บทที่ 9 ศักดิ์ศรีโง่ๆของพวกคนจน
ความร้อนระอุของแดดเมืองกรุงในช่วงบ่ายแก่ๆแผ่กระจายไปทั่วบริเวณตึกวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์ กลิ่นควันท่อไอเสีย กลิ่นคราบน้ำมันเครื่อง และเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกเร่งเร้าดังกังวานเป็นระยะ มันคือสถานที่ที่ผมแทบจะไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้ามาหากไม่มีธุระจำเป็น คณะโยธาของผมแม้จะลุยและเถื่อนไม่แพ้กัน แต่โลกของพวกยานยนต์ฝั่งนี้ดูจะคลุกคลีอยู่กับความสกปรกและคราบเหนียวเหนอะหนะของเครื่องจักรมากกว่าหลายเท่า
ผมจอดรถสปอร์ตคันหรูไว้ที่ลานจอดรถส่วนกลาง เดินทอดน่องตัดผ่านลานจอดรถบัสของมหาวิทยาลัยเพื่อไปยังตึกอำนวยการ แต่สายตาของผมกลับสะดุดเข้ากับภาพเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นตรงซุ้มม้านั่งหินอ่อนข้างอู่ซ่อมรถประจำคณะ
ร่างเล็กของน้องสาวผม... เฌอเบลล์กำลังยืนอยู่ตรงนั้น ยัยคุณหนูที่เกลียดความร้อนและสิ่งสกปรกยิ่งกว่าอะไรดี บัดนี้กลับมายืนท้าแดดอยู่ข้างอู่ซ่อมรถที่เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเขม่าดำ และคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอก็คือไอ้ผู้ชายที่ผมจำหน้าได้แม่นยำจนอยากจะเอากำปั้นยัดปากมัน
ไอ้ทัพ
มันอยู่ในชุดเสื้อช็อปสีเทาเข้มของสาขายานยนต์ แขนเสื้อถูกถกขึ้นจนเห็นท่อนแขนแข็งแรงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องสีดำสนิท ใบหน้าคร้ามแดดของมันนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆในขณะที่เฌอเบลล์กำลังพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทางสั่นเทา ดวงตาของน้องสาวผมแดงก่ำและมีหยดน้ำตาใสๆไหลอาบแก้มสองข้าง
ผมหยุดเท้าลงใต้ร่มเงาของตึกใหญ่ แอบมองดูสถานการณ์นั้นอยู่ห่างๆ ระยะห่างขนาดนี้ทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงพูดยังชัดเจน แต่ท่าทางของทั้งสองคนมันบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่าคำพูดซะอีก
เฌอเบลล์เอื้อมมือไปจับแขนเสื้อช็อปของมัน คล้ายกับกำลังอ้อนวอนหรือตัดพ้อในเรื่องที่ทำให้เธอต้องกลับไปร้องไห้ปางตาย แต่สิ่งที่ไอ้ทัพทำกลับเป็นสิ่งที่กระตุกเส้นประสาทความโกรธของผมให้พุ่งปรี๊ด
มันเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา ก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเฌอเบลล์อย่างไม่มีเยื่อใย
มันไม่ได้สะบัดแรงจนน้องผมล้ม แต่น้ำหนักของความเมินเฉยนั้นมันแรงพอที่จะทำให้เฌอเบลล์ตัวสั่นสะท้าน เธอประคองมือตัวเองกลับมาพนมไว้ที่อก ร่างเล็กๆสะอื้นจนตัวโยน ในขณะที่ไอ้ทัพทำเพียงแค่หันหลังกลับ ขยับประแจในมือแล้วเดินก้าวเข้าไปในอู่ซ่อมรถ ทิ้งให้น้องสาวผมยืนร้องไห้อยู่ใต้แสงแดดแผดเผาเพียงลำพัง
ไอ้เหี้ยทัพ... มึงมันกล้าดีขนาดยังทำตัวระยำแบบนี้ใส่น้องกูอยู่อีกเหรอวะ
ผมขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกรอด มือสองข้างขยำเข้าหากันในกระเป๋ากางเกงจนแน่นหนา ความโกรธแค้นที่เคยคุกรุ่นอยู่ลึกๆมันปะทุขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ผมอยากจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อช็อปสกปรกของมันแล้วซัดหมัดใส่หน้ามันให้คว่ำคากองน้ำมันเครื่องตรงนั้น แต่สมองส่วนที่เหลืออยู่ฉุดรั้งผมไว้
ไม่... รัญ มึงเดินเกมใหญ่กว่านั้นไว้แล้ว มึงต้องไม่ทำแผนพัง
ผมหันหลังกลับ สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ดิบเถื่อนของตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไลน์กลุ่ม
กลุ่ม: H-Squad (4)
Hiran: กูเพิ่งเห็นไอ้ทัพแม่งสะบัดสะบิ้งใส่น้องกูเมื่อกี้ที่ตึกยานยนต์ ไอ้สัสเอ๊ย แม่งทำตัวหยิ่งฉิบหาย บ้านจนจนไม่มีจะแดกแต่ทำมาเป็นเล่นตัว กูเห็นยัยเบลล์ร้องไห้ขี้มูกโป่งละแม่งโคตรขึ้นว่ะ
Phayu: อ้าว เชี่ย เฌอเบลล์ยังไปตามตื๊อมันอยู่อีกเหรอวะ? นึกว่าเข็ดจากวันก่อนแล้วซะอีก
Khin: เป็นกูกูก็ขึ้นนะรัญ น้องสาวมึงทั้งสวยทั้งรวย ไอ้เหี้ยนั่นแม่งตาถั่วป่ะวะ หรือแม่งชอบของแปลก
Hiran: แม่งไม่ได้ตาถั่วหรอก แม่งแค่พยายามเล่นตัวอวดศักดิ์ศรีโง่ๆของพวกคนจนล่ะสิ คิดว่าการปฏิเสธคนรวยจะทำให้แม่งดูเท่ดูสู้ชีวิตมั้ง ไอ้ควายเอ๊ย... แต่มึงคอยดูเถอะ กูจะเอาคืนให้สาสม พรุ่งนี้กูจะลากน้องสาวแม่งไปทรมานใจเล่นให้หนักกว่าเดิม
Nannam: รัญ... มึงแน่ใจเหรอวะว่าไอ้ทัพแม่งทำเพราะหยิ่ง? กูว่าคนเรียนเก่งระดับมันแถมต้องทำมาหากินงกๆ มันไม่น่ามีเวลามาเล่นเกมปัญญาอ่อนแบบนี้หรอกนะ บางทีมันอาจจะมีเหตุผลที่บอกเฌอเบลล์ไม่ได้จริงๆก็ได้
Hiran: เหตุผลเหี้ยอะไรกูไม่สนน่านน้ำ! ในเมื่อมันทำให้น้องกูร้องไห้ น้องสาวมันก็ต้องร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลเหมือนกัน มึงไม่ต้องมาสร้างภาพเป็นพระเอกแถวนี้ กูจะทำลายแม่งทั้งบ้านนั่นแหละคอยดู
ผมกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยแรงอารมณ์ที่ยังไม่สงบลง ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของเฌอเบลล์ ผมกดรับสายทันที
"พี่รัญ... ฮึก... พี่รัญอยู่ไหน มารับเบลล์หน่อยได้ไหม เบลล์ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฮือ..." เสียงร้องไห้โฮของน้องสาวทำเอาหัวใจผมหล่นวูบ
"พี่อยู่แถวนี้แหละเบลล์ เดินมาที่ลานจอดรถส่วนกลางเลย พี่จอดรถรออยู่" ผมปรับน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลและเป็นที่พึ่ง เพื่อไม่ให้น้องสาวตื่นตระหนกไปมากกว่านี้
ไม่ถึงห้านาที ร่างเล็กของเฌอเบลล์ก็เดินก้มหน้าก้มตามาที่รถสปอร์ตของผม เธอเปิดประตูเข้ามานั่งฝั่งข้างคนขับแล้วปิดประตูเสียงดังปัง ก่อนจะซบหน้าลงกับคอนโซลรถแล้วปล่อยโฮออกมาชุดใหญ่จนไหล่บางสั่นเทา ผมไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่อื้อมมือไปลูบหัวเธอเบาๆปล่อยให้น้องสาวระบายความอัดอั้นออกมาให้เต็มที่
"มันทำอะไรเบลล์อีก?" ผมถามด้วยเสียงต่ำหลังจากความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารครู่ใหญ่
"เขา... เขาบอกว่าเบลล์น่ารำคาญ" เฌอเบลล์พูดไปสะอื้นไป ใบหน้าสวยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบมาสคาร่าที่ละลายออกมากับน้ำตา
"เบลล์แค่เอาขนมที่เบลล์ตั้งใจทำไปให้เขา... แต่เขาคว้ารับไว้แล้วโยนทิ้งลงถังขยะต่อหน้าเบลล์เลยพี่รัญ เขาบอกว่าคนอย่างเขาไม่มีเวลามาเล่นขายของขวัญปัญญาอ่อนกับคุณหนูว่างงานอย่างเบลล์หรอก... เขาพูดแรงมาก ฮึก เบลล์เจ็บ... เบลล์เกลียดเขา!"
คำว่า 'โยนทิ้งลงถังขยะต่อหน้า' มันเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนศักดิ์ศรีของตระกูลผม ไอ้ทัพมันไม่ได้แค่ปฏิเสธน้องสาวผม แต่มันกำลังเหยียบย่ำความรู้สึกบริสุทธิ์ของเฌอเบลล์อย่างเลือดเย็นที่สุด
"พอแล้วเบลล์ ไม่ต้องร้อง"
ผมดึงตัวน้องสาวเข้ามาสอดกอด ลูบหลังเธอเบาๆ แววตาของผมจ้องมองตรงไปข้างหน้าด้วยความเคียดแค้นที่ทวีคูณ
"ต่อจากนี้ไป เบลล์ไม่ต้องไปหาคู่อีกแล้ว... เชื่อพี่ พี่จะทำให้มันคลานเข่าเข้ามาขอขมาเบลล์ที่ตีนให้ได้"
"พี่รัญจะทำอะไรคะ?" เฌอเบลล์เงยหน้าขี้นมองผมด้วยดวงตาที่บวมเป่ง แววตาแฝงไปด้วยความกังวล
"พี่มีวิธีของพี่ก็แล้วกัน เบลล์อยู่เฉยๆเป็นพี่รหัสที่ดีของเจ้าขาไป... อ้อ แล้วจำที่พี่สั่งไว้ได้ไหม ห้ามพูดเรื่องไอ้ทัพให้เจ้าขาฟังเด็ดขาด"
"ค่ะ... เบลล์ไม่พูดหรอก เบลล์ก็ไม่อยากให้ยัยขาต้องมารับรู้เรื่องแย่ๆของพี่ชายตัวเองเหมือนกัน" เฌอเบลล์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่าเรื่องแย่ๆที่แท้จริง กำลังจะเกิดขึ้นกับน้องรหัสของเธอด้วยน้ำมือของพี่ชายแท้ๆของเธอเอง
