บทที่ 4 4
“ปกติห้าโมงก็วิ่งไปส่งปิ่นโตให้มึงที่ซุ้มมวยแล้ว” คนเป็นพ่อตั้งข้อสังเกต “นี่เอาแต่หมกตัวอยู่บ้านไม่ยอมออกไปไหน”
“เออว่ะ จะว่าไปพี่ไจ๋เป็นคนไปส่งให้ผมมาสองอาทิตย์แล้ว” ปกติเสาร์อาทิตย์ก่อนเที่ยงภิรดาจะเป็นคนเอาปิ่นโตไปส่ง ถ้าวันไหนไม่ว่างก็จะให้คนอื่นไปส่งแทน
“หรือไอ้เวรตัวไหนที่นั่นมันดุด่าลูกสาวกู!”
“ไม่มั้ง คนกันเองทั้งนั้น ใครมันจะกล้า”
จากที่ตอนแรกจะคว้าตะเกียบกินมาม่าต่อ แต่หันมาปรามพ่อตัวเองไว้ก่อน คิดเองเออเองแล้วเดี๋ยวความดันขึ้นอีก
“เดี๋ยวผมไปถามให้เองว่าสรุปแล้วเป็นอะไร”
“มึงก็อย่าไปคาดคั้นมาก” น้ำเสียงที่แข็งในตอนแรกอ่อนลงโดยพลัน “เดี๋ยวน้องเล็กจะเครียดกว่าเดิม”
“เอ้า! แล้วจะเอายังไงล่ะครับตาหมาน” อัณณพคันยุบยิบทั้งหัว ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็กลัว
“ไอ้เหี้ยนี่! กูเพื่อนเล่นมึงเหรอ?”
สรุปแล้วอัณณพต้องย้ายก้นขึ้นบ้านมาเพื่อไขข้อกระจ่าง ครั้นจะนั่งกินต่อก็ไม่ไหวเพราะเส้นอืดหมดแล้ว สุดท้ายเลยต้องรับหน้าที่มาสืบเสาะหาสาเหตุที่ไอ้ตัวดีเปลี่ยนไป
“เล็กเปิดประตูหน่อย” คนเป็นพี่เคาะประตูเรียก
ทุกวันนี้จะผลีผลามเข้าห้องเหมือนสมัยเด็กไม่ได้แล้ว ล่าสุดที่ลืมตัวเผลอเข้าห้องนอนน้องแบบไม่เคาะบอก โดนเฉ่งไปสามวันสามคืนจนนึกขยาด
“เล็กไม่ได้ล็อก เข้ามาเลยพี่ใหญ่”
พอได้รับอนุญาตถึงเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือเจ้าของห้องนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวกึ่งอาร์มแชร์ บนโต๊ะมีแต่สมุดกับหนังสือรวมถึงปากกาหลากหลายสี
“ทำไรอยู่ หือ?”
อัณณพทิ้งตัวนั่งกับปลายเตียง แวบหนึ่งเห็นน้องมันเหลือบมองก่อนหันไปสนใจกับข้าวของตรงหน้า
“อ่านหนังสือไง”
“ช่วงนี้เป็นไร ทำไมไม่เอากับข้าวไปส่งให้พี่”
“เล็กขี้เกียจ” ภิรดาปิดหนังสือเมื่อเริ่มไม่มีสมาธิ ไม่คิดด้วยว่าธุระของพี่คือการมาเค้นถามเรื่องนี้
“ไม่ดีเหรอ พี่ใหญ่เองก็ชอบบ่นนี่ว่าถ้าเล็กเอาไปส่งแล้วทำให้กับข้าวรสชาติแย่ลง”
“เฮ้ย! เอ็งเก็บเอาไปน้อยใจขนาดนั้นเลยเหรอ” คนเป็นพี่ชายคิดเป็นจริงเป็นจัง “ถ้าป๋ารู้กูโดนบีบคอแน่ๆ”
“โอ๊ย...ไม่ใช่หรอกค่ะ” เห็นแบบนี้แล้วเธอก็นึกอ่อนใจ ทีไอ้เรื่องไม่เป็นเรื่องละชอบปักใจเชื่อเสียอย่างนั้น “เล็กแค่กำลังจะเตรียมตัวติวหนังสือ เลยไม่อยากออกไปเถลไถลที่ไหนก็แค่นั้น”
“รีบอ่านทำไม” ยังไม่ได้จะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้สักหน่อย อีกอย่างระดับมันสมองอย่างภิรดาแล้วเขาว่าไม่มีอะไรต้องน่าห่วง
“ยังไงที่นั่นเอ็งก็เข้าได้สบายอยู่แล้ว”
“เล็กจะไปเรียนที่กรุงเทพฯ”
“…” คนเป็นพี่ถึงกับชะงัก ไม่คิดมาก่อนว่าไอ้ตัวเล็กของเขาจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แทนจังหวัดใกล้ๆ บ้านเรา
“คณะกับมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าต้องใช้คะแนนเยอะ เล็กต้องเตรียมตัวเนิ่นๆ” เรื่องนี้ภิรดาคิดมาสักพักใหญ่แล้ว ที่สำคัญลองปรึกษากับมารดาเรียบร้อย ซึ่งท่านก็ไม่ได้คิดค้านอะไร
