บทที่ 24 24

เห็นอัณณพลอยชายไปมาแบบนั้นที่จริงงานสุมหัวเยอะกว่าเธอเสียอีก แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงดูทำตัวว่างได้ทุกวัน มันคงจะจริงเรื่องที่ว่าพี่น้องไม่ค่อยคุยกันเรื่องงานเท่าไร

“ใหญ่ไปด้วยก็ดี ป๋าเขาจะได้ไม่เป็นห่วงมาก” ถึงลูกจะโตแล้วแต่สำหรับพ่อแม่ก็ยังมองเป็นเด็กเสมอ “ลมแรงเหมือนฝนจะตกเลย น้องเล็กขึ้นไปปิดหน้าต่างให้แม่ทีสิ”

“โอเคค่ะ

เอาแน่เอานอนกับท้องฟ้าไม่ได้จริงๆ ตอนที่เพิ่งถึงบ้านฟ้ายังใสอยู่แท้ๆ ไม่กี่นาทีต่อมาเมฆดันครึ้มเสียอย่างนั้น มาทั้งเมฆมาทั้งลมแบบนี้อีกไม่นานฝนคงได้เทลงมาแน่ๆ

แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะไม่ถึงสิบนาทีต่อมาอัณณพกลับถึงบ้านมาในสภาพเปียกชุ่ม 

สองวันมานี้ฝนตกติดๆ กันทำเอาความขี้เกียจกำเริบขึ้นมา เมื่อวานเป็นวันที่ภิรดามีความสุขกับการอยู่บ้านมาก อาจจะเพราะฝนตกทั้งวันด้วยก็เลยไม่ได้ออกไปไหน ได้แต่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงไปมาเกือบทั้งวัน

ราวๆ หกโมงเช้าเธอออกไปส่งพ่อกับแม่ที่รถพร้อมกับช่วยตรวจเช็กข้าวของว่านำไปครบหรือเปล่า

ตอนแรกพวกท่านมีแพลนแค่ไปไหว้พระเก้าวัดเท่านั้น แต่เหมือนแพลนจะงอกเพิ่มขึ้นมากลายเป็นว่าจะตระเวนเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นๆ ประมาณหนึ่งอาทิตย์

“ไว้ป๋าจะถ่ายรูปมาอวด” กำนันหมานลูบศีรษะบุตรสาวที่รักปานดวงใจ ก่อนที่จะหันไปทางลูกชายคนโตที่มันยังสะลึมสะลือแถมยังอ้าปากหาวหวอด

“มึงก็คอยดูน้องด้วย”

“เดินทางปลอดภัยนะคร้าบกำนันหมาน” อัณณพเปิดประตูอัญเชิญพ่อขึ้นรถเพราะไม่งั้นคงได้ยืนกำชับเขาอีกเป็นชั่วโมง “เที่ยวให้สนุกนะครับแม่ เอาบุญมาฝากผมกับไอ้เล็กด้วย”

ส่งบุพการีเสร็จทั้งเธอและอัณณพก็พากันเดินทอดน่องมาถึงหน้าบ้าน ที่จริงวันนี้เธอก็ต้องไปกรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่คนรับหน้าที่ขับรถบอกไว้ว่าค่อยไปช่วงบ่ายๆ เกือบเย็นทีเดียวเพราะยังไงวันนี้ก็ไม่ได้มีธุระที่ไหน

“ปวดหัวตุ้บๆ ยังไงไม่รู้” ภิรดาโคลงศีรษะตัวเองไปมา “สงสัยเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย”

“นอนต่ออีกหน่อยไป แล้วก็กินยาดักไว้สักหน่อย” อัณณพเดินเกี่ยวคอน้องสาวเข้าบ้านพลางขมวดคิ้ว “ตัวรุมๆ ด้วยเนี่ย”

“น่าจะโดนพวกละอองฝน”

คนเป็นน้องใช้นิ้วถูจมูกไปมา เดิมทีแล้วเธอเป็นพวกแพ้อากาศ อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยก็โดนหวัดเล่นงานง่ายๆ

“ว่าแต่เล็ก พี่ใหญ่เองก็เถอะ สูดน้ำมูกเป็นสิบรอบแล้ว”

“เออดิ รำคาญฉิบหายเลย” คันจมูกยุบยิบไปหมด “กินยาแล้วไปนอน ถึงกรุงเทพฯ มืดๆ หน่อยก็ได้มั้ง”

“อือ” หญิงสาวผงกศีรษะรับ ไม่ลืมกำชับคนเป็นพี่เพราะดูเหมือนเจ้าตัวไม่ได้จะกลับเข้าห้อง แต่เลือกล้มตัวลงนอนบนโซฟาพร้อมคว้ารีโมต

“พี่ใหญ่ก็อย่าลืมพักผ่อนด้วยล่ะ”

ไม่แน่ใจว่าอัณณพตอบอะไรกลับมาเพราะตอนนี้ภิรดารู้สึกมึนหัวไปหมด ขึ้นห้องมาได้ก็ควานหายาเข้าปากแล้วกระโจนลงเตียงนอนนุ่มๆ

“สบายจัง” นอนที่ไหนก็ไม่อุ่นใจเท่ากับนอนห้องของตัวเอง คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งนาฬิกาปลุกเพราะยังไม่ได้จัดกระเป๋าคิดว่าคงใช้เวลาไม่กี่นาทีก็น่าจะเรียบร้อย

เพราะงั้นตอนนี้นอนต่ออีกสักหน่อยดีกว่า...

ภิรดาตื่นขึ้นมาอีกทีช่วงสายๆ ตื่นก่อนที่นาฬิกาจะปลุกด้วยซ้ำ เพราะเสียงจามของอัณณพที่ดังมาถึงห้องเธอนี่แหละ ที่ทำให้ข่มตานอนต่ออีกไม่ไหว

จามขนาดนี้ไม่ใช่ว่าโดนไข้หวัดเล่นงานแล้วเหรอ เมื่อเช้าก็เล่นสูดน้ำมูกไม่หยุดอีกอย่างพี่ชายเธอเล่นตัวเปียกฝนกลับบ้านมาสองวันติดๆ

จนถึงตอนนี้คนที่คิดว่าน่าจะเป็นหวัดเข้าแล้วก็ยังจามไม่หยุด จากที่ตั้งใจจะเข้าครัวไปกดน้ำดื่ม เปลี่ยนใจเบี่ยงปลายเท้าไปทางพื้นที่นั่งเล่นแทน แต่พอมาถึงที่หมายเพิ่งรู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

นึกว่าอัณณพนั่งอยู่คนเดียว ที่ไหนได้มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่ด้วย!

“ไอ้เล็กน้องรัก พี่หากล่องยาไม่เจอ ไม่รู้ว่าแม่เก็บไว้ไหน”

ยังไม่ทันจะเลี้ยวกลับ พี่ชายตัวดีรีบรั้งกันด้วยการใช้งาน ทีจะใช้ทำอะไรมาปากหวานเรียกน้องอย่างนั้นน้องอย่างนี้

“จามจนจมูกจะพังแล้วเนี่ย หายาให้หน่อย”

สภาพของอัณณพดูไม่จืดเท่าไร ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งลุกจากเตียง หนำซ้ำยังมีกระดาษทิชชูอุดจมูกอยู่ข้างหนึ่ง

จะไหวไหมเนี่ย!

คนโดนใช้ทำเพียงพยักหน้ารับก่อนเดินกลับไปที่ห้องนอนตัวเองเพื่อหยิบแผงยาที่ซื้อติดกระเป๋าเอาไว้ ครั้นจะเดินไปหยิบกล่องยาที่มารดาเก็บไว้ก็ไม่อยากเดินผ่านหน้าแขกของอัณณพเท่าไร

เจอกันแค่ตอนเรียนก็ว่าบ่อยแล้ว นี่วันหยุดยังต้องมาเจอหน้ากันอีกแถมตอนนี้ตัวเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากอีเพิ้ง ต่อให้ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษหลงเหลือให้จิรัชแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ซีเรียสกับการให้คนอื่นเจอตัวเองในสภาพแบบนี้

ภิรดามองภาพที่สะท้อนผ่านกระจกแล้วก็ได้แต่ไหวไหล่ ลืมไปว่าสภาพตัวเองที่เหงื่อโชกตอนเรียนมวยไทยน่าจะหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องห่วงภาพลักษณ์อะไรแล้วกระมัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป