บทที่ 4 อายุสามสิบเก้า
ธนดลขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นมีใครยืนรออยู่ หารู้ไม่ว่าหญิงสาวที่จะมาสมัครงานยืนมองเขาอยู่ที่บ้านหลังเล็กชั้นบน เมื่อเห็นว่าเขามาถึงแล้ว จึงสูดหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนลมหายใจออกมา
เธอยอมรับว่าตื่นเต้นเล็กน้อยราวกับตัวเองกำลังทำผิดอะไรบางอย่าง ทั้งที่การสมัครงานตำแหน่งแม่บ้านนั้น มันไม่ได้ผิดศีลธรรมอันดีตรงไหน แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำตัวเป็นนักสืบเข้าไปหาเบาะแสอะไรในบ้านหลังนั้น
เอาเป็นว่าเจตนาของเธอ ไม่ได้อยากทำงานแม่บ้าน แต่อยากเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นและหาหนทางที่จะทำให้เขายังไม่ขายบ้านให้ใครต่อ เพราะเธอกลัวว่าเจ้าของใหม่จะทุบตึกทิ้งแล้วสร้างใหม่ ส่วนเขารับสมัครแม่บ้านก็หมายถึงว่าจะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้
ถ้าเธอเข้าไปอยู่ที่นั่นและดูแลมันดี ๆ รอคอยให้ได้เงินจากพี่สาวมาขอซื้อคืน น่าจะดีกว่าให้คนอื่นเข้าไปดูแล คิดแล้วจึงคว้าเอกสารสมัครงานที่เขาบอกให้เตรียมไว้เดินออกมาหน้าบ้าน เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูรั้ว
เสียงดังที่อยู่บ้านฝั่งซ้ายมือ ทำให้สัตวแพทย์หนุ่มที่กำลังกดสมาร์ตโฟนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่หันมามอง เขาเห็นหญิงสาวใบหน้าหวานที่เจอเมื่อเช้า ตอนนี้เธออยู่ในเดรสสั้นผ้าชีฟองลายดอกไม้สีฟ้าสดใส แม้ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบาแต่ยังดูสวยสะดุดตา แถมเดินตรงมาที่เขาด้วยสิ เธอคงมาทักทายเขาในฐานะเพื่อนบ้านกระมัง ชายหนุ่มคิดพลางยิ้มให้และทักทายอย่างเป็นมิตร
“สวัสดีครับ ผมมาดูบ้านครับ โชคดีจังได้เจอเพื่อนบ้าน ผมชื่อธนดลครับ” เขาเอ่ยฝากเนื้อฝากตัวเพราะคาดว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่อาจจะต้องพึ่งพาอาศัยกันบ้าง
“เอ่อ คือ... ค่ะ สวัสดีค่ะ คุณธนดล ดิฉันเบญจาค่ะ ที่โทร. หาคุณบอกว่าจะสมัครงานตำแหน่งแม่บ้านน่ะค่ะ” หญิงสาวตัดสินใจบอกจุดประสงค์ของตัวเอง
“มะ...มาสมัคร...แม่บ้าน” คนที่ได้ยินคิดว่าตัวเองคงหูฝาดไป เพราะดูรูปร่างหน้าตาสะสวย ผิวพรรณผุดผ่องราวกับผู้ดี แถมเธอก็ยังมีบ้านติดกับเขา แม้บ้านหลังนั้นจะเล็ก แต่ตกแต่งบริเวณโดยรอบได้สวยงามน่าอยู่
“ค่ะ คือ ดิฉันกำลังต้องการงานทำ เมื่อกี้เห็นคุณติดประกาศไว้ จึงสนใจเพราะถ้าได้ทำงานใกล้บ้านดิฉันจะประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่เหนื่อยเดินทางด้วยค่ะ” เธอให้เหตุผลด้วยเสียงนุ่มนวลจนคนที่ได้ยินฟังเพลิน
“แต่...คุณรู้ใช่ไหมว่าผมต้องการคนอยู่ประจำ แล้ว...คุณจะสะดวกหรือครับ” เขาถามกระอึกกระอักเพราะเธอเป็นหญิงสาวสวย จนเขานึกกลัวว่าเธอจะไม่สะดวกอยู่ร่วมกับเขาสองต่อสอง
“ที่จริงดิฉันก็อยู่บ้านติดกับคุณ ไปทำงานให้คุณได้สะดวกโดยไม่ต้องค้างที่นั่นอยู่แล้วค่ะ” เธอตอบเช่นนั้นเผื่อว่าบางทีเขาจะได้ไม่ต้องให้เธอค้างด้วยกัน
“แต่ผม...เอ่อ ต้องการความสะดวก” เขาว่าอย่างนั้น มันไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เขาต้องการเพื่อนอยู่ด้วย ถ้าจะบอกว่ากลัวผีต่อหน้าสาวสวยก็ดูกระไรอยู่ จึงทำหน้าเข้มบ่งบอกความมาดมั่นของตัวเอง
