บทที่ 10 ติวเตอร์จำเป็น

อากาศตอนค่ำยังคงอบอ้าวและเหนียวเหนอะหนะ แต่ความอบอ้าวภายนอกรถยนต์ของผมมันเทียบไม่ได้เลยกับไอความร้อนจากเพลิงแค้นที่ยังสุมอยู่ในอก ผมหักพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบอันแสนคุ้นเคยของบ้านเจ้าขา ทัศนียภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าๆสลับกับตึกแถวทรุดโทรมย้ำเตือนผมทุกครั้งว่าโลกของผมกับโลกของเธอมันห่างไกลกันขนาดไหน

ผมดับเครื่องยนต์ช้าๆสายตาคมกริบเหลือบมองนาฬิกาแบรนด์หรูบนข้อมือทุ่มครึ่งพอดี เป็นเวลาที่ผมคำนวณมาอย่างแม่นยำหลังจากส่งสายสืบไปสืบตารางงานของพี่ชายเธอ

วันนี้ไอ้ทัพติดงานโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ลากยาวดึกดื่นที่อู่นอกเมือง มันไม่มีทางโผล่หัวกลับมาขัดขวางหมากตาสำคัญของผมในค่ำคืนนี้แน่ๆ  

ผมหมุนกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของหน้ากากสุภาพบุรุษรุ่นพี่แสนดีที่สวมอยู่ เสื้อเช็อปสีแดงของคณะวิศวะโยธาถูกถอดทิ้งไว้ที่เบาะหลัง เหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวสะอาดกับกางเกงยีนส์แบรนด์เนมเรียบง่ายที่ทำให้ผมดูเข้าถึงง่ายขึ้น ในมือหิ้วถุงเอกสารขนาดใหญ่ที่มีชีทสรุปเนื้อหาและหนังสือคู่มือการเรียนวิชาพื้นฐานที่ผมจงใจสั่งให้พวกเด็กเรียนดีของคณะนิเทศทำสรุปส่งมาให้ผมเมื่อวาน

แผนการวันนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เจ้าขาบ่นในแชทว่าเรียนวิชาสถิติพื้นฐานและการเขียนเพื่อการสื่อสารไม่เข้าใจ คะแนนเก็บออกมาย่ำแย่จนเธอเกือบจะร้องไห้ และนั่นคือโอกาสทองที่ติวเตอร์จำเป็นอย่างผมจะสวมรอยเข้ามาเสนอตัวช่วยแบ่งเบาความทุกข์ใจของเธอ

ผมก้าวลงจากรถ ปล่อยให้ความร้อนภายนอกเข้าปะทะผิว กลิ่นอายของบ้านหลังเล็กๆโชยมาทักทายพร้อมกับเสียงทักทายอันสดใสทันทีที่ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กที่มีคราบสนิม

"พี่หิรัญ! มาถึงแล้วเหรอคะ"

เจ้าขาในชุดลำลองอยู่บ้าน เสื้อยืดคอกลมสีซีดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเลยเข่ารีบวิ่งออกมาเปิดประตูรั้วให้ผม ใบหน้าหวานไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มดูนวลตาภายใต้แสงไฟนีออนสีส้มหน้าบ้าน 

ผมของเธอรวบผมขึ้นเป็นมวยลวกๆมีปอยผมหลุดรุ่ยลงมาเคลียข้างแก้มเหมือนวันที่มารับข้าวกล่องไม่มีผิด แต่ทำไมไม่รู้... ทุกครั้งที่เห็นเธอลุคนี้ ใจผมมันกลับกระตุกแปลกๆ

"ครับ... รอนานไหม พอดีรถติดนิดหน่อยน่ะ" ผมส่งยิ้มอ่อนโยนที่ใช้หลอกล่อเหยื่อมานักต่อนัก

"ไม่นานเลยค่ะ เจ้าขาเพิ่งล้างจานเสร็จเอง คุณพ่อคุณแม่ฝากขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับ พอดีคุณยายข้างบ้านแกไม่สบายหนัก พ่อกับแม่เลยรีบไปช่วยดูอาการแกน่ะค่ะ" เธอบอกพลางเดินนำผมเข้ามาในบ้าน

เข้าล็อก... ทางสะดวกกว่าที่คิดไว้เสียอีก ผมคิดในใจด้วยความย่ามใจ บ้านทั้งบ้านเหลือแค่ผมกับเธอสองคน ค่ำคืนนี้บ่วงที่ผมวางไว้จะยิ่งรัดคอเธอจนดิ้นไม่หลุด

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ดีซะอีก... เจ้าขาจะได้มีสมาธิติวไง" ผมบอกพลางวางถุงเอกสารลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าในโถงกลางบ้าน

ภายในบ้านไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลมตั้งโต๊ะสีเขียวมิ้นต์ตัวเก่าที่กำลังส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า ส่งเสียงคราง หึ่ง... หึ่ง... เบาๆ เป็นระยะ ลมที่พัดออกมาไม่ได้เย็นฉ่ำเหมือนแอร์ในคอนโดหรูของผม แต่มันกลับหอบเอาไอความร้อนและกลิ่นสบู่หอมละมุนจางๆจากตัวเจ้าขาให้ลอยมาเตะจมูก

"บ้านร้อนหน่อยนะคะพี่หิรัญ เดี๋ยวเจ้าขาเปิดพัดลมเบอร์แรงสุดให้เลย" เธอลนลานเดินไปกดปุ่มพัดลมจนสุดเสียง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มแห้งๆให้ผมอย่างเกรงใจ 

"พี่หิรัญคงไม่ชิน... เจ้าขาขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ลำบาก"

"บอกแล้วไงครับว่าเรื่องของเจ้าขา พี่ไม่เคยลำบากเลย" ผมเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบาๆ สัมผัสผมนุ่มมือทำเอาผมเผลอค้างมือไว้นานกว่าปกติเล็กน้อย เจ้าขาชะงักไป แก้มใสเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนต้องก้มหน้าหลบสายตา

ผมทรุดตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งกับพื้นปูนขัดมัน ยอมให้กางเกงยีนส์ตัวละหลายหมื่นเปื้อนฝุ่นจางๆเพื่อแลกกับการสร้างภาพลักษณ์ติดดิน เจ้าขารีบทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราแทบจะชนกัน เธอกางสมุดและหนังสือเรียนที่เต็มไปด้วยรอยปากกาไฮไลต์หลากสีออกด้วยท่าทางกระตือรือร้น

"เริ่มจากวิชานี้ก่อนเลยครับ พี่ทำสรุปมาให้แล้ว" ผมยื่นชีทปึกใหญ่ให้เธอ

เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ท่ามกลางความเงียบของค่ำคืนและเสียงพัดลมตัวเก่า ผมทำหน้าที่ติวเตอร์อย่างแนบเนียน น้ำเสียงทุ้มต่ำคอยอธิบายสูตรสถิติและหลักการคิดอย่างใจเย็น 

ทุกครั้งที่เจ้าขาทำหน้าสงสัย ขมวดคิ้วเข้าหากันจนหน้ายุ่ง ผมก็จะขยับเข้าไปใกล้ขึ้น แกล้งเอื้อมมือไปจับปากกาในมือเธอเพื่อเขียนอธิบายลงบนกระดาษ สัมผัสทางกายที่จงใจสร้างขึ้นทำให้เด็กสาวข้างกายสติหลุดลอยอยู่บ่อยครั้ง ใจเธอสั่นจนผมรู้สึกได้ผ่านเสียงลมหายใจที่ติดขัด

"เข้าใจไหมครับตรงนี้?" ผมหันหน้าไปถามเธอ จังหวะนั้นใบหน้าหวานอยู่ห่างจากผมไม่ถึงคืบ

ดวงตากลมโตคู่สวยของเจ้าขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาของเธอมันช่างซื่อสัตย์ ไร้เดียงสา และเต็มไปด้วยกระแสคลื่นแห่งความรู้สึกบางอย่างที่เด่นชัด... เธอคงตกหลุมรักผมเข้าแล้ว ตกหลุมรักผู้ชายจอมปลอมคนนี้อย่างหมดหัวใจ

ใจผมกระตุกวูบอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แวบหนึ่งในหัวใจที่มืดมิด... ผมเผลอมองริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อนั่นด้วยความรู้สึกโหยหาอย่างบ้าคลั่ง ลมหายใจอุ่นๆของเธอที่เป่ารดแก้มทำเอาสมองผมขาวโพลนไปชั่วขณะ

อยากดึงเธอเข้ามากอด... อยากจูบซับความไร้เดียงสานี้ไว้ ความคิดสายหนึ่งแล่นพล่านจนผมแทบควบคุมตัวเองไม่ได้

เฮ้ย! ไม่ได้! รัญ มึงคิดเหี้ยอะไรอยู่!

เสียงกรีดร้องในด้านมืดของจิตใจตบหน้าผมอย่างแรง ภาพของเฌอเบลล์ที่นอนร้องไห้ฟูมฟายปางตายเพราะถูกพี่ชายผู้หญิงคนนี้โยนความรักทิ้งลงถังขยะแทรกเข้ามาแทนที่ทันที ความวูบไหวเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเกลียดชังในพริบตา ผมผละตัวออกห่างจากเธอเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนความปั่นป่วนข้างใน

"เอ่อ... ขะ... เข้าใจค่ะพี่หิรัญ อธิบายเก่งกว่าอาจารย์ที่คณะอีก" เจ้าขารีบเบือนหน้าหนี ยกมือขึ้นพัดใบหน้าที่ร้อนฉ่าของตัวเองลนลาน

"เข้าใจก็ดีแล้วครับ... งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนเนาะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวเจ้าขาจะเพลียเกินไป" ผมบอกพลางรวบรวมเอกสารเข้าถุง

ผมแสร้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู แกล้งกดเข้าแชทกลุ่มใต้โต๊ะเพื่อย้ำเตือนอุดมการณ์ความเลวของตัวเองไม่ให้สั่นคลอนไปมากกว่านี้

กลุ่ม: H-Squad (4)

Phayu: เป็นไงมึง? 

Khin: เงียบไปแบบนี้ สงสัยเสร็จไอ้รัญเรียบร้อย แผนล่อลวงเหยื่อแม่งคอมพลีทละมั้ง

Hiran:พวกมึงปัญญาอ่อนละ กูติวหนังสืออยู่เว้ย ร้อนชิบหาย พัดลมบ้านแม่งหยั่งกับของเล่นสังกะสี แต่เหยื่อกูนี่ดิ... นั่งมองหน้ากูตาเชื่อมละ กูขยับเข้านิดขยับเข้าหน่อยแม่งสั่นเป็นลูกนก ตอนนี้รักกูจนโงหัวไม่ขึ้นละชัวร์

Nannam:  รัญ... มึงนิ่งไปตั้งสองชั่วโมง มึงติวให้น้องเค้าจริงๆ หรือมึงไปหลงเสน่ห์ความซื่อของเค้าเข้าแล้ววะ กูเตือนมึงแล้วนะว่าอย่าเล่นกับไฟ

Hiran:ไฟกระจอกๆแบบนี้ทำอะไรกูไม่ได้หรอกน่านน้ำ กูบอกแล้วไงว่าเธอคือดอกเบี้ยที่กูต้องเก็บคืนให้เฌอเบลล์ ยิ่งแม่งรักกูมากเท่าไหร่ วันที่กูสลัดทิ้ง... กูจะยืนมองความพินาศของแม่งด้วยความสะใจที่สุด

ผมกดล็อกหน้าจอ ยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงด้วยจิตใจที่กลับมาด้านชาและมั่นคงในความแค้นตามเดิม

"พี่หิรัญคะ... ดื่มน้ำเย็นๆ กอนค่ะ" เจ้าขาเดินถือแก้วน้ำพลาสติกมีลวดลายการ์ตูนเก่าๆที่เริ่มจางหายมาส่งให้ผม รอยยิ้มหวานๆยังคงประดับอยู่บนหน้า ผมรับแก้วน้ำมาดื่มจนหมด 

"ขอบคุณครับ... งั้นพี่กลับก่อนนะ"

"เดี๋ยวเจ้าขาเดินไปส่งที่รถค่ะ"

เราสองคนเดินเคียงคู่กันออกมาที่ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้าน ลมยามดึกเริ่มพัดแรงขึ้นหอบเอาเมฆฝนก้อนใหญ่มาบดบังดวงจันทร์จนบรรยากาศรอบตัวมืดสลัวลง เจ้าขาหยุดยืนส่งผมอยู่ที่หน้าประตู แววตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่อยากให้ผมกลับ

"พี่หิรัญคะ..." เธอเรียกชื่อผมเบาๆท่ามกลางเสียงลมพัด

"ครับ? มีอะไรหรือเปล่า" ผมหันกลับไปมอง

"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้จริงๆนะคะ ขอบคุณที่เป็นห่วงเรื่องเรียนของเจ้าขา... เจ้าขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับความหวังดีมากมายขนาดนี้จากใครสักคน" เธอก้มหน้าพูด เสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม 

คำสารภาพความรู้สึกทางอ้อมของเธอรุนแรงพอที่จะทำให้หัวใจของผมกระตุกอีกครั้ง แววตาที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและเทิดทูนของเธอมันช่างบริสุทธิ์ซะจนผมรู้สึกว่าตัวเองช่างสกปรกโสโครกเหลือเกินที่สวมหน้ากากเข้ามาทำลายชีวิตเธอ

แต่ภาพสะท้อนของไอ้ทัพที่เดินสะบัดแขนน้องสาวผมทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยที่ตึกยานยนต์วันนั้น... มันแล่นเข้ามาดึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผมให้ดิ่งลงเหวไปทันที

"พักผ่อนเยอะๆนะ" ผมส่งยิ้มสุภาพบุรุษฉากสุดท้ายให้เธอ เอื้อมมือไปปัดไรผมที่ปรกหน้าเธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันหลังก้าวขึ้นรถสปอร์ตคันหรู

ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบคันเร่งพารถทะยานออกไปจากซอยมืดมิดทันที สายตามองผ่านกระจกหลังเห็นร่างเล็กยังคงยืนโบกมือส่งผมอยู่หน้าบ้านจนกระทั่งรถเลี้ยวโค้งลับสายตาไป

ผมบีบพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เสียงหัวใจเต้นรัวแรงอยู่ในอกจนน่ารำคาญ ผมพ่นลมหายใจออกมาแรงๆเพื่อสะลัดความอึดอัดระคนสับสนที่เกิดขึ้นในใจ

กูไม่ได้ชอบมึงเลยสักนิดเจ้าขา... กูแค่กำลังทำหน้าที่เพชฌฆาตที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ผมบอกตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดท่ามกลางความมืดภายในรถ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป