บทที่ 4 ของเล่น
ตอนที่ 4 ของเล่น
หลังจากที่พ่อเลี้ยงใช้แขนและขาของผมต่างผ้าเช็ดเท้า ผู้ชายคนนั้นเช็ดๆ ถูๆ รองเท้าบู้ทคู่ใหญ่จนสะอาดดีแล้ว คนไร้อารยธรรมคนนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน โดยทิ้งผ้าเช็ดเท้าอย่างผมให้นั่งอยู่กับความคับแค้นใจ
ผมเดินลากโซ่เส้นใหญ่เสียงดังแกรกๆ ตามหลังผู้ชายคนนั้นเข้าไปด้านใน พ่อเลี้ยงใจร้ายปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองถอดออก แล้วขว้างมันมาพาดอยู่บนหัวผม นอกจากจะใช้ผมเป็นผ้าเช็ดเท้าแล้วเวลานี้ผมก็ยังเป็นราวแขวนผ้าให้ไอ้คนป่าเถื่อนคนนี้ไปเสียอีก ผมหยิบเสื้อเชิ้ตชื้นเหงื่อนั้นออกจากหัวของผม แล้วโยนมันลงไปกองไว้ในตะกร้าผ้าใบเล็กๆ ตรงมุมห้องด้านหนึ่ง แล้วหันมาหน้าหงายอีกทีเมื่อคราวนี้เป็นกางเกงยีนส์ตัวใหญ่ทั้งหนา ทั้งหนัก ที่ถูกเจ้าของถอดแล้วเหวี่ยงมาใส่หน้าผมอีกรอบ
"นี่คุณปริญ" ผมโยนไอ้กางเกงตัวใหญ่ไปกองรวมกับเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ
พ่อเลี้ยงหนุ่มยืนยิ้มจ้องหน้าผมนิ่ง เวลานี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาเหลือไว้แค่ท่อนอกเปลือยเปล่ากับกางเกงในตัวเดียวที่มันทำหน้าที่ขังไอ้เจ้างูยักษ์ตัวใหญ่นั้นให้นอนสงบนิ่งอยู่ในที่ของมัน
"หืม" พ่อเลี้ยงขานรับผมในลำคอแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าใบเล็กหยิบเอาผ้าเช็ดตัวออกมาถือไว้ในมือผืนหนึ่ง
"คุณปล่อยผมได้หรือเปล่า" ผมเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าคมเข้มซึ่งอยู่สูงขึ้นไป
"ปล่อยเธออย่างนั้นหรอ" พ่อเลี้ยงเลิกคิ้วถามผม
"ใช่ คุณปริญได้โปรดเถอะ คุณปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมขอร้อง"
ผมพยายามพูดจาอ้อนวอนเพื่อขอให้เขาปล่อยผม แต่สำหรับผู้ชายคนนี้อย่าคิดว่าน้ำตาและคำอ้อนวอนจากผมจะทำให้เขาใจอ่อน ผู้ชายหัวใจทมิฬคนนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับคำอ้อนวอนและน้ำตาของผมเลยสักนิด
ผมไม่รู้ว่าหัวใจของเขามันถูกสร้างขึ้นด้วยก้อนเนื้อและเส้นเอ็นเหมือนมนุษย์ทั่วไปหรือเปล่า เพราะผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าผู้ชายคนนี้มีหัวจิตหัวใจเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
"คุณจับผมมาทำไม ปล่อยผมกลับไปได้หรือเปล่า ผมสัญญาว่าผมจะไม่กลับมาให้คุณเห็นหน้าอีก"
"ฉันเคยให้โอกาสเธอแล้ว ให้เธอได้มีโอกาสเดินจากไป แต่เป็นเธอเองที่เลือกจะอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นอย่าถามหาโอกาสที่มันไม่มีอีกแล้วสำหรับเธอ" มันเป็นคำตอบที่ไม่ว่าผมจะฟังอย่างไรผมก็ไม่เข้าใจ
"คุณปริญ บอกผมหน่อยว่าผมต้องทำยังไงเพื่อให้คุณยอมปล่อยผมไป ผมจะยอมทำทุกอย่างขอแค่ให้คุณปล่อยผม" ผมยังคงพยายามใช้คำพูดอ้อนวอนพ่อเลี้ยงใจยักษ์คนนี้ต่อ
"ถ้าฉันพอใจอยากจะปล่อยเมื่อไหร่ ฉันก็จะปล่อย แต่ถ้าฉันอยากให้เธออยู่ที่นี่ต่อเธอก็ไม่มีวันหนีหนีจากฉันไปได้"
"คุณไม่ชอบผมไม่ใช่หรอ" ผมแหงนคอเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนตัวสูงจนเมื่อยคอไปหมด
"ใช่ฉันไม่ชอบเธอ" พ่อเลี้ยงหนุ่มก้มหน้าลงมากระตุกยิ้มนิดหนึ่งตอบผม
"ในเมื่อคุณไม่ชอบก็ไล่ผมสิ ไล่ผมไปไกลๆ เหมือนที่คุณเคยทำไง คุณไล่ผมอีกทีได้มั้ย" ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายคนนั้นแล้วแหงนคอขึ้นไปมองดูคนตัวสูงจนคอตั้ง แล้วเขย่าแขนเขาแรงๆ พ่อเลี้ยงหรี่ตาลงมามองผมแวบหนึ่ง
"ฉันเคยไล่เธอไปแล้ว จำได้มั้ยฉันไล่เธอหลายครั้ง แต่ต่อไปนี้ฉันจะเก็บเธอไว้ที่นี่ ให้เธออยู่เป็นของเล่นของฉัน ของเล่นชิ้นใหม่ของนายปริญ" พ่อเลี้ยงยิ้มแล้วก้มลงมาฉกจูบไปจากผมเอาดื้อๆ
"อื้อ"
ผมตกใจยกมือขึ้นมาดันอกของคนที่มาขโมยจูบผมแล้วพยายามเบี่ยงหน้าหลบแต่ถูกฝ่ามือหนาๆ นั้นกดล้อคต้นคอเอาไว้ ผมดึงเท้าเพื่อต้องการจะก้าวเท้าถอยหลังหนี แต่ถูกท่อนแขนของเจ้าของลิ้นสากๆ พร้อมรสชาติเผ็ดแปลกๆ ของบุหรี่รั้งกอดเอวผมเอาไว้ทำให้ผมถอยหลังหนีออกไปไม่ได้
"ฉันหิวแล้ว ไปหุงข้าวทำกับข้าวมาให้ฉันได้แล้ว" ทันทีที่ริมฝีปากนั้นถอนออกไปจากผม คนเอาแต่ใจก็ออกคำสั่งใส่ผมทันที
"ผมหรอ" ผมแหงนคอเงยหน้าขึ้นไปถามเจ้าของบ้านทันที ยกมือขึ้นมาถูขยี้ปากแรงๆ
"ใช่เธอ...ไปทำมาเดี๋ยวนี้ แล้วก็อย่าพยายามทำอะไรให้ฉันโมโหอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่านายปริญใจร้ายก็แล้วกัน"
ผมอยากทำตัวดื้อดึง อยากพยศ อยากขัดขืน อยากต่อต้าน อยากทำอะไรก็ได้ให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้ได้รู้ว่าผมไม่ได้ยินยอมที่จะทำตามที่เขาสั่ง แต่ดูจากสภาพของผมตอนนี้แล้ว ผมก็ต้องเปลี่ยนใจ คิดใหม่ทำใหม่เพราะตอนนี้เนื้อตัวของผม แทบไม่เหลือที่ว่างจากรอยฟกช้ำดำเขียวอีกแล้ว ถ้าขืนยังดื้อจนโดนตบอีกสักเปรี้ยง สองเปรี้ยงผมคงได้ตายเป็นผีอยู่ที่นี่แน่ๆ
"ครัวอยู่ไหน" ผมหันไปแหงนคอถามพ่อเลี้ยงต่อ
"อื้อ" ผมโดนผู้ชายคนนี้ขโมยจูบไปอีกครั้งโดยยังไม่ทันตั้งตัว
"ตรงนั้น" ผู้ชายคนนั้นชี้นิ้วไปข้างๆ บ้านเยื้องไปด้านหลังนิดหน่อยมันเป็นพื้นที่เล็กๆ มีอุปกรณ์ทำครัวอยู่แค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้นเอง
"ถ้าผมทำไม่อร่อยล่ะ" ผมชะโงกหน้ามองดูเตาแก้สปิคนิ้คใบเล็ก กับบรรดาของแห้งต่างๆ ที่มันสุมๆ แขวนๆ อยู่ในตู้ใบเล็กๆ ด้านข้างนั่น
"งั้นฉันก็จะกินเธอเป็นมื้อเย็น" ผู้ชายคนนั้นส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาที่ผมจนผมต้องรีบก้าวถอยหลังออกมาให้ห่างจากรัศมีของไอ้ผุ้ชายบ้ากามนั่น
"ปลดโซ่ ให้ผมได้หรือเปล่า" ผมใช้มือกระตุกโซ่เส้นใหญ่นั้นเพื่อบอกให้รู้ว่าผมเดินออกไปไม่พ้นบันไดบ้านเพราะฉะนั้นนอกเสียจากผมจะมีมือยาวๆ เหมือนผีเรื่องแม่นาคยืดออกไปทำกับข้าว
ผมแหงนคอขึ้นไปถามพ่อเลี้ยงใจร้ายซึ่งยืนกอดอกมองผมอยู่ ในใจลึกๆ ผมแอบคาดหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่า ผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้จะเดินไปหยิบกุญแจแล้วมาไขปลดโซ่ให้กับผม
ใช่ มันเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ และเป็นความหวังที่แห้งแล้งที่สุดสำหรับผม ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เดินไปหยิบกุญแจให้ผม แต่เดินไปหยิบโซ่เส้นใหม่อีกเส้น แล้วนำมาต่อเพิ่มความยาวให้กับโซ่เส้นเดิม
อิสรภาพของผม ถูกขยายอาณาเขต จากเดิมที่สามารถเดินไปได้เพียงบันไดขั้นสุดท้าย ตอนนี้ผมสามารถเดินอ้อมบ้านได้ทั้งหลัง ผมจึงได้รู้ว่า นอกจากด้านหลังมีครัวเล็กๆ นี้แล้ว ยังมีพื้นที่เล็กทำเป็นฉากกั้นสำหรับเอาไว้อาบน้ำบริเวณด้านหลังบ้านอีกด้วย
ผมเดินเข้าไปหยิบผ้าขาวม้าผืนหนึ่งซึ่งมันพาดแขวนเอาไว้ ตรงจุดอาบน้ำแล้วนำมาคาดเอวผูกปมให้มันแน่น เพราะเอาจริงๆ เถอะ ผมรู้สึกรับสภาพตัวเองไม่ได้ ที่จะต้องเดินไปเดินมาในสภาพชีเปลือยแบบนี้
ระหว่างที่ผมทำกับข้าว ผมเห็นพ่อเลี้ยงใจร้ายเดินเข้าไปยืนอาบน้ำจากตุ่มน้ำใบใหญ่ซึ่งอยู่ด้านหลังอย่างสบายใจ ผมแอบมองแผ่นหลังกว้างๆ นั้นอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเจ้าของร่างหนานั้นเดินคาดผ้าขาวม้ากลับขึ้นไปด้านบนบ้าน
ผมยกอาหารทั้งหมดขึ้นไปตั้งบนโต๊ะเล็กๆ ตรงระเบียงหน้าบ้าน มันไม่ได้มีอะไรหรูหราเลิศเรอนักหรอกเพราะในครัวมันมีแค่ของแห้งไม่กี่อย่างเท่านั้น ผมทำแค่ไข่เจียวกับยำปลากระป๋องมาวางไว้บนโต๊ะตัวนั้นพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ สองจาน
คุณอย่าคิดว่าผู้ชายคนนี้จะมีน้ำจิตน้ำใจเรียกให้ผมไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะด้วย เพราะผมทำได้แค่นั่งมองพ่อเลี้ยงใจร้ายแล้งน้ำใจคนนั้นนั่งกินข้าวอย่างอร่อย ส่วนผมนั่งเป็นนายทาสอยู่ที่พื้นห้อง ผมทำได้แต่นั่งกลืนน้ำลายลงคอเอื้อกๆ ดูไอ้พ่อเลี้ยงใจดำนั่นกินข้าวจนอิ่ม
"นี่คุณจะไม่คิดแบ่งให้ผมกินบ้างเชียวหรอ ผมเป็นคนทำนะ" ผมขมวดคิ้วนิ่วหน้าถามทันที เพราะผมหิวไส้จะขาดอยู่แล้ว
"ต้องแบ่งด้วยหรอ ของทั้งหมดนี่ฉันเป็นคนหามามันเป็นของฉัน รวมทั้งเธอด้วย" คนใจดำถามผมกลับมาทันที
"ใจร้าย ใจดำ เห็นแก่ตัว"
ผมว่าให้คนตรงหน้าแล้วหันหลังสะบัดหน้าไปอีกทาง ผมหิวไส้แทบขาด อุตส่าห์ทำทุกอย่างหวังว่าตัวเองจะได้กิน แต่ไม่มีสักนิดคำเดียวก็ไม่ได้กิน ผมไม่เคยเจอใคร ใจจืดใจดำขนาดนี้มาก่อนเลย
"ทำไม หิวรึ" พ่อเลี้ยงไร้หัวใจคนนั้นถามผม
ผมรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที นี่เขาเอาอะไรคิดว่าผมจะไม่หิว ขนาดตัวเขายังหิว แล้วผมล่ะผมไม่ใช่หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์นะ ยังมีหน้าจะมาถามอีก รู้อย่างนี้ผมแอบกินเสียตั้งแต่ในครัวก็ดี ยิ่งคิดผมก็ยิ่งโมโห
"ไม่หิว ไม่อยากกินของคนใจร้าย" ผมตอบออกไป ทั้งที่ไส้ของผมบิดจนจะขาดอยู่แล้ว เอาเถอะอย่าไปกินของคนใจร้ายเลย เกิดกินเข้าไป แล้วมาทวงบุญคุณสั่งให้ผมอ้วกคืนขึ้นมาทีหลังผมไม่แย่หรอกหรือ
"แน่ใจนะว่าจะไม่กิน" ผู้ชายคนนั้นร้องถามผม แต่ผมสะบัดหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากมองหน้าตาคนใจร้าย
"ไม่กิน"
"ไม่กินก็ดี" ผู้ชายคนนั้นพูดแล้วจัดการเทอาหารทั้งหมดสาดทิ้งไปต่อหน้าต่อตาผม
"......" ผมนั่งจ้องอาหารซึ่งถูกเททิ้งไปต่อหน้านั้นด้วยความเสียดาย
ดูเอาเถอะว่าผู้ชายคนนี้ มีส่วนไหนบ้าง ที่มีความเป็นมนุษย์ ครั้งหน้าถ้าให้ผมทำกับข้าวให้กินอีกผมจะแอบเอายาเบื่อหนูใส่ลงไปด้วยให้มันกินแล้วตายไปเลย ผมอุตส่าห์ทำให้กินดีๆ แล้ว คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี แล้วยังจะมาเททิ้งไม่ยอมให้ผมกินด้วยอีก
"อื้อ ใจร้าย" ผมหงุดหงิดแล้วชะโงกหน้ามองเศษอาหารพวกนั้นน้ำตาคลอ
"ก็เธอบอกว่าเธอไม่กิน" ผู้ชายคนนั้นเอ่ยออกมาดูท่าทางไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยสักนิด
"เออ ไม่หิว ไม่กิน ไม่อยากกิน" ผมโกหกคำโตแล้วมันเป็นคำโกหกที่ทรมานที่สุด
หลังจากผมเก็บทำความสะอาด ล้างถ้วยล้างจาน เสร็จเรียบร้อยแล้วผมเดินกลับเข้าไปในห้องเล็กๆ ซึ่งพ่อเลี้ยงใจร้ายกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียง โดยใช้มือทั้งสองข้างรองหนุนหัวนอนต่างหมอนจ้องมองผมอยู่ ผมเดินเข้าไปพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพราะไม่อยากให้ ไอ้พ่อเลี้ยงบ้ากามนั่นมาสนใจในตัวผม ที่ตอนนี้ใส่ไว้แค่เพียงเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของเขานั่นแหล่ะ กับผ้าขาวม้าผืนหนึ่งที่พันเอวอยู่ ผมหันหน้าไปทางผู้ชายคนเดียวซึ่งนอนอยู่ในห้อง
"ผมอยากอาบน้ำ" ผมพูดกับผู้ชายคนนั้น
ผมรู้ว่าผมมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ผมก็ยังมีความเชื่ออยู่ว่าคนเราทุกคน มันมีจิตสำนึกดีๆ บ้างแม้ว่ามันจะถูกฝังอยู่ลึกที่สุดในส่วนลึกของจิตใจ ผู้ชายคนนี้คงไม่ถึงขั้นใจร้ายใจดำ ให้ผมเดินแก้ผ้าไปมา อยู่กับเขาทั้งวันทั้งคืนหรอกนะ
"ในตู้เสื้อผ้านั่นมีเสื้อของฉันอยู่หยิบใส่ไปก่อน หรือจะแก้ผ้าอยู่ฉันก็ไม่ว่าอะไร" นั่นเป็นประโยคที่เขาบอกกับผม
ต่อให้ผมไม่อยากแตะต้องเสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้ของผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน แต่การที่จะให้ผมเดินแก้ผ้าอยู่กับผู้ชายคนนี้ผมว่ามันอันตรายมากกว่า ผมเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเลือกหยิบเสื้อตัวที่มันมีเนื้อผ้าหนาที่สุด และตัวใหญ่ที่สุดเพราะอย่างน้อยเวลามันมาอยู่บนตัวผมมันก็จะได้ไม่ดูอุจาดบาดตามากนัก
ผมอาบน้ำเปลี่ยนใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว ตัวยาวและใหญ่ของพ่อเลี้ยงปริญเมื่อผมใส่แล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังใส่ชุดแซกของผู้หญิง ขอบชายเสื้อยาวๆ นั้นมันคลุมเลยหน้าขาผมลงมาจนเกือบถึงหัวเข่า พ่อเลี้ยงใจร้าย ตัวสูงใหญ่ยักษ์กว่าผมมากทีเดียว ผมสูงแค่ 165 เซนติเมตรเท่านั้น เวลาผมยืนใกล้ๆ จะคุยกับเขาแต่ละทีต้องแหงนคอคุยจนเมื่อยคอไปหมด
"คุณปริญ คุณปล่อยผมไปไม่ได้หรือ คุณเก็บผมไว้จะมีประโยชน์อะไร" ผมซุกตัวเข้าไปในมุมห้องเล็กๆ ซึ่งเป็นเซฟโซนของผมแล้วยกมือขึ้นมากอดเข่าร้องถามเจ้าของบ้าน
"ถ้ายังขืนถามคำถามนี้กับฉันอีก ฉันจะปล้ำเธออีก อยากลองดูอีกสักครั้งหนึ่งไหม"
พ่อเลี้ยงใจร้ายไม่ได้หันหน้ามาทางผม เขาแค่พูดลอยๆ ออกมามือของเขากำลังพลิกเปิดดูเอกสารเป็นกระดาษ 5-6 แผ่นในมือ ผมชะงักแล้วรีบหุบปากลงทันที ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องราวเมื่อคืนที่ผ่านมามันก็เป็นฝันร้ายสำหรับผมและผมหวังว่ามันจะมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากี่ทุ่มแล้วเพราะผมไม่มีนาฬิกา อากาศกลางคืนที่นี่เย็นมากออกจะค่อนข้างหนาวนิดหน่อยเสียด้วยซ้ำสำหรับคนขี้หนาวอย่างผม ผมได้ยินเสียงเหมือนใครเดินมาอยู่ด้านนอกบ้านจึงรีบคลานไปเปิดประตูแล้วชะโงกหน้าออกไปดู ในใจของผมภาวนาว่าขอให้เป็นใครสักคนที่จะสามารถช่วยให้ผมหลุดพ้นจากที่นี่ไปได้ แต่เสียงฝีเท้าที่ผมได้ยินนั้นเป็นของผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนรูปร่างบอบบาง ผิวขาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก
"พ่อเลี้ยงจ้าว บัวมาแล้วจ้าว" ผู้หญิงคนนั้นมองผมอย่างอายๆ แล้วตะโกนขึ้นมาด้านบน
"ขึ้นมาสิ ฉันรอเธออยู่" พ่อเลี้ยงมักมากในกาม ตะโกนออกไป ผู้หญิงคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไม่กล้าเดินเข้ามาด้านใน หล่อนมองดูผมซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าประตูแล้วทำท่าลังเล
"ปูน ออกไปรอข้างนอก" ผู้ชายคนนั้นไล่ผมทันที
ผมรู้สึก ทั้งเจ็บ ทั้งอาย ผมเจ็บใจที่ถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมาตัวหนึ่ง รู้สึกอายที่ต้องมารู้มาเห็นกับเรื่องทุเรศนี้ ผู้ชายคนนี้ ไม่เคยอิ่มไม่เคยพอกับเรื่องอย่างว่าเลยหรือไงนะ เขาทำแบบนี้ได้อย่างไร เขาเห็นผู้หญิงเหล่านี้ เป็นอะไรกันแน่เพราะทุกครั้งที่ผมเห็น เขาเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ากันเลย
ผมลุกขึ้นแล้วเดินออกมาอย่างรวดเร็ว ผมเดินออกมาตามทางเดินเล็กๆ นั้น พยายามเดินออกมาให้ไกลที่สุด เท่าที่โซ่เส้นนั้นจะอนุญาตให้ผมเดินไปได้ ผมเดินมาหยุดอยู่ ตรงข้ามพุ่มไม้เล็กๆ ห่างจากตัวบ้านพอสมควร แล้วทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าฟังเสียงครวญคราง ของชายหญิงทั้งคู่ที่ดังลอดออกมาจากภายในบ้าน
ฟังจากเสียงนั้นแล้วทั้งคู่ดูมีความสุขมาก ผมนั่งกอดเข่าอยู่อย่างนั้นรู้สึกสมเพชตัวเองชะมัด ผมนั่งอยู่ตรงนี้นานพอดู เพราะเสื้อเชิ้ตที่ผมสวมอยู่เวลานี้เปียกชื้นไปด้วยน้ำค้างตอนกลางคืน แขนขาของผมแสบคันไปหมดเพราะถูกยุงกัด กว่าเสียงของคนสองคนซึ่งอยู่ด้านในจะเงียบลงได้ ผมก็นั่งสัปหงกไปหลายทีเหมือนกัน ผมไม่กล้าเดินกลับไปในบ้านเพราะไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอะไร เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว
ผมมารู้สึกตัวตื่นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ ผู้หญิงคนนั้นเดินกลับออกมา ผมเงยหน้าขึ้นมาจากเข่าตัวเองแล้วจ้องมองดูใบหน้าของเธอในความมืด เธอดูมีท่าทางเอียงอายและขัดเขิน
"คุณช่วยผมได้ไหม ผมอยากออกไปจากที่นี่" ผมยกมือขึ้นไปคว้าข้อมือเล็กๆ ของเธอ
"..........." ผู้หญิงคนนั้นส่ายหน้าสะบัดมือจากผมแล้วรีบวิ่งหนีผมไป
ผมเหลียวหน้าหันไปมองดูบ้านน้อยหลังนั้น แสงไฟสลัวๆ เล็ดลอดออกมาจากด้านใน ผมนั่งกอดเข่าชั่งใจอยู่นาน ว่าผมควรจะเดินกลับเข้าไปหรือควรจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อ ผมนั่งสมเพชเวชทนาตัวเองอยู่ตรงนี้อีกครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจเดินลากโซ่เส้นเดิมกลับขึ้นไปบนบ้าน เพราะรู้สึกหนาวขึ้นมา
ผู้ชายคนนั้นนอนถอดเสื้อโดยมีผ้าห่มผืนบางปิดคลุมท่อนล่างของตัวเองเอาไว้ ผมไม่ได้พูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว ผมเดินเข้าไปซุกตัวอยู่ตรงมุมห้องที่เดิมของผม แล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้กับเจ้าของสายตาดุๆ ที่แสนเย็นชานั้น ผมนอนหันหลังใช้แขนตัวเองต่างหมอน แล้วกลืนก้อนสะอื้นก้อนใหญ่กลับเข้าไปในอกแล้วหลับตาลงช้าๆ
ผมหวังว่ารุ่งเช้าพรุ่งนี้เมื่อผมตื่นขึ้นมาผมจะยังคงอยู่ภายในห้องนอนในอพาร์ทเมนท์ของผมที่กรุงเทพ ตื่นเช้าเพื่อไปทำงานที่โรงพยาบาล ได้เจอเพื่อนๆ ได้เจอคนไข้ที่รักและเอ็นดูผม หรืออย่างน้อยที่สุดผมก็ยังคงคาดหวังว่าผมจะได้ตื่นลืมตาและยังคงอยู่ภายในบ้านไม้หลังใหญ่บนเขาได้ดูแลรับใช้คุณท่านอย่างเดิม
แต่ความจริงกับความฝันและความคาดหวังนั้นมันต่างกัน เพราะเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือน ผมยังคงตื่นขึ้นมาจากซอกเล็กๆ ภายในบ้านน้อยหลังนี้และยังคงร่วมห้องอยู่กับพ่อเลี้ยงใจร้ายคนเดิมที่ผมเกลียดเขานักหนา
