บทที่ 21 21

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

“ออกหมัดให้ตรง ใช้แรงจากไหล่ สะโพกแล้วก็เท้า” คนรับบทเป็นครูสอนใช้มือตบร่างกายตัวเองพร้อมกับสาธิตให้ดูอีกครั้ง ส่วนนักเรียนก็จ้องตาไม่กะพริบทำเหมือนเข้าใจ

แต่จะเข้าใจอย่างที่แสดงออกให้เห็นจริงๆ หรือเปล่าไม่รู้

“ไหนทวนท่าหมัดงัด หมัดเสยแล้วก็หมัดตวัดที่สอนไปครั้งก่อนให้ดูหน่อย”

จิรัชถอยกลับมาหนึ่งก้าวออกคำสั่งเสียงเข้ม นัยน์ตาคมกริบรอตรวจการบ้านแบบละเอียดยิบกะไม่ให้พลาดสักวินาทีเดียว

คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อหญิงสาวออกท่าทางได้ถูกต้อง อาจจะไม่ดีเต็มร้อยแต่ก็ถือว่าไม่แย่เท่าไรนัก

“ดี” พอออกปากชม วงหน้ารูปไข่ที่เหงื่อโชกก็ดันมีรอยยิ้มแต่งแต้มเหมือนเด็กอนุบาลที่ได้รับลูกอม

“ศอกให้ดูด้วย”

ภิรดาผงกศีรษะหงึกๆ ก่อนตั้งศอกแล้วออกท่าอย่างมั่นใจ ทว่ารอบนี้กลับถูกคนตัวโตใช้มือแตะแขนไว้เสียก่อน

“ผิดแล้ว” น้ำเสียงของจิรัชไม่ได้ตึงจัดอย่างที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ดูจริงจังมากในการสอน “ใช้ขาตั้งหลักให้ดี ไม่งั้นเวลาหมุนจะเซ”

“แบบนี้เหรอคะ” เจ้าของร่างบางทำตามคำสอนนั้น แต่ดูคล้ายว่าจะผิดเหมือนเดิม ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อเลื่อนสายตาสานสบกับดวงตาคมกริบ

“ขอโทษด้วยค่ะ ท่านี้เหมือนเล็กจะจำไม่ได้”

จิรัชที่ยืนกอดอกมองพยักหน้ารับ จากนั้นถึงคลายวงแขนออกจากกันแล้วสาวเท้าเข้าหาหญิงสาว

“โดนได้ไหม” ชายหนุ่มชะงักมือได้ทันท่วงที “หมายถึงว่าโดนตัวได้หรือเปล่า”

“อ้อ ได้ค่ะ” ทั้งที่ขยับตัวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้ว แต่จู่ๆ กลับทำตัวมีมารยาทถามกันแบบนี้ก็ชวนให้เธอกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย

“เวลาเรียนมีเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ หวังว่าเธอจะไม่คิดอะไรไปไกล” คนที่กลัวอีกฝ่ายคิดเองเออเองจัดท่าทางให้ตามหน้าที่

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ไม่มีเรื่องไร้สาระในหัวเล็กอยู่แล้ว” ทั้งที่ยืนกรานเป็นร้อยๆ รอบแล้วว่าตอนนี้เธอไม่ได้คิดอะไรด้วยแล้ว แต่เขาก็ยังเอาแต่วนเวียนอยู่กับเรื่องเก่าๆ ไม่รู้จักจบสิ้น

“ก็ดี” คนตัวโตว่าเสียงสูง นึกหมั่นไส้กับท่าทีอวดดีนั่น

“สอนต่อเถอะค่ะ” ภิรดาผ่อนลมหายใจออก ขืนต่อปากต่อคำอีกก็คงไม่จบสักที เพราะงั้นหลังๆ มานี้เธอเลยเลือกที่จะใช้ความเงียบสยบทุกอย่างจากจิรัช

ซึ่งจากที่ทำมาก็เหมือนว่ามันได้ผลดีกว่าที่คิดไว้ แน่นอนว่ารวมไปถึงครั้งนี้ด้วย

“หมุนตัวแล้วตีศอกกลับแนวขนานแบบนี้” คนสอนสวมบทบาทครูอีกครั้ง ส่วนนักเรียนทำตามอย่างตั้งใจราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเรื่องโต้เถียงกัน “หมุนเร็วก็ศอกกลับได้แรงขึ้น แต่ถ้าตั้งหลักไม่ดีก็จะเหมือนอย่างตอนแรก”

เป็นการโดนตัวกันที่ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรแม้แต่นิดเดียว ตัวจิรัชเองก็ตั้งใจสอนในขณะที่เธอก็ตั้งใจเรียนรู้เต็มที่

“ลองใหม่ เอาให้ชินพวกท่าพื้นฐานก่อน แล้วค่อยเรียนท่าอื่น”

เพราะงั้นเรื่องไร้สาระเหล่านั้นไม่มีทางที่จะเข้ามาอยู่ในหัวของเธอได้หรอก

ตั้งแต่รู้ว่าจิรัชไม่ได้เป็นอะไรกับขวัญฤทัยมันก็ทำให้เธอเกิดความโล่งใจ แน่นอนว่าที่บอกว่าโล่งใจมันไม่ได้หมายถึงเรื่องเชิงชู้สาวแม้แต่นิดเดียว

“เหนื่อยเอาเรื่องเลยใช่เปล่า” ว่าที่คุณแม่เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มขำขันพร้อมกับน้ำที่ตั้งใจชงมาให้

“สุดๆ วันแรกนะ กลับบ้านไปเล็กเกือบก้าวขาขึ้นบันไดไม่ได้แหนะ” ถึงตอนนี้ร่างกายของภิรดาจะเริ่มชินขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวอยู่บ้าง

“ค่อยๆ จิบน้ำแดงนะ ขวัญชงมาให้”

“แต๊งกิ้ว” แน่นอนว่าภิรดารับไว้ด้วยความเต็มใจ จิบน้ำหวานทีเหมือนได้ขึ้นสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น

“ขวัญอยู่ที่นี่เลยเหรอ”

“บ้านขวัญอยู่หลังตลาดนู่น แต่ดีนไม่อยากปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวน่าจะเพราะว่าท้องด้วยแหละ ก็เลยพามานั่งเฝ้าที่ยิมทุกวัน เลิกงานถึงพากันกลับบ้าน”

“เล็กมีอะไรจะสารภาพ” พอนึกย้อนกลับไปก็ยิ่งรู้สึกแย่ที่ตัวเองเป็นฝ่ายออกห่างจากเพื่อน เพียงเพราะใจมันขี้ขลาดไม่กล้ายอมรับความจริง “ตอนแรกเล็กคิดว่าแฟนขวัญคือพี่ขุนอะ”

“ขวัญกับพี่ขุนเนี่ยนะ” ขวัญฤทัยถึงกับยกมือทาบอก ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เพื่อนคิดอะไรไปไกลแบบนั้น

“ขวัญรู้อยู่ว่าเล็กคิดยังไงกับเขา แล้วขวัญจะไปชอบคนที่เพื่อนแอบชอบได้ไงกัน”

“ชู่ว! อย่าเสียงดัง” ภิรดาแทบจะเอามือตัวเองปิดปากว่าที่คุณแม่ หันมองซ้ายแลขวาถึงผ่อนลมหายใจออกเพราะไม่มีใครอย่างที่กังวล

“ตอนนี้เล็กไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นแล้ว”

“อย่าบอกนะว่าเก็บเป็นความลับมาตลอดเลย” เห็นท่าทีภิรดาแล้ว สิ่งที่สันนิษฐานดูท่าจะเป็นความจริง

“นี่เล็กยังไม่เคยสารภาพรักกับพี่ขุนเหรอ”

“ยังไม่ทันได้สารภาพแต่โดนปฏิเสธซะก่อนนี่สิ”

หญิงสาวแค่นยิ้มเมื่อนึกย้อนกลับไปในคืนนั้น ที่เปรียบเสมือนเป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง

ตัดสินใจเล่าเรื่องเมื่อหลายปีก่อนให้เพื่อนฟัง เว้นแต่เรื่องที่จิรัชเคยบอกว่าแอบชอบเพื่อนของเธอเอาไว้ เพราะเธอไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไรกันแน่

แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเพื่อนที่เขาหมายถึงนั้นคือใคร แล้วถ้าหมายถึงขวัญฤทัยจริงๆ บอกไปตอนนี้ก็น่าจะส่งผลลัพธ์ด้านลบมากกว่าบวก เล่าเท่าที่เล่าได้แล้วกัน

“พี่ขุนนี่ก็หูตาไวชะมัด” ขวัญฤทัยถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วบีบมือให้กำลังใจเพื่อน รักครั้งแรกไม่ว่าจะลงเอยในรูปแบบไหนมันก็มักจะติดอยู่ในความทรงจำของเรามากกว่ารักครั้งอื่นๆ

“แล้วทำไมตอนนั้นเล็กไม่บอกขวัญ”

“ช่วงนั้นต่างฝ่ายต่างยุ่งเรื่องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยด้วย เล็กไม่อยากเอาเรื่องพวกนั้นไปกวนน่ะ” จะให้บอกได้ไงว่าสาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะตอนนั้นจิรัชบอกว่าชอบขวัญฤทัย

เพื่อนที่เธอสนิทๆ ด้วยในช่วงนั้นก็มีแค่คนเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป