บทที่ 8 ก็ได้ครับ

ธนดลจอดรถที่หน้าบ้านหลังใหญ่สไตล์คลาสสิคซึ่งหากจะเรียกว่าคฤหาสน์เลยก็ว่าได้ เพราะออกแบบคล้ายปราสาทราชวังต่างประเทศเพียงแต่ย่อส่วนลงมาเท่านั้น บ้านหลังนี้เป็นของอากงซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ท่านได้ยกให้กับบิดาของเขาก่อนเสียชีวิตเนื่องจากเป็นบุตรชายคนเล็กที่อยู่ดูแลท่านจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ในขณะที่บุตรคนอื่น ๆ ของท่านเป็นผู้หญิงและได้แต่งงานออกไปอยู่กินกับสามีกันหมด ส่วนบุตรชายอีกคนของท่านก็ไม่ชอบการแพทย์แบบธุรกิจ ชอบออกเดินทางไปรักษาคนป่วยในถิ่นทุรกันดารเสียมากกว่า ด้วยเห็นว่าตนฐานะดีแล้วไม่จำเป็นต้องกอบโกยอะไรอีก จึงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย น้อยครั้งที่จะกลับมาพักที่บ้านหลังนี้ ท่านจึงมอบสมบัติอื่น ๆ ซึ่งมีมูลค่าไม่ต่างกันให้แทน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในบ้านซึ่งเขารู้ดีว่าบิดาคงรออยู่ที่นั่นพร้อมกับคำถามว่า

“ลื๊อไปดูบ้านมาหรือยังดล”

‘นั่นไง คิดไว้ไม่มีผิด’ เสียงจากสมองดังขึ้นก่อนหันไปทางชายชราผมสีดอกเลาน้ำเสียงเข้ม ๆ ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาลายหลุยส์ ผู้ชายที่มีชื่อคล้องจองกับเขานามว่า ‘ธนเดช’ ซึ่งเป็นบิดาของเขาเอง มือของท่านกางหนังสือพิมพ์ออกอ่านแต่สายตาชำเลืองลอดแว่นมองจิกมาที่เขา

ผู้เป็นบุตรชายทำหน้าระอาแต่ก็ทรุดลงนั่งเยื้อง ๆ กัน

“ไปดูมาแล้วครับป๊า พรุ่งนี้ผมจะไปอยู่ที่นั่น” ตอบไปให้หายสงสัยเสียที คนเป็นบิดาเลิกคิ้วประหลาดใจพลางวางหนังสือพิมพ์ในมือลง

“ว่าไงนะ” ขยับแว่นพลางถามอย่างไม่อยากเชื่อหู ว่าลูกชายปอดแหกของท่านจะไปอยู่บ้านหลังนั้นจริง ๆ เพราะแค่จะให้ย่างกลายเข้าไปดูบ้านก็ต้องโทร. ไปบังคับขู่เข็นตั้งหลายครั้งหลายครา

“ผมตอบว่า พรุ่งนี้ผมจะย้ายไปอยู่ที่นั่นแล้วครับ แล้วม๊ากับเจ้ไปไหน ม่วยล่ะ หายไปไหนกันหมด” ถามพลางกวาดตามองหาแม่กับพี่สาวน้องสาวซึ่งมักจะอยู่กันพร้อมหน้าในช่วงหัวค่ำ

“เฮียเขามารับไปกินข้าวนอกบ้าน ได้ทีละก็กระพือปีกบินกันไปหมดบ้านเลย ป๊าขี้เกียจไป” ท่านเอ่ยถึงธนพัฒน์พี่ชายของเขาซึ่งเป็นคนที่จะได้รับมรดกบ้านหลังนี้ต่อไป แถมยังเป็นผู้ดูแลธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดแทนบิดาด้วย

“เพราะดักรอผมอยู่ล่ะสิ ก็บอกแล้วว่าไปดูก็ไปดูสิ” ลูกชายดักคอก่อนถามอย่างห่วงใย “แล้วป๊ากินอะไรหรือยัง”

“ยัง ก็รออยู่นี่แหละ อาเหมยฮัวทำอะไรไว้ให้กินบ้างก็ไม่รู้ ส่วนอาซ้อก็ไปกับสามีเขานั่นล่ะ วันนี้เหลือป๊ากับลื๊อกินกันสองคน”

“ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะ” พูดไม่ทันขาดคำเสียงของเหมยฮัวหญิงวัยกลางคนร่างท้วมซึ่งเป็นแม่บ้านก็ดังขึ้น

“งั้น ไปกินกันเถอะดล ป๊าว่ากินแล้วจะขึ้นนอนเลย วันนี้แวะไปดูงานที่โรงพยาบาลมาทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย” พูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน ธนดลเดินเคียงคู่บิดาไปยังห้องรับประทานอาหาร ซึ่งมีอาหารหลายอย่างวางไว้บนโต๊ะไม้กลมประดับมุกขนาดใหญ่ ซึ่งเพียงพอให้คนในบ้านทั้งหมดได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน แต่วันนี้มีคนนั่งเพียงสองคนจึงทำให้ขนาดยิ่งดูใหญ่ขึ้นไปอีก

“ตกลงลื๊อจะไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นพรุ่งนี้เลยรึ” ผู้เป็นบิดายังไม่หายสงสัย

“ครับ”

“แล้วจะอยู่ยังไง บ้านช่องทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว”

“ผมได้คนช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านแล้วครับ รับสมัครวันนี้ก็ได้คนเลย โชคดีจริง ๆ”

“ไว้ใจได้หรือเปล่า” คนเป็นบิดาทำหน้ากังวล

“เขาอยู่บ้านใกล้กับบ้านหลังนั้นครับ ดูจากประวัติในใบสมัครแล้วก็ไม่น่าจะเป็นคนร้าย ผมเห็นว่าสะดวกดีเลยรับไว้เลย”

“อ้อ แล้วในบ้านเป็นยังไงบ้าง ทรุดโทรมลงเยอะไหม”

“ก็ยังพออยู่ได้ครับ ผมว่าแค่ทำความสะอาดก็อยู่ได้แล้ว ป๊าครับ...ผมขอคนสวนที่บ้านเราไปช่วยตัดกิ่งไม้หน่อยนะครับ แม่บ้านที่รับมาคงตัดไม่ไหวแน่” เขาบอกบิดาพลางคิดถึงร่างอ้อนแอ้นในเดรสสีสวย ซึ่งคิดว่าเธอคงไม่มีแรงทำอะไรหนัก ๆ เป็นแน่

รูปร่างแบบนั้นถ้าให้นั่งถักไหมพรมหรือร้อยมาลัยน่าจะเหมาะกว่า

“ก็เอาสิ นายมั่นก็ไม่ค่อยมีงานอะไรให้ทำอยู่แล้วช่วงนี้ เออ เมื่อกี้โต่วอี้เอารูปมาให้แกเลือก กินเสร็จแล้วเอาไปดูหน่อยแล้วกัน”

“อีกแล้วหรือครับ” ชายหนุ่มทำหน้าซังกะตาย เมื่อรู้ว่าโต่วอี้หรือพี่สาวของผู้เป็นมารดาซึ่งทำอาชีพแม่สื่อ หาบรรดาหญิงสาวมาให้เขาเลือกอีกแล้ว

“โต่วอี้เขาหวังดี อีกสองสามเดือนลื้อก็สามสิบแล้วนา ควรมีลูกมีเมียได้แล้ว” ธนดลแทบสำลักข้าว

“โธ่ สมัยนี้เขาเลือกกันเองทั้งนั้นละป๊า แม่สื่อจะรู้ดีกว่าคนสองคนที่รักกันได้ยังไง แค่ดูรูปแล้วให้เลือกมันไม่ไหวนะป๊า” คนเป็นลูกรำพึงรำพันอย่างเคย

“ไม่รู้ละ ลื้อก็เลือกมาสักคนแล้วกัน เกรงใจโต่วอี้ เขาส่งมาให้เลือกหลายทีแล้ว ก็บอกปัดไปตลอด เขาไม่ได้บังคับสักหน่อย แค่ให้มารู้จักกันดูก่อนเท่านั้น” ผู้เป็นบิดากล่อม ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาอย่างลำบากใจ

“เอาน่า ไม่ชอบก็ปฏิเสธได้ อย่าเรื่องมากหน่อยเลย” ในที่สุดเขาก็ทนโดนเซ้าซี้หลายรอบไม่ไหว

“ก็ได้ครับป๊า” รับปากด้วยสีหน้าไม่สู้ถูกใจนัก ก่อนจะรับประทานอาหารไปจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย จึงเดินตามผู้เป็นบิดาออกมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป