บทที่ 23 23
นับเป็นวันที่ภิรดายิ้มบ่อยมากกว่าทุกครั้งในรอบหลายเดือน แม้จะไม่รู้ว่าคนชมตามมารยาทหรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่เธอเลือกที่จะรับแค่พลังงานเชิงบวกเท่านั้น
ส่วนพลังงานเชิงลบน่ะเหรอ น่าจะยืนอยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้ละมั้ง
“เข้าครัวทั้งที ไม่มีเมนูอื่นที่มันดีกว่านี้แล้วหรือไง” ถึงจิรัชจะไม่ได้มองหน้าเธอแต่ประโยคเมื่อครู่เขาตั้งใจพูดกระทบกระทั่งเธอแน่นอน
“เป็นเมนูที่ดีที่สุดเท่าที่เล็กทำเป็นแล้วค่ะ ไม่งั้นทุกคนคงได้กินผัดมาม่าแทน”
ภิรดาอยากจะแยกเขี้ยวใส่ด้วยซ้ำ เขาลืมไปแล้วเหรอว่าเธอเป็นนักเรียนไม่ใช่แม่ครัวของที่นี่ ทำได้แค่นี้ก็นับว่าเก่งเกินตัวแล้วเถอะ
“แบบนี้วันข้างหน้าแต่งงานไป ใครจะเป็นคนทำกับข้าว?”
ฟังแล้วนึกฉุนอยู่ไม่น้อยกับประโยคนั้น การเข้าครัวทำกับข้าวมันเป็นหน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวหรือไงกัน
“ถ้าเล็กต้องแต่งงานกับคนที่ไม่คิดจะช่วยอะไรแม้แต่การทำกับข้าวกินเอง เล็กก็คงไม่เอาตัวเองไปลำบากด้วยหรอกค่ะ” เธอมองว่าคนเราจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ควรที่จะต้องช่วยเหลือกัน ไม่ใช่รอให้อีกฝ่ายทำนู่นทำนี่ให้ทุกอย่าง
ถึงเธอจะรักพ่อมากแค่ไหน แต่ก็มีบางอย่างในตัวท่านที่เธอไม่อยากเจอหากวันหนึ่งต้องออกเรือนไป อาจจะด้วยยุคสมัยหรือไม่ก็สิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก มันก็เลยทำให้มุมมองและความคิดของเธอแตกต่างไปจากมารดาพอสมควร
แม่ของเธอนับว่าเป็นแม่ศรีเรือนอย่างแท้จริง ท่านชอบทำงานบ้านและเข้าครัวทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ชอบที่จะได้ดูแลทุกคนในบ้านจนบางครั้งเธอก็นึกเหนื่อยแทน
เพราะการที่ท่านเป็นแบบนี้มันก็เลยทำให้ทั้งพ่อและอัณณพเคยตัวมากเกินไป ผิดกับเวลาที่เธอทำงานบ้านหรือเตรียมของ ถ้าพ่อกับพี่ชายเห็นก็จะรีบเข้ามาช่วย
แต่กับเวลาที่แม่ทำงานบ้านงกๆ คนเดียว พ่อกับพี่ชายดันนั่งกันเฉย เพราะพวกเขารู้ว่าไม่จำเป็นต้องช่วยแม่ก็เต็มใจทำให้
ภิรดาเคยพูดเรื่องนี้กับมารดาแล้ว ทว่าท่านเอาแต่ยิ้มพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นอะไร เพราะคนที่ท่านทำให้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นสามีและลูกๆ ถ้าเป็นคนอื่นท่านก็ไม่คิดทำให้
“จะใส่อารมณ์ทำไม แค่ถามเฉยๆ” คนพูดกระตุกยิ้มมุมปาก ถามแค่นี้จำเป็นต้องให้คำตอบจริงจังขนาดนั้นเลยหรือไง
“เล็กก็ตอบด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ปกติค่ะ”
จิรัชยืนกอดอกจ้องหน้าคนตัวเล็กที่ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หัวร้อนกับสิ่งที่เขาถามไป ผ่านมาก็หลายปีแต่คนอย่างภิรดาเหมือนจะยังเก็บอาการไม่เก่งเท่าไร
ต่างจากเดิมตรงไหน?
“ลองไปส่องกระจกดูก่อนไหม” ชายหนุ่มว่าเสียงกลั้วหัวเราะพลางบุ้ยปากไปทางห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป แน่นอนว่าท่าทีที่แสนมั่นใจของหญิงสาวในตอนแรกเลือนหายไปทันทีที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น
“คิ้วผูกเป็นโบได้แล้วมั้ง”
ภิรดาเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ยอมรับว่าความจริงแล้วเธอหัวร้อนนิดๆ กับคำถามกวนประสาทของจิรัชอยู่บ้าง แต่ไอ้เรื่องคิ้วที่ผูกโบได้มันก็ดูจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า
เธอไม่ได้ขมวดคิ้วถึงขั้นนั้นเสียหน่อย!
