บทที่ 7 7
ภิรดาคิดว่าแพรวาอาจจะฝากงานที่เหลือให้เธอจัดการ
“พี่มองเห็นพรสวรรค์ในการทำงานของเล็กด้านนี้ แล้วพี่ก็ต้องการผู้ช่วย”
แม้ว่าคนอื่นจะทำงานมานานกว่าภิรดาก็จริง แต่บางคนเหมือนทำแบบขอไปที ทำตามแค่คำสั่งที่ได้รับมอบหมายไม่มีแพสชันจนงานออกมาไม่มีชีวิตชีวาเท่าไร
แต่กับเด็กคนนี้ถึงระยะเวลาทำงานจะไม่นานมาก แต่การทำงานแตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง มันทำให้แพรวาเหมือนมองเห็นตัวเองในช่วงที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ
“หมายถึง...ยังไงนะคะ”
คนอายุน้อยกว่าเอียงศีรษะเล็กน้อย ที่ว่าต้องการผู้ช่วยนี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่
“สนใจจะตามพี่ไปด้วยกันไหม”
แพรวารู้ว่าหากตัวเองไม่อยู่แล้วจะเป็นยังไง เธอก็แค่เสียดายไม่อยากเห็นเด็กคนนี้โดนสภาพแวดล้อมกลืนกิน
จนในท้ายที่สุดแพสชันที่แรงกล้ามันจะค่อยๆ ดับลงเพราะสังคมรอบข้าง
“เอาเก็บไปคิดดูก่อนก็ได้”
“ที่จริงแล้วเล็กมีเรื่องอยากจะบอกพี่แพรเหมือนกันค่ะ”
การที่แพรวาชวนเธอไปทำงานด้วยกันถือว่าเป็นใบเบิกทางที่ดี แต่เพราะเธอมีความตั้งใจที่จะทำอย่างอื่นเอาไว้ก่อนแล้ว
“เล็กอยากลาออกค่ะ”
“งั้นก็ช่วยไม่ได้ละนะ” คนเป็นหัวหน้าระบายยิ้มแม้จะเสียดายอยู่บ้าง “พี่ถามได้ไหมว่าเพราะอะไร”
“เล็กตั้งใจจะไปเรียนต่อน่ะค่ะ แล้วก็อยากกลับไปช่วยงานที่บ้านด้วย”
การที่อีกฝ่ายเสนอให้ไปทำงานด้วยกันแบบนั้นมันก็แปลว่าอยากให้เธอก้าวหน้าในเรื่องงาน
แต่ระยะเวลาของภิรดานั้นมีจำกัด เธอคงทิ้งครอบครัวไปทำงานต่างแดนเป็นระยะเวลาหลายปีไม่ได้หรอก
ไปเรียนต่อมันใช้เวลาไม่กี่ปีแต่ถ้าทำงานก็อาจจะต้องอยู่ระยะยาว แค่ทุกวันนี้กำนันหมานกับอัณณพยังถามตลอดว่าเมื่อไหร่จะกลับมาอยู่บ้าน
สำหรับภิรดาแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าครอบครัว
หลังจากที่แจ้งเรื่องต้องการลาออกภิรดาก็ยังต้องอยู่ให้ครบเดือน อีกอย่างต้องเร่งเคลียร์งานให้เสร็จถือเป็นการรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเอง
แต่พอออกจากงานจริงๆ ดันไม่ชินเท่าไรที่ตัวเองไม่มีอะไรทำช่วงนี้เลยรื้อห้องเก็บกวาดทำความสะอาด เหนื่อยก็มานั่งพักเปิดหนังดู หิวก็เข้าครัวหาทำอะไรง่ายๆ วันไหนขี้เกียจก็กดสั่งผ่านแอปฯ แทน
ส่วนวันนี้มีนัดกินข้าวกับเพื่อนหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างวุ่นกับงานจนไม่มีเวลามาเจอกันเลย
ภิรดารู้จักกับลิตาตอนรับน้องเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นหลังจากที่รู้ว่าบ้านของอีกฝ่ายอยู่จังหวัดเดียวกับเธอ ที่น่าขำก็คืออยู่ในอำเภอเมืองเหมือนกันเพียงแต่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน
“ลาออกแล้วจริงดิ”
