสนามบิน ต่อรถอีก 2-3 ต่อกว่าจะมาโผล่บนดอยนี้ได้นี่ถ้าไม่ใช่เพราะ “คุณพ่อ” ท่านขอร้องให้มาผมก็คงไม่มีทางรับงานนี้แน่นอน
“ปูน ใช่มั้ย”
เสียงผู้ชายห้วนๆ ห้าวๆ ดังขึ้น ผู้ชายรูปร่างหนาสูงใหญ่หน้าตาไม่รับแขกคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านแล้วตรงมาทางผมซึ่งยืนชะเง้อคอ อยู่หน้าบ้านนานแล้ว
“ครับ ผม...” ผมหันไปยิ้มให้ผู้ชายวัยกลางคนซึ่งกำลังเดินตรงมาทางผมอย่างเป็นมิตร
“เข้ามา”
เสียงผู้ชายคนนั้นกระชากเสียจนผมตกใจ เคยได้ยินแต่คนเหนือพูดช้าๆ เนิบๆ จ้าว ๆ ไม่ใช่เหรอ แต่นี่พูดห้วนขนาดนี้นึกว่ามาผิดจังหวัดนั่งเครื่องลงใต้ไปซะอีก แถมหน้าตาก็อย่างกับโกรธใครมาถมึงทึงน่ากลัวจริงๆ
ผมหิ้วกระเป๋าเดินตามหลังผู้ชายคนนั้นเข้ามาด้านในบ้านไม้หลังใหญ่ ข้างนอกว่าสวยแล้วแต่ข้างในมันตกแต่งเหมือนรีสอร์ทแบบชาวล้านนาซึ่งสวยมากจริงๆ รูปปั้นและไม้แกะสลักเป็นรูปต่างๆ ตั้งประดับเอาไว้อย่างสวยงาม ผู้ชายคนนั้นเดินนำผมขึ้นบันไดไม้ฉลุลายอย่างสวยงามขึ้นไปด้านบน แล้วพามาหยุดอยู่หน้าห้องๆ หนึ่ง
เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาผมจึงได้พบกับผู้ป่วยซึ่งผมต้องทำหน้าที่ดูแลท่าน ชายสูงอายุท่านหนึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนไม้หลังใหญ่เสาไม้รอบสีด้านผูกผ้าม่านพริ้วๆ บางๆ สีขาวรอบทั้งสี่มุมดูเหมือนเตียงนอนในหนังย้อนยุคที่ผมเคยดูในละครหลังข่าวแต่ผมก็เรียกไม่ค่อยถูกว่ามันจะเรียกอะไร
“คุณท่าน เป็นพ่อเลี้ยงใหญ่ของที่นี่ จากนี้ไปเธอมีหน้าที่ดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมงห้ามไปไหนเด็ดขาด” ผู้ชายคนนั้นบอกกับผม
“ครับ แต่วันหยุดผมทุกวันพุธนะครับ” ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปบอกพี่ผู้ชายหน้าบึ้งคนนั้นทันที
“หยุดไม่ได้ ห้ามหยุด ถ้าไม่จำเป็น” ผู้ชายคนนั้นมองผมตาเขียวปั้ด
“เอ่อครับ.....แล้วผมต้องเรียกคุณท่านว่า...” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ก็เรียกคุณท่าน” ผู้ชายคนนั้นตอบผมเหมือนรำคาญ
“ครับ แล้วพี่ล่ะครับ พี่ชื่ออะไร” ผมยิ้มแล้วถามคนตัวสูงซึ่งยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำหนาบึ้งใส่ผมไม่หยุด
“เมฆ”
ผู้ชายคนนั้นหันหลังแล้วนำผมเดินต่อไปอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้ตกแต่งธรรมดาเรียบง่ายดูสบายตา ที่ผมชอบมากก็คงเป็นระเบียงห้องนั่นมันเป็นชานไม้ยื่นออกไปด้านหลังห้องของผมเป็นวิวภูเขาสูง มองไกลไปจนสุดลูกหูลูกตา ผมหันไปมองหน้าพี่เมฆแล้วยิ้มอย่างดีใจ
