บทที่ 5 รังเกียจ
ตอนที่ 5 รังเกียจ
ผมค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาในทุกๆ ตารางนิ้วของร่างกายผม ความป่าเถื่อนทารุณจากผู้ชายคนนั้นทิ้งร่องรอยเอาไว้ตามเนื้อตัวของผม มันจารึกไว้เป็นรอยขบ รอยกัด และรอยช้ำตามร่างกาย
ผมไม่ได้เดินกลับเข้าไปบนบ้านในทันที ผมขอนั่งทำใจเงียบๆ สักพัก ผมทำใจให้เข้าไปเจอหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นไม่ได้จริงๆ ผมเลือกที่จะหามุมเล็กๆ ไปนั่งซ่อนตัวแล้วพยายามอยู่ให้ห่างจากผู้ชายคนนั้นมากที่สุด และรอคอยจนพ่อเลี้ยง อาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินออกจากบ้านไปตามถนนทางเดินเล็กๆ นั่น
พ่อเลี้ยงเถื่อนไม่มีทีท่าว่าจะเหลียวหลังหันกลับมามองว่าบุรุษพยาบาลคนนี้ จะยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่หรือเปล่า หลังจากที่เขา ทำเรื่องน่ารังเกียจเมื่อครู่ไว้กับผม
ผมนั่งแอบมองแผ่นหลังกว้างๆ นั้นค่อยๆ เดินจากไป จนมันลับสายตาไปตามทางเดินคดเคี้ยวเล็กๆ นั้น แล้วน้ำตาของผมก็พรั่งพรูลงมา ผมนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่หลังพุ่มไม้นั่นเพียงลำพัง หันไปมองรอบๆ ตัวซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้และความวังเวง ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและเดียวดายที่สุดในชีวิต
เมื่อครั้งจำความได้ผมก็ถูกทิ้งอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะพ่อแม่ไม่ต้องการ ผมเกิดมาจากความไม่พร้อมจึงถูกนำมาทิ้งไว้ ผม มีชีวิตอยู่กับความรู้สึกในใจลึกๆ เสมอว่าผมไม่เป็นที่ต้องการของใคร ทุกๆ วันที่ผ่านไปถึงจะมีเพื่อนๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านับร้อย แต่ในใจนั้นกลับว่างเปล่าเดียวดาย แต่นั่นมันก็คงไม่เท่าครั้งนี้
หลังจากที่ผมร้องไห้คร่ำครวญสงสารตัวเองจนพอใจแล้ว ผมก็ลุกขึ้นอาบน้ำ ล้างคราบเสนียดจัญไรที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งไว้กับผม จัดการหุงหาอาหาร ให้กับตัวเองแล้วนั่งกินข้าวเพื่อเติมให้ท้องที่ว่างเปล่าของผมนั้นเต็ม อย่างน้อยก็ให้มีแรงเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ปกป้องตัวเองบ้าง
ผมพบว่าช่วงเวลาที่ผมถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว กลับเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกปลอดภัยที่สุด ผมกะประมาณเวลาเอาจากแสงแดดและพระอาทิตย์ที่มันค่อยๆ อ่อนแสง อ่อนกำลังลง ประมาณเวลาว่าไอ้พ่อเลี้ยงป่าเถื่อนคนนั้นจวนจะกลับเข้ามาแล้ว ผมรีบเตรียมหุงข้าว ทำกับข้าวไว้ให้มันจนพร้อมแล้วเอาไปวางไว้ให้มันบนโต๊ะ เพื่อที่เมื่อมันมาถึงจะได้มีข้าวกินแล้วไม่โมโหมาหาเรื่องทำร้ายผมอีก
ผมไปนั่งรอตรงบันไดขั้นสุดท้ายเมื่อเห็นมันเดินกลับเข้ามาแต่ไกล ผมก็รีบวิ่งหนีเข้าไปแอบอยู่ในโพรง พุ่มไม้เตี้ยๆ นอกบ้านไกลออกไป ผมนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่อย่างนั้นแล้วคอยชะเง้อมอง ว่าไอ้คนป่าเถื่อนมันทำอะไร อยู่ตรงไหน เพื่อที่ผมเองจะได้ไม่ต้องเฉียดเข้าไปใกล้มัน
เมื่อความมืดมาเยือนความหนาวเย็นค่อยๆ คืบคลานเข้ามารอบๆ ตัวผม แสงไฟในบ้านหลังเล็กทุกเปิดให้สว่างขึ้นจากเครื่องปั่นไฟข้างๆ บ้านแล้วก็เป็นเช่นเดิม หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาตามทางเล็กๆ นั่นแล้วก็ขึ้นบ้านไป
วันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่ชื่อบัวคนเมื่อวาน เธอเป็นหญิงสาวคนใหม่ ดูหมวยๆ และมีน้ำมีนวลมากกว่า เธอเดินหายเข้าไปในบ้านหลังนั้นครู่ใหญ่และแน่นอนว่า ถึงแม้ผมจะหลบอยู่ในพุ่มไม้มืดๆ นี่ นั่งตบยุงเปาะแปะ แต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องครวญคราง ด้วยความรัญจวน ของหญิงสาวซึ่งอยู่ภายในห้อง ก้อนอะไรบางอย่าง แล่นขึ้นมาจุกอกผม ข้างในนั้นผมรู้สึกมันตีบตันและจุกแน่น ก้อนอะไรบางอย่างบีบขับน้ำตาของผมให้ไหลลงมาเป็นทาง ผมนั่งอยู่อย่างนั้นน่าจะครึ่งคืนผ่านไปแล้ว เสื้อเชิ้ตที่ผมสวมอยู่เปียกชื้น แล้วตัวของผมแสบคัน
ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ผู้หญิงคนนั้นเดินกลับออกมา แล้วเดินหายไปในความมืด ตามทางเดินเล็กๆ นั่น ผมอยากรู้เหลือเกินว่า ตามทางเดินนั้น ถ้าผมสามารถทำได้ ถ้าผม....สามารถเดินไปได้ มันจะพาผมไปที่ไหน
ผมนั่งรอเวลากะประมาณเอาว่าให้ผู้ชายบ้ากามซึ่งนอนอยู่ข้างในบ้าน หลังจากเสียแรง เสียเหงื่อไปกับกิจกรรมบนเตียงอย่างหนักแล้ว คงจะเหนื่อย คงจะเพลียและคงหลับลงไปแล้ว ผมจึงค่อยๆ ย่องกลับเข้าไปในห้อง แต่ผมคิดผิดเพราะเมื่อผมเปิดประตูเข้ามา ผู้ชายคนนั้น ยังคงนอนเปลือยท่อนบน โดยมีผ้าห่มแพรผืนบางคลุมกายท่อนล่างเอาไว้เหมือนเมื่อคืนนี้ สายตาเย็นชานั้นส่งมายังผม
ผมเพียงเหลือบชำเลืองมองนิดเดียวเท่านั้น แล้วเดินไปซุกตัวนอนอยู่มุมห้องตรงเซฟโซนที่เดิมของผม ผมพยายามทำตัวให้เหมือนจิ้งจกตุ๊กแกตัวหนึ่งที่ไม่มีความหมาย ผมล้มตัวลงนอนหันหลังให้กับเตียงนอนของพ่อเลี้ยงเถื่อน แล้วนอนหันหน้าเข้าหาข้างฝาบ้านพยายามข่มตาให้หลับ
"ไม่เบื่อเหรอ นั่งตากยุงอยู่อย่างนั้น" เสียงผู้ชายคนนั้นดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ไม่" ผมตอบกลับไปทั้งๆ ที่ตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิทอยู่
“ถ้าไม่อยากไปนั่งตากยุงอยู่แบบนี้ทุกคืน เธอก็มาทำหน้าที่พวกนั้นให้กับฉันสิ”
ผมนอนหลับตา ฟังสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นบอกด้วยความรู้สึกขยะแขยง น่ารังเกียจ 2 ครั้ง 2 ครา ที่ผมมีอะไรกับพ่อเลี้ยงคนนี้ ผมจัดให้มันเป็นความทรงจำอันแสนโหดร้าย และเป็นประสบการณ์ที่ผมอยากจะลบมันออกไปจากหัวผมมากที่สุด หากต้องทำหน้าที่นั้นทุกค่ำคืน ผมขอนอนตากยุงอยู่ข้างนอกดีกว่า
“ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคุณ ผมนอนข้างนอกก็ได้” ผมลืมตาขึ้นมาจ้องมองไปยังข้างฝาบ้านซึ่งเป็นเนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มๆ ไม่ได้หันไปมองดูคนซึ่งอยู่เบื้องหลัง
“ทำไม นอนกับฉันมันไม่ดีหรือ”
“ไม่ดีสักนิด น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง”
ผมกัดปากตัวเองจนเจ็บ บ่อน้ำตาของผมที่ปกติมันก็ตื้นเขินอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังขับน้ำตาใสๆ เอ่อออกมาจนล้น หยดน้ำใสๆ นั่นไหลรินลงมาพาดจากหัวตาข้างหนึ่งหยดไหลลงไปพาดผ่านสันจมูกของผมแล้วหยดลงบนแผ่นไม้กระดาน
“ปูน!”
ผู้ชายคนนั้นตวาดผมเสียงเขียวพร้อมกับแรงสั่นของบ้านไม้หลังเล็ก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ พุ่งมาทางผมแทบจะทันที ผมรู้สึกเหมือนถูกรถชนเพราะแรงกระชากจากเจ้าของบ้าน ฉุดให้ผมหันหน้ากลับไปทางเขา มือหนักๆ นั้นกระชากจนไหล่ผมแทบหลุด
อีกแล้วผู้ชายคนนี้ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าอีกแล้ว ร่างเปลือยของเขานั่งยองๆ อยู่ด้านหลังของผม เนื้อตัวนั้นชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมยังคงได้กลิ่นคาวๆ จากน้ำรักลอยมาจากตัวเขาผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ มันทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างนึกรังเกียจ
“รังเกียจมากนักหรือไง” พ่อเลี้ยงกระชากคอเสื้อของผมเข้าไปหาจนหน้าแทบจะติดกัน
“มาก” ผมจ้องตอบดวงตาดุๆ คู่นั้นน้ำตาของผมยังคงไหลลงมาไม่ขาดสาย
“รู้อะไรไหมปูน เธอเป็นคนแรก ที่กล้าพูดแบบนี้กับฉัน”
“งั้นก็แสดงว่า ที่ผ่านมา คุณเจอแต่คนโกหก”
ผมไม่รู้ว่าผมเอาความกล้ามาจากไหน ผมไม่รู้ว่า หลังจากนี้ผมจะโดนตบหรือผมจะโดนตี อีกหรือเปล่า หากสู้กันด้วยเรี่ยวแรง ผมไม่มีทางเอาชนะผู้ชายคนนี้ได้ แต่ถึงจะสู้ด้วยแรงไม่ได้อย่างน้อยขอพูดให้ผู้ชายคนนี้เสียความมั่นใจสักนิดก็ยังดี คนไม่เอาไหนอย่างผมก็คงจะมีปัญญาต่อต้านผู้ชายคนนี้ได้เท่านี้แหล่ะ
“ทำไมถึงชอบทำให้ฉันโกรธนะปูน.....หรือว่าเธอชอบ เวลาที่ฉันโกรธแล้วทำกับเธอแรงๆ เธอชอบแบบนั้นใช่มั้ย” คนกำลังโกรธตะคอกใส่หน้าผม พ่อเลี้ยงหน้าดุโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก
“คุณจะทำอะไร”
ผมถอยหลังหนี ทั้งๆ ที่ด้านหลังนั้นเป็นฝาผนังห้อง ถึงแม้ว่าผมพอจะรู้ว่าประโยคเมื่อครู่ของผมมันเป็นเหมือนการลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจมืดกับพ่อเลี้ยงโหดคนนี้ แต่พอถึงเวลาที่พ่อเลี้ยงเถื่อนนี่ทำหน้าดุใส่ผมจริงๆ ผมก็ยังรู้สึกกลัวทุกครั้ง ผมกลัวแววตาของเขา ผมกลัวท่าทางของเขา มันเหมือนกับเสือร้ายที่โมโหหิวและผมไม่อยากเป็นลูกกวางน้อยของเขาอีกแล้ว
“กลัวหรือเมื่อกี้ยังทำเก่งอยู่เลยนี่” พ่อเลี้ยงหนุ่มยิ้มน้อยๆ ให้กับผม
“คุณก็ดีแต่ใช้กำลัง ถ้าคุณไม่มีกำลังเสียอย่าง คุณก็ไม่มีทางรังแกผมได้ ภูมิใจมากนักหรือไง ที่ใช้กำลังเอาชนะผมได้” แม้จะกลัวจนตัวสั่นแต่ผมก็ยังทำเป็นปากดีอยู่นั่นเอง
“หึ...ฉันเอาชนะเธอได้ ต่อให้ไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลยก็ตาม”