งานช้างคือกำนันหมานต่างหาก
“ทำไมต้องไปเรียนที่นั่น เรียนบ้านเราก็ได้ จังหวัดใกล้ๆ ก็มี” อัณณพโวยวาย กรุงเทพฯ กับบ้านห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร แบบนี้ก็เท่ากับต้องแยกไปอยู่ที่อื่นไม่ใช่หรือไง
“แล้วบอกป๋าหรือยัง”
“ยังเลย” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็รีบพูดด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง “แต่เล็กบอกแม่แล้ว”
“เรียนไกลต้องอยู่คนเดียว” ตั้งแต่เกิดมาภิรดาไม่เคยต้องไปนอนที่อื่นด้วยซ้ำ ขนาดไปเที่ยวกับเพื่อนยังไม่ค้างคืนเลย
“จะอยู่ได้เร้อ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้”
เด็กสาวไหวไหล่เหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร บางทีเราก็ควรก้าวออกจากโลกใบเดิมบ้าง มันคือสิ่งที่เธอควรทำให้ได้ด้วยซ้ำ
“คนเราต้องหัดเรียนรู้ที่จะเติบโต”
มันไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนวะ?
“เล็ก” น้ำเสียงของอัณณพต่ำลงอีกระดับหนึ่ง ทำไมเขารู้สึกตงิดอยู่ในใจแปลกๆ
“มีใครมาพูดอะไรกับเอ็งหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก” ภิรดาปฏิเสธด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ทำไมพี่ใหญ่ถึงคิดงั้นอะ”
“ไม่รู้ดิ ความคิดความอ่านเอ็งเปลี่ยนไปแบบชั่วข้ามคืนด้วยมั้ง”
จู่ๆ ก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่ เหมือนคนที่เพิ่งผ่านความเจ็บปวดจนค้นพบสัจธรรมอะไรสักอย่าง
“ปกติร้องกระจองอแงจะตาย”
“เล็กถึงต้องโตไง”
ขนาดอัณณพยังพูดเลยว่าเธอกระจองอแง งั้นก็คงถูกแล้วที่เขาจะคิดแบบนั้น โกรธก็ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น
“จะเอาแต่พึ่งพาพ่อกับแม่แล้วก็พี่ใหญ่ตลอดไปไม่ได้”
“แล้วยังไงวะ” คนเป็นพี่นิ่วหน้าคล้ายไม่เห็นด้วยเท่าไร “พ่อแม่แล้วก็พี่เป็นคนอื่นสำหรับเอ็งหรือไง ทำไมจะพึ่งพาไม่ได้”
“จะเป็นคนอื่นได้ยังไงเล่า” เด็กสาวว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะรีบเดินไปนั่งข้างๆ พี่ชายแล้วใช้หัวแม่โป้งนวดๆ ระหว่างคิ้วให้
“เล็กแค่ไม่อยากให้ทุกคนทรีตเล็กเป็นเด็กสามขวบก็แค่นั้นเอง”
“สรุปแล้วคืออยากไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ว่างั้น”
อัณณพถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางมือบนศีรษะทุยได้รูปแล้วจับโคลงเบาๆ ถึงจะชอบแหย่ชอบแกล้งมัน
แต่อัณณพถือคติว่าเขาแกล้งได้คนเดียว คนอื่นอย่าได้หวังจะแตะน้องกู
“อื้อ” อาจจะเหมือนลูกนกหัดบิน แต่ถึงยังไงสักวันก็ต้องโบยบินด้วยปีกของตัวเองอยู่ดี
“แล้วพี่ใหญ่ยังไม่ต้องไปบอกป๋านะ เดี๋ยวเล็กจะคุยเอง”
อารมณ์และท่าทีของมนุษย์มักส่งผลต่อบรรยากาศรอบข้าง และมันก็เป็นสิ่งที่จิรัชกำลังเผชิญอยู่ ว่าจะไม่ใส่ใจแต่ก็นึกรำคาญจนสุดท้ายต้องเอ่ยปากถาม
“เป็นอะไรของมึง”
จิรัชทิ้งตัวลงนั่งก่อนหันหน้าไปทางอัณณพที่เล่นหน้านิ่วคิ้วขมวดมาเกือบทั้งวัน เห็นแล้วนึกขัดหูขัดตาจนต้องเอ่ยปากถาม
“ไอ้เล็กมันจะไปเรียนที่กรุงเทพฯ อะดิ”
