บทที่ 20 20
“กลายเป็นสาวเต็มตัวแล้ว” ถึงจะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่พวงจันทร์ก็ภูมิใจไม่น้อยที่เห็นเด็กที่เคยวิ่งเล่นให้เห็นอยู่เนืองๆ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ “มีแฟนยังล่ะเนี่ย”
“ตอนนี้ไม่มีค่ะ” ภิรดาว่ายิ้มๆ อีกอย่างก็เริ่มชินกับความโสดมากขึ้นแล้วด้วย “เป็นโสดก็คล่องตัวดีค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นคนฟังก็พอจะจับความหมายได้อยู่บ้าง
“โสดเพราะหนุ่มๆ ที่เข้ามาไม่ผ่านเกณฑ์กำนันหมานมากกว่ามั้ง” พวงจันทร์เอ่ยปากแซวเล่น เพราะความหวงลูกสาวของกำนันหมานนั้นเลื่องลือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็น่าหวงอยู่หรอกในเมื่อลูกสาวสวยขนาดนี้
“โห ถ้ายึดตามเกณฑ์ป๋า เล็กขึ้นคานแน่นอนค่ะน้าพวง”
อันที่จริงพวงจันทร์รู้จักแม่ของภิรดาผ่านพี่สาวตัวเองอีกที สนิทกันตั้งแต่ช่วงที่หลานๆ เพิ่งเริ่มหัดเดิน อย่างที่บอกว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอเอ็นดูได้อย่างไร
“ว่าไปนั่น” เจ้าของบ้านส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนใช้มือดันหลังอีกฝ่าย “ไปๆ เข้าไปนั่งคุยในบ้าน”
อาจเพราะไม่ได้เจอหน้ากันนานต่างฝ่ายเลยต่างมีเรื่องเล่ามากมาย เผลอพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปร่วมชั่วโมง ตอนนี้ก็ใกล้เวลาเข้าครัวทำมื้อเย็นพอดี
“รีบกลับหรือเปล่าลูก อยู่กินข้าวเป็นเพื่อนน้าก่อนสิ” เป็นสาวโสดตอนแก่มันให้ความรู้สึกเหงาแบบนี้นี่เอง ยิ่งพอหลานแวะมาคุยด้วยพวงจันทร์เลยติดลมไม่อยากปล่อยตัวภิรดากลับบ้านง่ายๆ
“งั้นเดี๋ยวขอเล็กโทรถามแม่ก่อนนะคะ กลัวทางนั้นจะทำมื้อเย็นไว้รอก่อนแล้ว” คนเป็นแม่น่ะไม่เท่าไร ติดตรงกำนันหมานนี่แหละ
ภิรดาเดินกลับเข้าบ้านพวงจันทร์หลังจากต่อสายหาคนเป็นแม่ได้ความว่าให้เธออยู่กินข้าวเป็นเพื่อนน้าพวงได้
‘เล็กอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนน้าพวงสักหน่อยก็ดีแล้วลูก’
เพราะงั้นนาทีนี้เธอก็เลยอาสาเป็นผู้ช่วยทำกับข้าวเสียเลย ไม่ได้ลงมือผัดเองหรอกแค่ช่วยเตรียมของเท่าที่จะทำได้มากกว่า ไม่ทันได้คิดเลยว่าเหตุใดพวงจันทร์ถึงทำอาหารหลายอย่างซึ่งมันน่าจะมากเกินไปสำหรับผู้หญิงแค่สองคน
กระทั่งจานกับข้าววางลงบนโต๊ะ เสียงรถจากหน้าบ้านดังเข้ามาทำเอาภิรดาต้องชะเง้อคอมอง ดูเหมือนว่าจะมีแขกมาหา
“น่าจะเป็นเจ้าขุนน่ะ” พวงจันทร์ชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับไปมองลูกสาวคนรู้จักแล้วส่งยิ้ม
“ที่จริงน้าก็ลืมไปว่าเย็นนี้เจ้าขุนมันจะเข้ามาหาพอดี มานึกได้ก็ตอนที่ผัดข้าวนี่แหละ”
นี่คงเป็นเหตุผลที่กับข้าวมีถึงสี่อย่าง แล้วมันก็เป็นทั้งเหตุผลและคำตอบที่ทำให้ภิรดายิ้มไม่ออกเท่าไร ครั้นจะกลับคำพูดขอกลับบ้านก่อนก็ไม่ได้อีก เพราะจุดประสงค์ที่มาหาพวงจันทร์คือมาเอาใบตองตามคำสั่งของคุณนายภาวิกา
ก็ตั้งใจกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยเข้าสวนไปเอา ใครจะไปคิดว่าเธอจะมาได้ถูกวันพอดีแบบนี้
พวงจันทร์เป็นน้าสาวของจิรัช มันก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะแวะมาเยี่ยมเยียน แต่ทำไมต้องเป็นวันนี้!
“ไม่รู้ว่าวันนี้มีแขกมาหาน้าพวงด้วย” ฟังดูอาจเป็นคำพูดธรรมดา แต่สีหน้ารวมถึงสายตาที่จิรัชมองมาที่เธอนั้น มันก็บ่งบอกได้แล้วว่าในหัวของผู้ชายคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้าเล็กแวะมาเอาของแทนน้าภาน่ะ” พวงจันทร์ไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติแต่อย่างใด “นี่เพิ่งกลับมาเจอหน้ากัน หรือว่าเจอกันก่อนหน้านี้แล้ว”
“เจอกันก่อนแล้วค่ะ” เพราะท่านหันมาหาคำตอบทางเธอต่างหาก ถึงต้องเป็นฝ่ายตอบนี่ไง “พอดีช่วงนี้เล็กกำลังเรียนวิชาป้องกันตัวที่ศิษย์ราชันย์น่ะค่ะน้าพวง”
“ดีๆ เป็นผู้หญิงเรียนของแบบนี้ไว้บ้างก็ดีแล้ว” ที่จริงพวงจันทร์ก็แอบสงสัยอยู่นิดหน่อยว่าทำไมสองคนนี้ดูเหมือนไม่ค่อยสนิทกันทั้งที่อัณณพกับจิรัชเป็นเพื่อนรักกัน
แต่พอคิดไปคิดมามันก็อาจจะเป็นช่องว่างระหว่างวัย ตอนเด็กเคยวิ่งเล่นด้วยกันก็จริง แต่พอโตขึ้นต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตของตัวเองอีกทั้งภิรดาก็ไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งหลายปี
คงไม่แปลกอะไรที่กลับมาครั้งนี้ทั้งคู่ดูห่างเหินกันมากกว่าเมื่อก่อน
“กินข้าวเสร็จแล้ว น้าวานขุนพาน้องเล็กเข้าไปตัดใบตองหน่อยนะ” ได้ทีก็ใช้หลายชายตัวเองเสียเลย “น้ากับน้าภาจะเอาไว้ทำขนมทำบุญวันพระใหญ่ที่จะถึงน่ะ”
“เล็กจำทางได้ค่ะน้าพวง ไปเองน่าจะสะดวกกว่า” ภิรดารีบเสนอทำด้วยตัวเอง เดี๋ยวคนแถวนี้จะคิดอะไรเป็นตุเป็นตะไปอีก
“ครับ” จิรัชตอบรับน้าสาวพลางเหลือบมองใครอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล “รีบกินแล้วกัน”
“ไปกับพี่เขาเถอะ” พวงจันทร์วางมือตบหน้าขาภิรดาเบาๆ “จะได้มีคนช่วยแบกไง”
เป็นการกินข้าวที่ค่อนข้างฝืดคอเล็กน้อย ไม่ใช่ว่ารสชาติไม่อร่อยเพียงแต่เธอหมดอารมณ์ที่จะกลืนอะไรลงคอต่างหาก ก็จิรัชเล่นนั่งอยู่ตรงหน้าจะวางสายตาไปทางอื่นก็ลำบาก เธอจะขยับตัวทำอะไรนิดหน่อยก็ทำเหมือนจ้องจับผิดกันไม่เว้นว่าง
กินเสร็จก็เลยเลือกออกมายืนรอนอกบ้าน อย่างน้อยตอนนี้อากาศข้างนอกก็ทำให้เธอหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย
“บอกทีว่าบังเอิญ”
มันคือคำพูดแรกหลังจากที่จิรัชเดินตามออกมา เขายืนกอดอกมองหน้าเธอราวกับกำลังคาดคั้นคำตอบที่ตัวเองพอใจ
คิดเองเออเองอีกแล้ว ถ้ารู้มาก่อนว่าจะมาเจอแบบนี้เธอคงรีบกลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว
“แม่ใช้ให้เล็กมาเอากล้วย พี่ขุนก็ได้ยินแล้วนี่คะ” ภิรดาพยายามพูดอย่างใจเย็น ไม่งั้นอีกฝ่ายจะหาว่าเธอร้อนตัว “อีกอย่างเล็กจะไปรู้ได้ไงว่าวันนี้พี่ขุนจะแวะมาหาน้าพวงเหมือนกัน”
“ใครจะไปรู้” คนตัวโตกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่คมจดจ้องเจ้าของใบหน้ารูปไข่ “บางทีเธออาจจะลงทุนสืบตารางชีวิตของฉันก็ได้”
ภิรดานึกอยากกรีดร้องออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่สิ่งที่ทำได้คือการผ่อนลมหายใจแล้วไหวไหล่เบาๆ
“จะคิดแบบนั้นก็ตามใจค่ะ”
เถียงกับคนอคติไปก็เท่านั้น ปวดหัวเปล่าๆ