“โกหกอะไร ปรึกษาสีหน้าตัวเองด้วย” ภิรดาในเวลานี้ดูเหมือนคนที่อยากจะเอาชนะเขามากกว่า หลายครั้งที่เจ้าตัวชอบเถียงคำไม่ตกฟาก แต่กับคนอื่นเขาเห็นว่าเจ้าตัวช่างนอบน้อมไม่มีการต่อปากต่อคำสักนิด
นั่นก็แปลว่าเด็กนี่พยายามที่จะเป็นปรปักษ์ต่อเขายังไงล่ะ
“ทำไมพี่ขุนชอบหาเรื่องเล็ก แล้วยังชอบชวนทะเลาะอีก”
เขาเป็นพวกโรคจิตหรือไงกัน ถึงได้เอาแต่หาช่องว่างหาเรื่องกันอยู่ได้ ทั้งที่เธอยืนยันชัดเจนแล้วว่าความรู้สึกเก่าๆ พวกนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นอีก เพราะงั้นถ้าไม่ได้อยู่ในช่วงเรียนก็ช่วยใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรือไง
“ฉันหาเรื่องยังไง ในเมื่อพูดด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ปกติ” จิรัชยกยิ้มเมื่ออีกฝ่ายเผลอถลึงตาราวกับลืมตัว
“อ้อ สีหน้าก็ด้วย เพราะมั่นใจว่าไม่ได้ขมวดคิ้ว”
คราวนี้ภิรดารู้สึกเหมือนความร้อนกำลังกลืนกินตัวเองตั้งแต่ศีรษะไล่ลงมาที่ใบหน้าและลามไปยังคอ พยายามท่องในใจว่าโกรธคือโง่โมโหคือบ้า
ความจริงแล้วเธอค่อนข้างเป็นคนใจเย็นคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ทำงานกับคนร้อยพ่อพันแม่ก็ยังผ่านพ้นมาได้ด้วยดี
แต่กับผู้ชายคนนี้ ไม่รู้ทำไมถึงได้เกิดอาการฉุนเกือบทุกครั้งที่โดนเขย่าประสาท
จะมีสักวันบ้างไหมที่เธอจะกลับบ้านมาโดยที่ไม่ต้องหัวร้อนกับผู้ชายที่ชื่อจิรัช!
กับคนอื่นเธอก็เห็นเขาคุยปกติทั่วไป ไม่เหมือนตอนที่คุยกับเธอก็จะใช้คำพูดที่แตกต่างออกไป แบบนี้เรียกว่าชายหนุ่มจงใจกวนโมโหเธอโดยเฉพาะหรือเปล่า
“เป็นอะไรน้องเล็ก ทำไมหน้าบูดหน้าบึ้งแบบนั้นล่ะลูก”
ภิรดารีบฉีกยิ้มทันทีที่มารดาเอ่ยทัก ความจริงเธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอแสดงสีหน้าอย่างที่ท่านบอก สงสัยเพราะนึกถึงจิรัชหน้ามันก็เลยออกอาการโดยปริยาย
“เล็กแค่บริหารใบหน้าน่ะค่ะ กลับมาอยู่บ้านเลยว่าจะเว้นว่างจากคลินิกสักหน่อย” จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เข้าคลินิกมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่โดนผู้ชายคนนั้นทักเรื่องคิ้วที่ผูกเป็นโบ
“แม่กับป๋าจะไปออกทริปไหว้พระเก้าวัดกับเพื่อนๆ น้องเล็กอยากไปด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ไปได้ไหมคะ” เธอไม่ใช่สายทำบุญเท่าไร ยิ่งออกทริปแบบนั้นขอบายดีกว่า “แล้วแม่กับป๋าจะไปกันวันไหนเหรอคะ”
“มะรืนน่ะลูก ไปกันสามวันสองคืน”
“ถ้างั้นยิ่งไม่ได้เลยค่ะเล็กต้องเข้ากรุงเทพฯ ไปจัดการเรื่องงานนิดหน่อยค่ะ”
“ไปคนเดียวเหรอลูก”
“พี่ใหญ่ไปด้วยค่ะ เห็นว่ามีธุระที่ต้องไปทำเหมือนกัน” พูดก็พูดเถอะ เธอก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าพี่ชายตัวเองหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ
