บทที่ 14 14

อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าได้เรียนแล้ว คนเป็นพ่อก็น่าจะพอใจ

“ต้องไปต่างประเทศเมื่อไหร่ล่ะลูก”

“ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ แต่คิดว่าน่าจะช่วงปีหน้า” จะว่าไปคุยกับท่านก็ไม่ได้ประหม่าอย่างที่คิด

คงเพราะท่านใจดีผิดกับภาพลักษณ์ที่ดูดุดันกระมัง อย่างว่าเป็นเจ้าของค่ายมวยก็อาจจะต้องรักษาบุคลิกและอำนาจไว้บ้าง

อายุคุณลุงราชันย์น่าจะเท่าๆ กับผู้เป็นพ่อ ทว่าท่านดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี หากไม่รู้มาก่อนแล้วคาดคะเนผ่านทางสายตาคงนึกว่าอายุน้อยกว่ากำนันหมานสักห้าปี

เรื่องพวกนี้ได้แต่คิด ขืนพูดไปแล้วพ่อได้ยินเข้า คงน้อยใจอดข้าวอดน้ำประท้วงเป็นแน่

“ปกติเรียนต่อมันใช้เวลากี่ปีนะน้องเล็ก”

“ประมาณปีสองปีได้ค่ะลุงขาม” ระหว่างนั้นถ้ามันพอมีเวลาว่าง เธอว่าจะลองหางานทำไปด้วย

“แบบนี้ไอ้หมานมันไม่น้ำลายฟูมปากเลยเหรอ”

“ที่เล็กต้องมาเรียนมวยก็เป็นเพราะป๋ายื่นเงื่อนไขนี่แหละค่ะ”

“ลุงก็เข้าใจมันนะ มีลูกสาวทั้งคนก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา” ราชันย์ยังคงถามไถ่หลานสาวเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่ไม่เจอลูกหลานเป็นเวลานาน นึกถึงตรงนี้แล้วก็เห็นใจกำนันหมานอยู่เหมือนกันที่ต้องห่างจากลูก

ยิ่งเป็นลูกสาวด้วยแล้วมันก็คงยิ่งเป็นห่วง ไม่งั้นคงไม่ส่งภิรดามาเรียนอะไรพวกนี้

“เล็กเริ่มเรียนได้วันไหนเหรอคะ”

“เดี๋ยวลุงให้เด็กมันเช็กคิวคนสอนให้ก่อน” ท่านคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดพิมพ์ถามใครสักคน รอสักพักทางนั้นถึงตอบกลับมาก่อนที่ท่านจะให้คำตอบเธอ

“ช่วงนี้ใกล้แข่ง ไอ้แดนมันพาเด็กไปเก็บตัวอีกที่ ครูคนอื่นๆ เหมือนตารางจะเต็ม ต้องดูว่าพอแทรกเข้าไปอีกคนได้ไหม”

ภิรดาซ่อนความดีใจไว้เต็มที่ ถ้าเต็มแบบนี้ก็แปลว่าเธอมีข้ออ้างให้กับพ่อได้ จะได้ไปหาเรียนที่อื่นให้จบๆ ไป

ทว่าจู่ๆ ประตูห้องถูกเปิดพรวดเข้ามา ทั้งเธอทั้งคุณลุงพากันหันมองด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมถึงคนที่เข้ามาก็ด้วยเช่นกัน

ภิรดาเผลอมองหน้า ‘ลูกชาย’ เจ้าของค่ายศิษย์ราชันย์อยู่นาน นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยกระมังที่ได้เจอกับเขาอีกครั้ง

จิรัชแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอยู่บ้างโดยเฉพาะรูปร่างที่ดูเหมือนจะกำยำขึ้น ทว่าสายตาที่มองเธอนั้นยังคงเย็นชาไม่ต่างจากเดิม

มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ สินะ

“มึงมาก็ดี มาเป็นครูสอนให้น้องเล็กหน่อย” ราชันย์กวักมือเรียกลูกชายที่ตั้งท่ากำลังจะออกจากห้อง แต่พอพูดไปแบบนั้นมันก็ยอมสาวเท้าเข้ามา

“สอนอะไร”

จิรัชปรายตามองไปทางลูกสาวของกำนันหมาน เขาอยากรู้ว่าภิรดามีธุระอะไรถึงได้ดั้นด้นมาถึงที่นี่ แถมยังนั่งคุยกับพ่อเขาในห้องเสียนานสองนาน