ผมตื่นเช้าขึ้นมาและเห็นว่าผู้ชายคนนั้นยังคงนอนหลับตาอยู่บนเตียง ผมรีบใช้จังหวะนี้หยิบเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่จากในตู้เสื้อผ้าใบเล็กแล้วรีบเดินลงไปอาบน้ำ ล้างหน้า ทันที
มันเป็นการอาบน้ำล้างหน้าที่ไม่ได้แปรงฟันเพราะผมไม่มีแปรงสีฟันอันใหม่และผมรังเกียจเกินกว่าจะใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนใจร้าย ผมต้องบีบยาสีฟันใส่นิ้วมือแล้วถูๆ ขัดๆ พร้อมกับยืนบ้วนปากเป็น 10 ครั้ง กว่าจะรู้สึกว่าช่องปากสะอาดแล้วเดินกลับขึ้นไปข้างบนบ้าน ผู้ชายคนนั้นตื่นแล้วและยังคงนอนอยู่บนเตียงตามเดิมไม่ได้ขยับตัวลุกไปไหนเลย
"อาบน้ำเสร็จแล้วหรอ" ผู้ชายคนนั้นถามผม ผมหันไปมองดูเขา ผมรู้สึกแปลกๆ เพราะเช้านี้น้ำเสียงและท่าทีของเค้าเปลี่ยนไป
"อืม" ผมตอบไปแค่นั้น
ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นจากเตียง สลัดผ้าห่มให้หลุดออกจากตัว ผมจึงได้เห็นว่าจริงๆ แล้วพ่อเลี้ยงบ้ากามนี่นอนแก้ผ้าอยู่ตลอดทั้งคืนดุ้นเอ็นแท่งใหญ่นั้นตั้งตรงและพองตัวเต็มที่และไอ้ท่อนเนื้อแท่งนั้นมันกำลังพุ่งมาทางผม ผมผงะรีบก้าวถอยหลังหนีไปชนชิดข้างฝาห้องอีกด้านหนึ่ง พยายามเบียดตัวซุกลงไปกับมุมห้องมุมเล็กๆ ของผม
"คุณจะทำอะไร ถอยออกไปนะ"
"นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรอว่าฉันต้องการอะไร"
ผู้ชายมักมากในกามส่งสายตาบ่งบอกถึงความต้องการมายังผมอย่างเปิดเผย ผมอยากมีพลังพิเศษแทรกตัวแล้วหนีหายไปกับกำแพงห้อง คิดอยากจะวิ่งหนีแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเวลานี้ผมถูกต้อนมาจนมุมอยู่ที่ซอกเล็กๆ มุมฉากนี้
"คุณปริญอย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว" ผมยกมือทั้งสองขึ้นมาพนมตรงหว่างอกแหงนหน้าขึ้นไปสบตากับผู้ชายที่ไม่มีหัวใจคนนั้น
"ถ้ากลัวก็ยอมดีๆ แล้วจะไม่ทำให้เจ็บ" นั่นคือสิ่งที่เขาบอกกับผม
แต่ผมยอมเจ็บหรือถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะยอมตายเพื่อให้ผมได้หลุดพ้นจากผู้ชายคนนี้เสียที ผมเปลี่ยนจากมือทั้งสองข้าง ซึ่งพนมมือไหว้กราบกรานขอร้องเป็นทุบอกเขาแรงๆ และพยายามวิ่งหนี ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
ผู้ชายคนนั้นปล่อยให้ผมหนีไปอย่างง่ายๆ โดยไม่ได้ฉุดรั้งผมเอาไว้แม้แต่นิดเดียว ก็แน่นอนล่ะเพราะข้อเท้าของผม ยังถูกพันธนาการ อยู่ด้วยโซ่เส้นใหญ่นี่นะเขาจะวิ่งตามผมให้เหนื่อยทำไมกัน มีแต่ผมเท่านั้นที่โง่วิ่งหนี
ผมวิ่งหนีออกมาแล้วล้มลงด้วยแรงกระชากตึงของโซ่เส้นนั้น มันทำให้ผมล้มลงไม่เป็นท่า ผมหันหลังกลับไปมองดู พ่อเลี้ยงบ้ากามคนนั้นกำลังเดินตัวเปลือย ออกจากบ้านมาอย่างช้าๆ ผมนอนมองร่างเปลือยเปล่านั้น ก้าวเท้าใกล้ผมเข้ามาทีละก้าว ทีละก้าว