“งั้นดิฉันก็ยินดีมาพักที่นี่ค่ะ คุณจะได้เรียกใช้ได้สะดวก แต่ตอนกลางวันหากไม่มีงานอะไรค้าง ดิฉันต้องขอไปดูแลบ้านของตัวเองบ้างนะคะ”
“โอเคเลยครับ ผมก็ไม่ได้คิดจะใช้งานคุณตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกนะครับ เพียงแค่ถ้าผมอยู่บ้าน ก็อยากให้มีคนคอยช่วยงานโน่นนี่บ้างนิดหน่อย”
“งั้น นี่ค่ะเอกสารสมัครงานของดิฉัน” เธอยื่นเอกสารในมือให้
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้น ผมว่าเข้าไปในบ้านก่อนดีไหมครับ ไปนั่งกรอกเอกสารบนโต๊ะหินอ่อนนั่นน่าจะสะดวกกว่า” เขาชี้เข้าไปยังโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งไว้ใกล้กับรั้วบ้าน ซึ่งน่าจะพอนั่งกรอกเอกสารได้ แม้จะมีใบไม้แห้งกองอยู่บนโต๊ะ
“ก็ดีค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับ ชายหนุ่มเปิดประตูรถแล้วหยิบเครื่องมือทำความสะอาดรถออกมา ในเวลานี้เขามีเพียงผ้าเช็ดรถที่พอจะทำความสะอาดที่นั่งได้
เขาเปิดประตูบ้านเสร็จก็เดินนำ หญิงสาวที่เดินตามไปข้างหลังน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกราวกับว่าได้กลับบ้านที่รอคอยมานานเกือบยี่สิบปีเสียที
“เชิญนั่งก่อนนะครับ ผมไม่ได้มานาน เลยไม่สะดวกเรื่องต้อนรับ” เขากล่าวเชิญให้เธอนั่งบนเก้าอี้ที่เช็ดฝุ่นให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเขาก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม แล้วยื่นเอกสารให้
หญิงสาวรับไปแล้วกรอกข้อมูลอยู่พักหนึ่งก่อนจะยื่นให้คนที่กำลังมองตาปรอย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกอบอุ่นในใจเช่นนี้เมื่อเห็นท่าทางละเมียดละไมที่ค่อย ๆ อ่านและจดปากกาลงเขียนบนกระดาษด้วยท่าทีนุ่มนวล
“คุณธนดลคะ” หญิงสาวเอ่ยเรียกเมื่อส่งเอกสารให้แต่ชายหนุ่มยังนั่งมองเธอนิ่ง เขาสะดุ้งเล็กน้อย “อ้อ เสร็จแล้วหรือครับ ขอโทษที ผมคิดเรื่องงานเพลินไปหน่อย” ธนดลรับเอกสารมา พลางนึกชมตัวเองที่แก้ตัวได้ไม่ตะกุกตะกักสักนิด
ชายหนุ่มเปิดเอกสารอ่านคร่าว ๆ
“คุณชื่อเบญจา ราชวัฒโยธิน ชื่อเล่นว่า เบญ เรียนจบปริญญาตรีสาขาคหกรรมศาสตร์ อายุ... เอ่อ” เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าเมื่อมองตัวเลขที่เธอกรอกไว้ในช่องอายุอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เป็นไปไม่ได้ เธอคงจะเขียนผิด! เขาคิดว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน
“เอ่อ คุณเบญครับ คุณคงจะกรอกตัวเลขช่องอายุผิด” เขายื่นเอกสารคืนให้ หญิงสาวก้มมองก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองหน้าเขาพร้อมกับสายหน้า
“ดิฉันกรอกไม่ผิดค่ะ” เธอยิ้มให้ ในใจก็นึกขำว่าอีกคนหนึ่งแล้ว ที่สับสนระหว่างใบหน้ากับอายุของเธอ ซึ่งไม่แน่ใจแล้วว่าการที่ใบหน้าอ่อนกว่าวัยมากเป็นสิบปีนี้มันเป็นความโชคดีของเธอจริง ๆ หรือเปล่า
“คุณอายุ...” เขาจ้องหน้าเธอ
“สามสิบเก้าค่ะ” เธอยืนยันหนักแน่น
“อายุสามสิบเก้า!” เจ้าของบ้านหนุ่มเผลอทำเสียงตกใจ
“มีอะไรผิดปกติหรือคะ” เอ่ยถามพลางยิ้มให้น้อย ๆ เขาเกลียดดวงตาของเธอที่มองเขาราวกับเป็นเด็กหนุ่มรุ่นน้องนั่นเสียจริง