“นี่ห้องผมเหรอครับ”
“อืม”
อยากจะรู้จริงๆ ว่าพี่แกจะประหยัดคำไปไหนหรือว่าที่นี่เค้าห้ามพูดเกินประโยคละ 3 คำกันนะ ถาม 10 คำตอบมาคำ ผมแอบนินทาพี่แกอยู่ในใจ
“นี่ตารางเวลากิจวัตรประจำวันของคุณท่าน และตารางอาหารเอาไปศึกษาดู ที่นี่มีแม่บ้านคอยทำอาหารและซักผ้า ทำความสะอาดห้องให้ เธอมีหน้าที่แค่ดูแลคุณท่านให้ดีก็พอ” อ่อในที่สุดก็พูดยาวๆ ได้สักที ผมเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารข้องมูลของคุณท่านมาไว้ในมือ
“อีกอย่าง ห้องริมสุดฟากโน้นถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเดินไปถ้าไม่อยากตาย”
ผมแหงนคอมองพี่เมฆทันที นี่แกกำลังเล่นมุกหรือว่าแกพูดจริงกันนะ ห้องริมสุดทางนู้น ... ทางนู้นมันคือทางไหน ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็พยักหน้ารับคำไปก่อน
ผมเก็บข้าวของเข้าที่จนเรียบร้อยดีแล้วจึงกลับเข้าไปนั่งรออยู่ภายในห้องคุณท่านเพราะกะเวลาดูใกล้เวลาที่ท่านจะตื่นจากการนอนกลางวันช่วงบ่ายแล้ว
ผู้ชายสูงอายุวัยเจ็ดสิบกว่าค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นมาจ้องมองดูผม ช้าๆ แววตานั้นว่างเปล่าและเดียวดายเหลือเกิน แต่สำหรับบุรุษพยาบาลอย่างพวกผม พวกผมเห็นมาจนชินตาเสียแล้วเพราะนี่เป็นสายตาของผู้สูงอายุที่มักถูกลูกหลานปล่อยทิ้งให้อยู่อย่างเงียบเหงาเพียงคนเดียวลำพัง
“สวัสดีครับคุณท่าน ผมชื่อปูนนะครับ ต่อไปนี้ผมจะมาดูแลคุณท่านนะครับ” ผมคุกเข่าลงข้างๆ เตียงแล้วยิ้มให้ท่านอย่างที่ผมเคยชิน แต่ท่านเพียงแค่มองผมด้วยแววตาเช่นเดิมแล้วค่อยๆ ใช้มือพยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่ง
“ปูนรึ” เสียงแหบๆ ของคุณท่านเอ่ยเรียกชื่อผม
“ครับคุณท่าน” ผมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้ท่านแล้วจัดการดูแลพาท่านลงจากเตียงแล้วพาไปเข้าห้องน้ำ แล้วอาบน้ำเช็ดตัว ตามลำดับขั้นตอนต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา
ผมใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำความคุ้นเคยกับคุณท่านได้ คุณท่านเป็นคนพูดน้อยหน้าดุ แต่ก็ใจดี กิจวัตรประจำวันของผมในการดูแลคุณท่านก็ไม่มีอะไรพิสดารเลย ตื่นเช้าดูแลเรื่องทำธุระส่วนตัวของท่าน ดูแลเรื่องอาหาร จากนั้นท่านจะนอนพักซึ่งผมก็ทำหน้าที่อ่านหนังสือตามที่ท่านอยากฟังให้ท่านฟัง พอท่านตื่นก็เป็นเวลามื้อเที่ยง มีพาออกไปรับลมเย็นๆ กับนั่งดูวิวบรรยากาศสบายๆ ตรงชานระเบียงบ้าง ในช่วงบ่ายที่แดดร่มๆ หน่อย ที่นี่ออกจะเงียบเหงาสักหน่อยถึงจะเป็นบ้านหลังใหญ่แต่กลับเงียบอย่างกับป่าช้า มิน่าเล่าเมื่อผมมาอยู่แรกๆ คุณท่านถึงได้ดูเหงานัก
ผมมาอยู่ที่นี่ได้อาทิตย์กว่าแล้ว ผมจัดการดูแลทุกอย่างตามหลักวิชาชีพของผมอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ผมนั่งอ่านหนังสือปรัชญาชีวิตเล่มหนึ่งให้ท่านฟังจนกระทั่งคุณท่านหลับไปแล้วผมจึงจัดการดูแลบานประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยแล้วกลับไปพักผ่อนยังห้องนอนของผม
แสงไฟสีส้มๆ ส่องรอดออกมาจากรอยแยกของบานประตูบานหนึ่งของห้องซึ่งอยู่เลยห้องผมไป พร้อมกับเสียงแปลกๆ ดังรอดออกมา เพื่อความปลอดภัยผมเลยค่อยๆ ย่องเดินเข้าไปดูว่ามีใครอยู่ด้านในหรือเปล่าแต่สิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมยืนตาค้างขยับขาก้าวไม่ออกทีเดียว เพราะเป็นภาพการร่วมรักกันชนิดถึงพริกถึงขิงของชายหญิงคู่หนึ่งอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ เสียงผู้หญิงคนนั้นร้องครางออกมากระเส่าเร้าอารมณ์ส่วนผู้ชายคนนั้นก็กำลังบดขยี้ผู้หญิงด้วยทั้งมือและโถมอัดสะโพกลงไปจนได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นอยู่ในความเงียบยามค่ำคืน
"อ๊า พ่อเลี้ยงคะ เสียวที่สุดเลยค่ะ อ๊า" เสียงผู้หญิงคนหนึ่งครางออกมาเสียงดัง
"อ๊า อ๊า"
เสียงห้าวๆ ของผู้ชายเจ้าของร่างเปลือยซึ่งกำลังยืนหันหลังให้ผม คำรามออกมาพร้อมกับอัดกระแทกสะโพกใส่หญิงสาวซึ่งนอนยกขาชี้ขึ้นไปบนเพดานร้องครวญ ผมยืนตะลึงอยู่อย่างนั้นจนแม่ผู้หญิงสาวแสนสวยคนนั้น หันมาเห็นผมเข้าความจึงได้แตกในที่สุด
“ว๊าย ใครน่ะ” เสียงผู้หญิงคนนั้นร้องเสียงดังพร้อมกับผลักผู้ชายซึ่งผมยังไม่เห็นหน้าให้ถอยออกห่าง แล้วคว้าเอาเสื้อผ้าขึ้นมาปกปิดร่างเปลือยของหล่อนไว้ทันที
ผู้ชายคนนั้นหันขวับมาทางผม สายตาดุกร้าวจ้องจนผมขนลุกไปทั้งตัวแล้วพุ่งออกมาจากห้องทั้งๆ ที่ร่างตัวเองยังเปลือยอยู่ มือหนาๆ คว้าลงบีบมาที่คอหอยผมจนผมแทบหายใจไม่ออก
“มึงเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” เสียงห้วนห้าวแข็งกร้าวนั้นตะคอกถามผมทันที
"ผม เอ่อ ผม" ผมพูดติดอ่างขึ้นมาทันที เพราะความตกใจ
"กูถามว่ามึงเป็นใคร" ผู้ชายเปลือยคนนี้ตวาดผมเสียงดังลั่น
“ปูนครับ ผมชื่อปูน เป็นบุรุษพยาบาลใหม่มาดูแลคุณท่าน”
ผมยกมือขึ้นมาพยายามแกะมือหนาๆ นั้นออกแต่มือนั่นทั้งแข็งทั้งแน่นแกะยังไงก็ไม่ออก ผมถูกบีบจนหายใจติดขัด คิดว่าตัวเองจะตายเสียแล้ว
“โกหก มึงเป็นใคร” เสียงนั้นยังตะคอกใส่ผมไม่หยุด
“ผมเปล่าโกหก ผมเป็นบุรุษพยาบาลจริงๆ” ผมรีบอธิบายทันที
“มึงกล้าโกหกกูอย่างนั้นเหรอ ห๊า”
“ผมเปล่า”
เพี๊ยะ ผมถึงขนาดหูอื้อตาลายหน้าชาไปทั้งแถบ เพราะแรงฝ่ามือหนาๆ ที่ตบเปรี้ยงลงมาใส่หน้าผมอย่างแรง จนผมหน้าสะบัดไปกระแทกกับผนังทางเดินหน้าห้องแล้วล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทางเดิน
“กูถามว่ามึงเป็นใคร”
ผู้ชายคนนั้นเดินมานั่งยองๆ ข้างตัวผมร่างเปลือยนั้นพร่าเลือนอยู่กับสายตาผมเพราะตอนนี้ ขอบตาผมร้อนผ่าว ใบหน้านั้นเจ็บจนชา หัวสมองมึนไปหมด นี่มันอะไรกันผมทำอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน
ผมหูอื้อได้ยินแต่เสียงวิ้งๆ ดังก้องอยู่ในหู หน้าซีกหนึ่งนั้นรู้สึกชา รู้สึกรับรู้ได้ถึงรสชาติเค็มๆ ปะแล้มๆ ของเลือดที่ไหลกลบปากด้านในกระพุ้งแก้ม
“ผมเป็นพยาบาลจริงๆ” ผมค่อยๆ รวบรวมความกล้าและตั้งสติเพื่อพยายามอธิบายให้ผู้ชายเจ้าอารมณ์ขี้โมโห ไร้เหตุผลคนนี้ฟังอย่างใจเย็นที่สุด
ผมยกมือขึ้นมาจับมือผู้ชายคนนั้นตอบไปทั้งน้ำตา เพราะความเจ็บมือหนาๆ บีบลงมากับคางผมบีบจนกระดูกกรามผมแทบแตก
“ได้ ถ้ามึงไม่พูดดีๆ งั้นกูจะทำให้มึงยอมพูดเอง”
ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปภายในห้อง ผมรีบลุกขึ้นแล้วหันหลังวิ่งหนีออกมาทันที ใครจะอยู่รอให้ไอ้ผีบ้านั่นกลับมาตบซ้ำสองอีกกัน แต่ผมยังวิ่งกลับมาไม่ทันจะถึงห้องผมมือหนาๆ ของไอ้บ้านั่นก็คว้ามาที่คอเสื้อผมแล้วลากถูลู่ถูกังผมไปกับทางเดินไปลงตามบันได
“คุณครับอย่า คุณปล่อยผม ผมเป็นพยาบาลจริงๆ คุณไปถามพี่เมฆสิเค้าเป็นคนให้ผมมา” ผมรีบอธิบายทันที
“แต่ฉันไม่ได้อนุญาต”
ผู้ชายคนนั้นกระชากคอเสื้อผมจนผมปลิวไปตามแรงเหวี่ยงมาปะทะเข้ากับร่างหนาๆ ของคนตัวโตตรงหน้า ความกลัวแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจผมจนตัวผมเย็นไปหมด
“ผมไม่ได้โกหกนะ คุณทำกับผมแบบนี้ไม่ได้”
“ที่นี่เป็นบ้านฉัน ฉันจะทำอะไรยังไงก็ได้”
“คุณฟังผมก่อน ปล่อยผม” ผู้ชายคนนั้นกำคอเสื้อผมจนแน่นแล้วกระชากดึงเข้าไปหาตัวอีกครั้ง
ผมยกมือขึ้นมาดันแผงอกนั้นให้ห่างออกและพยายามทั้งผลัก ทั้งทุบ ทั้งตี แต่เหมือนผู้ชายคนนี้ประกอบร่างมาจากท่อนไม้ที่ไร้ความรู้สึกเพราะไม่กระดิกตัวรู้สึกอะไรกับการกระทำของผมเลย
“ผมไม่ได้โกหก ปล่อยผม”
ผู้ชายเจ้าอารมณ์ตรงหน้าเงื้อมือสูงขึ้นไปอีกครั้งจนผมใจหาย แรงตบจากฝ่ามือเมื่อครู่ทำเอาผมแทบตายนี่ถ้าโดนลงมาอีกทีผมคงสลบคามือผู้ชายคนนี้แน่
“พ่อเลี้ยงครับ” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมามาก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะปะทะใบหน้าของผม
“พี่เมฆช่วยผมด้วย” ผมร้องขอความช่วยเหลือทันที
“มึงมีอะไร” ผู้ชายคนนั้นยังไม่ยอมปล่อยมือจากผม
“เด็กคนนี้ คุณปกรณ์เป็นคนส่งให้มาดูแลคุณท่านครับ” พี่เมฆอธิบายแล้วมองมาทางผม ซึ่งเวลานี้ยังคงพยายามหาทางแกะมือของผู้ชายตัวโตออก
“แล้วทำไม ไม่มีคนบอกฉัน”
ผมคิดว่าผมจะได้เห็นแววตาสำนึกผิดหรือ อาการสักนิดหนึ่งก็ได้ที่แสดงให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เสียใจที่ตบผม ด้วยความเข้าใจผิด หากเขาพูดขอโทษ ผมก็คงไม่โกรธและไม่เอาความใดๆ แต่เปล่าเลยเพราะสิ่งที่ได้รับกลับมามันเป็นสิ่งตรงกันข้าม
“ไล่ออกไป”
โครม ผู้ชายคนนั้นเหวี่ยงร่างของผมปลิวหวือลงไปกองกับพื้นเสียงดังโครมใหญ่ แล้วก็เดินหันหลังทิ้งผมไปเสียอย่างนั้น พี่เมฆหันมาทางผมนิดหนึ่งแล้วเดินตามหลังผู้ชายที่ชื่อ ปริญ เข้าไปในห้องที่ผมเห็นเขากับผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้วยกัน
ผมสับสนและไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไงต่อไป เพราะผู้ชายคนนั้นบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน และเมื่อ 5 นาที่นี้เขาเพิ่งออกปากไล่ผมออก แล้วผมควรจะเดินกลับไปที่ห้องเพื่อเก็บข้าวของดีหรือเปล่านะ
แต่คุณพ่อที่ส่งผมมาบอกให้ผมอยู่เพื่อดูแลคุณท่าน ผมก็แค่มาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านส่งเสียผมเรียนจนจบ เพราะตลอดเวลาท่านไม่เคยก้าวก่ายชีวิตอะไรผมเลย และดูแลผมอย่างดีมาโดยตลอด แต่ทำไมคุณพ่อไม่บอกผมก่อนนะว่าที่นี่จะมียักษ์ดุร้ายเหมือนผู้ชายคนเมื่อกี้อยู่ด้วย
ผมนั่งรออยู่กับพื้นห้องตรงจุดเดิมที่ผู้ชายคนนั้นเหวี่ยงผมลงมา ระหว่างนั้นก็สำรวจร่างกายตัวเองว่าบาดเจ็บ บอบช้ำตรงไหนบ้าง ร่องรอยฝ่ามือของผู้ชายคนนั้นทำเอาหน้าของผมบวมไปครึ่งซีกและปากแตก มีรอยนิ้วมือแดงๆ อยู่ตามแขนและข้อมือจากเส้นเลือดฝอยแตกเล็กน้อย จนผ่านไปราวๆ 15 นาที พี่เมฆถึงได้เดินออกมาจากห้องนั้น ส่วนคนเจ้าอารมณ์คนนั้นผมไม่เห็นเขาโผล่ออกมาอีกเลย
“ฉันอธิบายให้พ่อเลี้ยงเข้าใจเรื่องเธอแล้ว แต่ถ้าไม่อยากถูกตบอีกก็อยู่ให้ห่างๆ พ่อเลี้ยงเอาไว้แล้วกัน”
“เอ่อ ครับ”
ผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พี่เมฆบอกเท่าไหร่นัก ผมเป็นบุรุษพยาบาลมีหน้าที่แค่ดูแลคุณท่าน แล้วทำไมพ่อเลี้ยงอะไรนั่นถึงดูไม่ชอบผมนัก
“เอ่อ พี่เมฆครับ ผู้ชายคนเมื่อกี้นี้เป็นใครเหรอครับ”
“พ่อเลี้ยงปริญ เจ้าของบ้านหลังนี้ หลานชายของคุณท่าน เธอไปนอนได้แล้ว แล้วก็อย่าออกมาเดินเพ่นพ่านอีก”
ผมเดินกลับเข้ามาภายในห้องนอนของผมด้วยความไม่เข้าใจ ผมพยายามที่จะหาเหตุผลดีๆ สักข้อเพื่อบอกตัวเองว่าผมควรจะมีความสุขและสนุกกับงานที่นี่ ซึ่งหลังจากที่นั่งคิดอยู่นานเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมยังไม่เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าก็คงเป็นเพราะ คุณพ่อที่เป็นผู้อุปการะผมนั่นแหล่ะ
หากคุณท่านคือผู้มีพระคุณกับท่านจริงๆ การที่ผมจะอยู่เพื่อดูแลท่านให้ดีเพื่อตอบแทนบุญคุณก็คงเป็นสิ่งที่เหมาะที่ควร งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมยังได้อยู่ดี กินดี ในบ้านหลังใหญ่ห้องนอนกว้างขวาง ขอแค่อยู่ให้ห่างจากไอ้ยักษ์ตนนั้นเป็นพอ
“หน้าน่ะ ไปโดนอะไรมา” เสียงคุณท่านเอ่ยถามผมในเช้าวันถัดมาขณะที่ผมขึ้นมาดูแลท่านตามปกติ
“เอ่อ ไม่มีอะไรครับ”
“หึ เจอพ่อปริญแล้วล่ะสิ” คุณท่านเอื้อมมือมาแตะที่แก้มผมเบาๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“ครับ” ผมยิ้มแล้วก็ประคองร่างท่านให้นั่งตัวตรงเพื่อเตรียมจะป้อนมื้อเช้าให้ท่าน
ผมเดินลงมาชั้นล่างเพื่อต้องการจะลงมาพักหลังจากคุณท่านเพิ่งหลับไปเมื่อสักครู่ ผมเดินอ้อมไปทางด้านหลังของบ้านซึ่งตรงนั้นเป็นห้องกระจก เปิดมุมกว้างทำให้เห็นทิวทัศน์มุมสูงลงไป ผมชอบแอบมานั่งเล่นตรงนี้เพราะวิวสวยดีแล้วก็เงียบสงบ
“อ๊า อ๊า พ่อเลี้ยงคะ อ๊า เบาๆ ค่ะ”
ผมยืนนิ่งตัวชาอีกรอบเมื่อเสียงที่ผมกำลังได้ยินมันทำให้ผมนึกไปถึงเมื่อคืนนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับขาก้าวไปข้างหน้าหรือไม่กล้าถอยหลังกลับ ผมกลัวว่าขยับตัวแล้วพ่อเลี้ยงป่าเถื่อนนั่นจะเห็นผม