เป็นคำถามรอบที่สามแล้วมั้งที่ภิรดาได้ยินจากปากเพื่อนในขณะที่อีกฝ่ายยังเคี้ยวของกินในปากไม่หยุด
“อื้อ ออกแล้ว”
ตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบว่างๆ ไปก่อนสักเดือน จากนั้นค่อยกลับไปอยู่บ้านคุยกับทุกคนเรื่องเรียนต่อแล้วค่อยยื่นสมัคร
“แล้วทำไรต่อ หางานใหม่หรือว่าจะกลับไปอยู่บ้าน”
“คงกลับบ้าน” ภิรดาตอบโดยไม่ลังเลเพราะตลอดระยะเวลาที่มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยรวมถึงทำงานมาสองปี เธอกลับบ้านแค่ช่วงวันหยุดตามเทศกาลเท่านั้น
“งี้ฉันก็เหงาดิ” ลิตาส่งเสียงโอดครวญ อยากกลับบ้านเหมือนกันแต่ชีวิตมันต้องทำงานหาเงินไง
“ทำเหมือนบ้านอยู่ไกลกัน” ปกติเวลาเทศกาลเราสองคนก็มักกลับบ้านพร้อมกัน พอกำนันหมานรู้ว่ามีลิตามาด้วยก็เลยค่อนข้างอุ่นใจที่ลูกสาวไม่ต้องขับรถกลับบ้านคนเดียว
“เออแล้วแกบอกเรื่องนี้กับพี่เตยัง?”
คำถามนั้นทำให้ภิรดาชะงักไปชั่วขณะ ท่าทีบวกกับความเงียบของเธอย่อมกระตุกความสงสัยของเพื่อนอยู่แล้ว
จะว่าไปเรื่องนี้ภิรดาก็แทบไม่ได้บอกใคร ส่วนที่พีรพลรู้เรื่องก็น่าจะเพราะเป็นเพื่อนกลุ่มๆ เดียวกันกับอดีตคนรักของเธอ
“เลิกกันแล้ว” หญิงสาวผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ “โดนเขาบอกเลิก”
“ฮะ! ถามจริง” ลิตาถึงกับวางมือเลิกสนใจของกิน “ทะเลาะกันเหรอ”
“ไม่เชิงหรอก หลังๆ มีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันเยอะด้วยมั้ง”
เธอกับเตวิทย์เริ่มคบหากันช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่พอเราก้าวขามาสู่ช่วงวัยทำงานแบบเต็มตัว การใช้ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน
เธอเข้าทำงานที่บริษัททั่วๆ ไป ส่วนฝั่งอดีตคนรักนั้นต้องช่วยบริหารงานในส่วนของธุรกิจที่บ้าน ซึ่งทางครอบครัวของชายหนุ่มเป็นครอบครัวใหญ่มีระบบกงสี การแข่งขันระหว่างพี่น้องเลยค่อนข้างสูง
‘พี่อยากให้เล็กมาทำงานด้วยกัน มาเป็นเลขาฯ ของพี่ เราจะได้เจอกันบ่อยๆ ไง’
ปัญหาระหว่างเราสองคนน่าจะเริ่มมาจากตรงนี้ เพราะเธอปฏิเสธความต้องการของเขา ภิรดามีจุดยืนของตัวเองและก็ชอบงานที่ทำอยู่
‘งานที่เล็กทำมันไม่มีความเจริญก้าวหน้า พี่หาหนทางสบายๆ ให้ทำไมถึงปฏิเสธ อีกหน่อยถ้าพี่ได้คุมงานแทนพ่อเราก็จะสบาย ลำพังเงินเดือนเล็กมันไม่พอใช้จ่ายด้วยซ้ำ’
ภิรดามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนรักที่เอาแต่ใจตัวเอง เธอเข้าใจในหน้าที่การงานของแต่ละคน ไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมาเจอกันบ่อยๆ แค่โทรคุยได้ยินเสียงหรือตอบข้อความก็สร้างความสุขใจให้กับเธอแล้ว
ระยะหลังมานี้เราเจอกันเดือนละครั้ง เจอกันแต่ละทีก็อัปเดตเรื่องราวชีวิตตามปกติ แต่กลายเป็นเธอโดนเขาต่อว่าที่ยังยิ้มได้ทั้งที่เขากำลังเครียดเพราะโดนครอบครัวกดดัน