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงลูกกวางตัวน้อยๆ ที่รู้ตัวว่ากำลังจะตกเป็นอาหารอันโอชะของเสือร้าย ผมนอนกองอยู่กับพื้นดินอันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้าง เนื้อตัวสั่นเทา เสื้อผ้าเสื้อเชิ้ตที่ผมใส่อยู่พร้อมกับผ้าขาวม้าผืนบาง เปื้อนเปรอะไปหมด
พ่อเลี้ยงปริญเดินเข้ามาหาผมช้าๆ อย่างใจเย็น ผมจ้องมองร่างนั้นด้วยความกลัว ผมกลัวจริงๆ ถ้าสามารถทำได้ผมยอมให้ใครก็ได้เอามีดมาตัดขาผมออกเพื่อที่ผมจะได้วิ่งหนีออกไปให้ไกลจากผู้ชายป่าเถื่อนคนนี้
"ชอบให้ใช้ความรุนแรงก็ไม่บอก" ร่างเปลือยนั้นคุกเข่าลงตรงหน้าผม แล้วขึ้นคร่อมร่างของผมในทันที สายตาเห*้ยมเกรียมนั้นจ้องมองลงมาที่ผม
"ได้โปรดเถิดคุณปริญ อย่าทำแบบนี้กับผมเลย"
ผมยกมือพนมขึ้นมาไหว้ขอร้อง ขอลองดูอีกครั้ง และทุกๆ ครั้ง ผมก็ยังคงคาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาสงสาร จากอสูรร้ายตัวนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมผมยังหวัง หวังว่าเขาจะปราณีกับผมบ้าง
ผู้ชายคนนั้นจับมือซึ่งผมพนมไว้อยู่ด้านหน้า แล้วรั้งมันขึ้นไปเหนือหัวของผมทาบทับกดร่างของผม ให้นอนหงายราบลงไปกับพื้นดินซึ่งชื้นแฉะไปด้วยน้ำค้าง บด ขยี้ริมฝีปากนั้นลงมาอย่างหิวกระหาย
หัวเข่าทั้งสองข้างของเขาใช้มันดันแยกให้หน้าขาของผม ฉีกถ่างออกจากกัน มืออีกข้างหนึ่งทั้งหยาบทั้งหนา ลูบไล้ผมไปทั่วตัว แล้วคว้าลงที่ต้นคอของผมแล้วล็อคไม่ให้ผมสามารถหันหน้าหนีไปทางไหนได้ ก่อนจะบดจูบส่งลิ้นสากๆ เข้ามาในปากผม
ผมเงยหน้าขึ้นไปมองดูท้องฟ้าในยามเช้า แสงแดดสีเหลืองส้มอ่อนๆ กำลังทอแสงเย็นตา พระอาทิตย์ยามเช้ากำลังทอแสงสีทองเรืองรองยามเช้า แต่ในหัวใจของผมกลับมืดมิดหม่นหมองและเย็นเยียบ ผมมีพื้นดินอันชื้นแฉะ แทนเตียงนอน ก้อนกรวดแหลมคมต่างหมอนรองหนุน
เหนือสิ่งอื่นใด ผมมีอสูรกายร้ายที่กำลังโยกขยับร่างกายอยู่ข้างบนตัวผม พร้อมกับยัดเยียดแท่งเนื้อท่อนใหญ่ สอดแทรกดึงดันบุกทะลวงเข้ามาในตัวผม ผมทำได้แค่นอนหลับตา แล้วฟังเสียงตัวเองร้องไห้ เจ็บปวด เจ็บทั้งตัว ร้าวทั้งใจ
"อ๊า" เสียงผู้ชายคนนั้นร้องครางด้วยความพึงพอใจกับสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่
"ปล่อยผม ฮืออออ" ในขณะที่คนป่าเถื่อนอย่างพ่อเลี้ยงปริญกำลังมีความสุขอยู่กับร่างกายผม ผมกับทำได้เพียงคร่ำครวญหวนไห้ เหมือนคนจวนเจียนจะขาดใจ
ผมนอนทอดร่าง ให้ผู้ชายคนนั้นตักตวงความสุข เสพสม จนสมความตั้งใจ น้ำอุบาทสีขาวข้นๆ มากมายพุ่งทะลักออกมา จากตัวเขาเข้ามาในตัวผมช่างน่าขยะแขยงน่าสะอิดสะเอียน ผมทำได้ก็แค่เพียงนอนถ่างขา แล้วปล่อยให้เขาปลดปล่อยมันทุกหยาดหยด จนหมดสิ้นเข้ามาไว้ในตัวผม
พ่อเลี้ยงป่าเถื่อน ลุกขึ้นแล้วเดินหันหลังจากผมไปเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ผมนอนเกลือกกลิ้งคลุกดินร้องไห้ สมเพชเวทนาโชคชะตาอันแสนโหดร้ายของผมเพียงลำพัง