หลังจากขับรถไปส่งเฌอเบลล์ที่คอนโดหรูของเธอเสร็จเรียบร้อย ผมก็นั่งนิ่งอยู่ในรถปล่อยให้ความคิดด้านมืดครอบงำ สมองของผมกำลังประมวลผลหมากเกมต่อไปอย่างรวดเร็ว ความสงสารหรือความวูบไหวแวบหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นตอนไปกินข้าวที่บ้านเจ้าขาเมื่อวันก่อน บัดนี้ถูกความแค้นและศักดิ์ศรีที่โดนเหยียบย่ำทำลายจนหมดสิ้น
กูใจอ่อนไม่ได้... ความอบอุ่นจอมปลอมในบ้านจนๆนั่นมันก็แค่ฉากบังหน้าของพวกชั้นต่ำ ผมบอกตัวเองด้วยความขุ่นเคือง
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทของเจ้าขา หน้าจอแสดงข้อความสุดท้ายที่เราคุยกันเมื่อวาน รอยยิ้มแสนซื่อของเธอแวบเข้ามาในหัว ผมเหยียดยิ้มร้ายกาจออกมาก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไป
Hiran: เจ้าขาครับ พรุ่งนี้ตอนเย็นว่างไหม? พอดีพี่มีหนังสือเทคนิคการนำเสนอของคณะนิเทศคัดสรรมาให้อยู่เล่มหนึ่ง พี่อยากเอาไปให้เราน่ะครับ
ไม่ถึงสองนาที ข้อความก็ถูกขึ้นว่าอ่านแล้วพร้อมคำตอบที่ดูตื่นเต้นตามสไตล์ของเธอ
Jaokha: ว่างค่ะพี่หิรัญ! โห... พี่หิรัญอุตส่าห์หาหนังสือมาให้เจ้าขาอีกแล้ว เกรงใจจังเลยค่ะ ให้เจ้าขาไปรับที่คณะพี่ก็ได้นะคะ พี่จะได้ไม่ต้องเดินมา
Hiran: ไม่เป็นไรครับ พี่เดินไปหาเราที่ตึกนิเทศสะดวกกว่า ไม่อยากให้เจ้าขาต้องเดินฝ่าแดดมาคณะพี่หรอก เดี๋ยวผิวสวยๆจะเสียหมด
Jaokha: พี่หิรัญปากหวานอีกแล้วน้าาา งั้นพรุ่งนี้เจอกันตอนสี่โมงเย็นที่ใต้อาคารเรียนนะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ!
ผมมองตัวอักษรเหล่านั้นพลางพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ความเชื่อใจของเธอมันช่างสร้างง่ายและเปราะบางเหลือเกิน แค่คำหวานไม่กี่คำกับหนังสือเล่มหนึ่ง เธอก็พร้อมจะเปิดประตูต้อนคนอย่างผมเข้าไปในชีวิตอย่างง่ายดาย
ไอ้ทัพ... มึงคิดว่ามึงปกป้องน้องสาวมึงได้ดีนักใช่ไหม มึงทำงานหนักงกๆหาเงินส่งน้องเรียนจนไม่มีเวลาดูแลรอบตัว มึงมัวแต่ระวังคนรวยอย่างกูไม่ให้เข้าใกล้น้องมึงทางตรง แต่มึงหารู้ไม่ว่าตอนนี้ น้องสาวมึงกำลังเดินเข้ามาซบที่อกกูเองด้วยความเต็มใจ
พรุ่งนี้กูจะเริ่มยกระดับความสัมพันธ์ให้มันแนบแน่นขึ้นไปอีก กูจะทำให้เจ้าขารู้สึกว่าโลกทั้งใบของเธอมีแค่พี่หิรัญคนนี้คนเดียว และในวันที่กูพร้อม... กูจะกระชากความสุขทั้งหมดไปจากมึง ให้มึงได้รู้รสชาติของการเห็นสิ่งที่รักที่สุดถูกโยนทิ้งลงถังขยะเหมือนเศษขยะชิ้นหนึ่ง... เหมือนที่มึงทำกับน้องสาวกู!
ผมเหยียบคันเร่งรถสปอร์ตคันหรูทะยานออกไปบนท้องถนน ความแค้นในใจคุกรุ่นจนยากจะดับ และเป้าหมายเดียวในชีวิตของผมตอนนี้ คือความพินาศย่อยยับของครอบครัวที่แสนอบอุ่นหลังนั้น ครอบครัวที่มีไอ้ทัพเป็นพี่ชาย... และมีเจ้าขาเป็นเหยื่อรับกรรมแทน!