“ไม่มีทาง ไม่ว่าคุณจะทำยังไง ผมก็ไม่มีวันยอมคุณหรอก” ผมเชิดหน้าชื้นน้ำตาของผมขึ้นไปต่อสู้กับสายตาของอีกฝ่าย
“เธอรู้จักฉันน้อยไปเสียแล้วปูน”
ผู้ชายคนนั้น โน้มตัวเข้ามาประชิดตัวผม สายตาที่เคยแข็งกร้าว ดุดัน ป่าเถื่อน มันเปลี่ยนไป ประกายตาแวววาวแปลกๆ ส่งถ่ายออกมาจากดวงตาคู่นั้น
ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะยังคงตื่นตะลึงอยู่กับ แววตาแปลกๆ นั้น แล้วผมก็ถูกขโมยจูบไปซึ่งๆ หน้า จูบนั้นนุ่มนวลอ่อนโยน ผิดแปลกไปจากจูบที่ผมเคยได้รับ ริมฝีปากนุ่มๆ นั้นประทับลงมา ละเลียดเลียเพียงแค่แผ่วผิวบางเบา อยู่กับริมฝีปากบางๆ ของผม ฝ่ามือหนาๆ หยาบกร้าน ที่เคยตะปบบีบเค้นจนผมแทบแหลกคามือ เวลานี้มันเพียงลูบผ่านๆ อย่างแผ่วเบา
พ่อเลี้ยงใจร้ายช้อนอุ้มร่างของผม ขึ้นไปนั่งบนตักเปล่าเปลือยของเขา จูบไซร้ ซุกซ่อน ช้อนร่างผม ให้สนิทแนบแน่น ผมตกใจและทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าควรจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไรดี
“ทำอะไร อย่านะ” ผมผลักอกพ่อเลี้ยงออกห่างจากตัวทันทีเมื่อตั้งสติได้
“ทำให้เธอรู้ว่าคนอย่างนายปริญ สามารถทำให้เธอสมยอมได้โดยไม่ต้องใช้กำลังไง” พ่อเลี้ยงยื่นหน้าเข้ามาหาผมอีกรอบ
“อย่านะ” ผมขืนตัวออกห่างจนหลังพิงข้างฝาห้อง
“ทำไม”
“คุณเพิ่งนอนกับผู้หญิงคนนั้นมา” ผมเอามือดันให้ผู้ชายคนนั้นออกห่างทันที
“แล้วยังไง” พ่อเลี้ยงขมวดคิ้วถามผม
“คุณเพิ่งจะนอนกับผู้หญิงคนนั้น แล้วยังจะมานอนกับผมอีกอย่างนั้นเหรอ” ผมยกแขนยันแผงอกแน่นตึงนั้นให้ออกห่างจากตัว ในขณะที่เจ้าของตักเปลือยนั้นพยายามจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม
“ใช่ คิดว่าฉันไม่มีแรงทำเหรอ” ผู้ชายบ้ากามหลงตัวเองยิ้มให้ผมไม่ยอมเลิกรา
“ถ้าคุณนอนกับผู้หญิงคนอื่น อย่ามาแตะต้องตัวผม”
ผมพยายามลุกขึ้นจากตักกว้างๆ นั้นเพราะตอนนี้ไอ้เจ้างูยักษ์นั่นมันเริ่มตื่นขึ้นมาแล้ว ผมไม่ได้ก้มหน้าลงไปมองดูหรอกแต่ผมรับรู้ได้จากกอาการตื่นตัวของมันเพราะไอ้เจ้างูนั้นมันเอาหัวใหญ่โตมาถูๆ วนๆ อยู่ตรงหน้าขาของผม
แล้วไอ้ผ้าขาวม้าที่ผมพันเอวอยู่มันก็ไม่ได้รัดกุมแน่นหนาอะไรเลย มันแหวกเปิดโชว์หน้าขาขาวๆ และมันก็ถลกขึ้นมาสูงจนแทบจะไม่ได้ปกปิดอะไรให้ผมเลยด้วย พ่อเลี้ยงบ้ากามเลือนมือข้างหนึ่งลูบไล้ต้นขาของผมพยายามเลื่อนมือลึกเข้าไปภายในผ้าขาวม้าผืนบางของผม
“รังเกียจเหรอ”
“ใช่ รังเกียจ ผมไม่อยากติดโรคนะ” ผมฟาดมือตีลงไปยังข้อมือหนาๆ ของไอ้คนบ้ากามที่มันกำลังเลิกถลกผ้าขาวม้าของผม
"ฉันนอนกับผู้หญิงพวกนั้น ฉันป้องกันตลอดนะ"
"ผมไม่เชื่อ"
ผมสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ผมไม่เชื่อหรอกเพราะเวลาเขามีอะไรกับผม เข้าไม่เคยใช้ถุงยางเลยสักครั้ง แถมยังปล่อยไอ้น้ำอุบาทนั่นใส่ผมทุกรอบอีกด้วย
"ดูมั้ยฉันมีซากถุงยางใช้แล้วอยู่ในถังขยะนะถ้าเธออยากดู" ไอ้พ่อเลี้ยงหน้าด้านพูดออกมาอย่างไม่อาย
"ไม่ ยังไงผมก็รังเกียจ"
“หมายความว่า ถ้าฉันนอนกับเธอแค่คนเดียว เธอก็จะยอมฉันดีๆ อย่างนั้นใช่ไหม” พ่อเลี้ยงหนุ่มละมือจากที่กำลังวุ่นวายอยู่กับผ้าขาวม้าผมแล้วเปลี่ยนเอามาจับเชยคางของผมแทน
“ก็ถ้าคุณ ไม่สำส่อนโสโครก ผมอาจจะยอมคุณดีๆ ก็ได้”
ผมพูดไปอย่างนั้น เพราะอย่างไรเสีย เท่าที่ผมเห็นผู้ชายคนนี้มาตลอดหลายวัน ผมมั่นใจว่า คนอย่างพ่อเลี้ยงปริญที่บ้ากาม ตัณหากลับมักมากไม่รู้จักหมดสิ้น คงไม่มีวันอดใจได้
“เธอพูดเองนะปูน” พ่อเลี้ยงส่งสายตาแปลกๆ มาที่ผม
“ใช่ผมพูดและผมเชื่อว่า คนอย่างคุณไม่มีทางทำได้”
"แล้วถ้าฉันทำได้ล่ะ"
"........" ผมเม้มปากแน่นก้มหน้าหลบสายตาของอีกฝ่าย
"ปูนถ้าฉันทำได้ล่ะ...เธอจะยอมฉันดีๆ ใช่มั้ย" พ่อเลี้ยงหนุ่มก้มหน้าลงมากัดลงบนกระดุมเสื้อของผมแล้วปลดมันออกด้วยปลายลิ้นทีละเม็ด ทีละเม็ด ผมก้มลงมองดูความชำนาญของอีกฝ่ายจนเผลอลืมที่จะปกป้องตัวเองไปเสียสนิท
"อ้ะ"
กว่าจะรู้สึกตัวว่าผมมัวแต่มองพ่อคนความต้องการสูงนั้นลิ้นๆ สากๆ ที่เพิ่งปลดกระดุมเสื้อผมออกก็เปลี่ยนทิศทางมาตวัดลงบนตุ่มเนื้อสีชมพูตรงหน้าอกผมเสียแล้ว
"อย่านะ"
ผมยกแขนขึ้นดันคนร่างหนานั้นให้ออกห่างจากตัว แต่พ่อเลี้ยงกลับดันผมจนชิดติดข้างฝาห้องแล้วแลบลิ้นออกมาตวัดเลีย วนอยู่กับยอดอกของผมแล้วฉกชิมริมฝีปากของผมอีกรอบ
"อื้ม"
ผมดันมือเล็กๆ พยายามผลักอกเปลือยนั้นออกแต่ก็ไม่สำเร็จ พ่อเลี้ยงหนุ่มดึงปลดผ้าขาวม้าของผมออกแล้วส่งฝ่ามือหนาๆ นั้นลงไปล้อเล่นกับท่อนเนื้ออันน้อยของผม
"อย่า ไหนว่าจะไม่ทำไง" ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบแต่ไม่ว่าจะยังไงผมก็ไม่สามารถหลุดออกไปจากตักของผู้ชายคนนี้ได้
"ก็ไม่ได้ทำไงครับ"
ผมตัวชาหัวใจไหวเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มๆ นุ่มจนหัวใจสั่น พ่อเลี้ยงไม่ได้ตวาด ไม่ได้ตะคอกไม่ได้ทำตาดุ แถมยังพูด "ครับ" กับผมอีก
"แล้วคุณจะทำอะไร ปล่อยผมนะ" ผมจ้องตาเป็นประกายคู่นั้นด้วยความหวาดกลัว
"กล่อมให้เธอหลับฝันดี"
"คุณปริญ"