“พ่อมึงเปิดค่ายมวย ถ้าไม่สอนมวย แล้วมึงจะสอนทำเสริมสวยหรือไง”

“ผมไม่ว่าง”

แน่นอนว่าเขาตอบปัดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรมาก หายไปหลายปีพอกลับมา อยู่ๆ นึกอยากจะเรียนมวยไทยไม่คิดว่ามันน่าตลกไปหน่อยเหรอ

“มึงไม่ว่างแล้วใครจะว่าง” ราชันย์จิปากขัดใจไอ้ตัวดี มันจะขยันทำพ่อเสียหน้าไปถึงไหน “มึงนั่นแหละคอยสอนน้อง ยังไงก็คนกันเอง”

นี่คือสิ่งที่ภิรดาภาวนาไม่ให้ตัวเองต้องพบเจอ แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเธอจะลอยไปไม่ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะนอกจากจะเจอจิรัชตั้งแต่วันแรก ยังจะกลายเป็นสาเหตุให้พ่อลูกตีกันอีก

“จริงๆ เล็กเรียนกับใครก็ได้ค่ะ” เธอรีบหันไปบอกผู้สูงวัย จะให้พูดตรงๆ ว่าเธอเองก็ไม่ได้อยากเรียนกับจิรัชก็ยังไงอยู่

แน่นอนว่าจิรัชก็ไม่ได้อยากจะสอนเธอเหมือนกัน ดูได้จากการปฏิเสธทันทีแบบนั้น เพราะงั้นอย่ามีเรื่องให้ต้องเจอกันเลยดีกว่า

ทว่า...

“เริ่มเรียนพรุ่งนี้เก้าโมงเช้า” จิรัชบอกด้วยสีหน้าราบเรียบ

“…” คนบ้าอะไรเปลี่ยนใจรวดเร็วขนาดนี้

เมื่อกี้เขาเพิ่งพูดออกมาหยกๆ ด้วยซ้ำว่าไม่ว่าง เห็นแบบนี้แล้วภิรดายิ่งหมดกำลังใจในการเรียน

“ทำไม? ไหนว่าเรียนกับใครก็ได้ไง”

เส้นโค้งบนริมฝีปากหยักหยัดโค้งขึ้นอย่างดูแคลน เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้หญิงคนนี้คืออะไรกันแน่

แต่ไหนแต่ไรไม่เห็นจะสนใจ กลับมาคราวนี้เกิดอยากเรียนมวยขึ้นมาเสียอย่างนั้น แบบนี้จะไม่ให้เคลือบแคลงใจได้ยังไง

“เล็กไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”

ภิรดาไม่เข้าใจว่าจิรัชจะเสนอตัวทำไมทั้งที่เธอหาทางออกให้แล้ว แต่ถ้าจะดันทุรังเดี๋ยวก็กลายเป็นว่าเธอเรื่องมาก ไหนจะสายตาของผู้สูงวัยที่หรี่ลงราวกับจับผิดอีก

“เอาเป็นว่าเจอกันพรุ่งนี้เก้าโมงก็ได้”

“ตามนั้น” จิรัชไหวไหล่เล็กน้อยก่อนหันไปทางพ่อบังเกิดเกล้า “อาวิชัยบอกโทรหาพ่อไม่ติด เลยว่าจะเลื่อนเข้ามาหาเป็นวันมะรืนแทน”

ราชันย์พยักหน้ารับส่งๆ ดูจากสายตาไอ้ลูกตัวดีแล้ว ทำไมเขารู้สึกได้ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลเท่าไร เหลือบมองทางลูกสาวกำนันหมานก็ยิ่งตงิดอยู่ในใจ

สองคนนี้เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกันหรือเปล่า ที่คิดแบบนั้นเพราะจับสังเกตลูกตัวเองได้ยังไงล่ะ ทั้งที่ตัวมันสนิทกับอัณณพยิ่งกว่าใคร แต่กับน้องสาวเพื่อนทำตัวเหมือนไม่กินเส้นกันเสียอย่างนั้น

พอมันพูดธุระตัวเองเสร็จแล้วก็ปัดตูดออกจากห้องไป เหมือนลืมหยิบมารยาทออกจากท้องแม่อย่างไรอย่างนั้น

“อย่าถือสามันเลยน้องเล็ก ช่วงนี้มันพักงานเลยกลับมาอยู่บ้านเลยฟุ้งซ่าน เพิ่งกลับมาก่อนน้องเล็กไม่กี่อาทิตย์นี่เอง”

“เล็กไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกค่ะคุณลุง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป