บทที่ 8 8
‘แม่กำลังแนะนำผู้หญิงคนอื่นให้พี่รู้จัก ท่านอยากได้ลูกสะใภ้ที่ช่วยส่งเสริมพี่ได้’
‘…’
‘พี่ถึงขอให้เล็กมาทำงานด้วยกันไง แค่นี้ทำไมถึงทำให้พี่ไม่ได้ พี่รู้ว่าเล็กเป็นผู้หญิงที่เก่ง แต่เงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่นมันพอเลี้ยงเล็กไปตลอดชีวิตหรือไง’
‘ต่อให้เล็กไปทำงานกับพี่เต มันก็ไม่ได้ทำให้แม่ของพี่ล้มเลิกความตั้งใจหรอกค่ะ’
‘นั่นแม่พี่นะ พูดอะไรระวังหน่อย’
ภิรดาเคยเจอมารดาของอดีตคนรักอยู่สองสามครั้ง แล้วเธอก็ไม่ได้โง่จนมองไม่ออกว่าท่านไม่ได้มีท่าทีพึงพอใจกันแม้แต่น้อย เธอโดนซักประวัติตั้งแต่เป็นคนที่ไหน พ่อแม่ทำงานอะไร พี่น้องมีกี่คนแล้วตอนนี้ประกอบธุรกิจอะไรอยู่
มันมีคำถามเกิดขึ้นในใจตัวเองตั้งแต่ตอนแรกว่าควรจะไปต่อหรือลองดูสักตั้ง
ตอนนั้นภิรดาเลือกลองดูก่อน อาจเพราะตอนนั้นตัวเตวิทย์เองก็กางปีกปกป้องเธอด้วยกระมัง มันคือปัญหาโลกแตกที่ค่อนข้างคลาสสิก
ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้...
ส่วนพ่อของเตวิทย์เธอเคยเจอหน้าไม่กี่ครั้ง ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ ดูต้อนรับเธอกว่าภรรยา
แต่ดูเหมือนงานค่อนข้างยุ่งและรัดตัวตลอดเวลา เลยมีแค่การทักทายแล้วบอกให้เธอทำตัวตามสบายก่อนที่จะปลีกตัวออกไปทุกครั้ง
“เล็ก แกโอเคเปล่าวะ” คงเพราะเธอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนานเกินไป ลิตาถึงได้ออกอาการเป็นห่วงแบบนี้
“ดีขึ้นเยอะ อีกอย่างมันก็ผ่านมาสามสี่เดือนแล้วด้วย” ภิรดาระบายยิ้ม ที่บอกว่าดีขึ้นก็หมายความตามนั้นจริงๆ
“ที่ไม่ได้บอกเพราะเห็นแกเครียดๆ กับงาน”
“แล้วพี่เตมันได้บอกไหมว่าเลิกเพราะอะไร”
คนโดนบอกเลิกส่ายหน้า ถึงจะรู้ตัวว่าระยะหลังมันมีปัญหาเข้ามาเยอะ แต่พอโดนคนรักบอกเลิกแบบนั้นมันย่อมสร้างความเสียใจให้กับเธออยู่แล้ว
“ไม่ได้บอกหรอก ขนาดบอกเลิกยังส่งมาแค่ข้อความเลย”
ถ้าให้พูดตามตรงก็คือตั้งแต่วันที่เตวิทย์ส่งคำบอกเลิกมา อย่าว่าแต่หน้าเลยแค่โทรหาเขาก็ยังไม่คิดจะรับสาย ส่งข้อความไปกดอ่านแต่ไม่ตอบอะไรกลับมา
ภิรดายอมรับว่าหลายเดือนที่ผ่านมาเธอมีช่วงเวลาที่จมอยู่กับความเสียใจ อาจเพราะเธอเลือกที่จะลองสู้กับความสัมพันธ์นี้ ทั้งที่รู้ว่ามารดาของอดีตคนรักไม่ต้อนรับกันเท่าไร
คิดแค่ว่าบางทีมันอาจจะดีขึ้น แต่ดูเหมือนมันเป็นเพียงการคิดไปเองมากกว่า
“จะเลิกกันทั้งทียังไม่กล้าพูดต่อหน้าเลยเหรอ ไอ้ผู้ชายเส็งเคร็ง!” ลิตากัดฟันกรอด โกรธแทนเพื่อนจนกำหมัดแน่น ภิรดาเห็นแบบนั้นเลยต้องเอื้อมมือตบมือเบาๆ
“ช่างมันเถอะ” จบแล้วก็จบไป “กินต่อได้แล้ว เดี๋ยวก็เย็นหมด”
ภิรดามีรถยนต์ส่วนตัวแต่น้อยครั้งที่เธอจะใช้งานมันเพราะการจราจรในกรุงเทพฯ ค่อนข้างแน่นขนัดโดยเฉพาะเวลาหลังเลิกงาน ส่วนใหญ่เธอเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแม้ว่าคนจะเต็มขบวนแต่ก็เดินทางถึงห้องไวกว่า
ยอมยืนเบียดกันบนรถไฟฟ้าไม่กี่นาทีดีกว่านั่งอยู่บนรถแล้วติดแหง็กอยู่บนท้องถนนหลายชั่วโมง
กลับถึงห้องแต่ละทีสิ่งแรกที่ทำคือถอดรองเท้าแล้วเดินไปทิ้งตัวกับโซฟาตัวนุ่ม นอนเหม่อมองเพดานอยู่สักพักแล้วถึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้างามเมื่อเห็นข้อความกรุปไลน์ของครอบครัว ภิรดายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองลาออกจากงาน เพราะเธอยังอยากจัดการอะไรอีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับไป
กำนันหมาน : น้องเล็กกลับถึงห้องหรือยัง
กำนันหมาน : อย่าลืมกินข้าว
คุณนายแม่ : วันนี้แม่ทำขนมจีนน้ำพริกให้ป๋ากับพี่ใหญ่
คุณนายแม่ : ส่งรูป
พี่ใหญ่ : อร่อย
พี่ใหญ่ : แต่ไอ้เล็กไม่มีบุญได้กิน 555
กำนันหมาน : ถ้าน้องเล็กอยากกินเดี๋ยวป๋าให้ไอ้ใหญ่ขับรถไปส่งตอนนี้เลย
พี่ใหญ่ : เกินไปแล้วครับกำนันหมาน
คุณนายแม่ : ส่งสติกเกอร์
ภิรดาไล่อ่านแต่ละข้อความด้วยรอยยิ้ม จะกี่ปีผ่านไปกำนันหมานกับพี่ใหญ่ก็ยังหาเรื่องทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวัน แต่มันก็เหมือนเป็นสีสันของบ้านเธอไปแล้ว
ไม่ได้ทะเลาะกันจริงจังอะไรหรอกแค่อัณณพชอบหาเรื่องแหย่คนเป็นพ่อก็เท่านั้น
น้องเล็ก : วันนี้เล็กมีนัดกินข้าวกับลิตา เพิ่งกลับถึงห้องเมื่อกี้เองค่ะ
น้องเล็ก : ไว้อาบน้ำเสร็จแล้วเดี๋ยวเล็กโทรหานะคะ
เธอเพิ่งเห็นว่าอัณณพทักไลน์แยกมาพอเปิดอ่านข้อความที่พี่ชายส่งมาแล้วถึงกับหัวเราะลั่นห้อง นิ้วเรียวรีบพิมพ์ตอบกลับทันที
พี่ใหญ่ : อย่าบ้าจี้ตามป๋านะไอ้เล็ก
พี่ใหญ่ : เอ็งก็รู้ว่าป๋าเป็นจริงเป็นจัง
น้องเล็ก : ขับรถมาส่งให้น้องแค่นี้ก็ไม่ได้
น้องเล็ก : ส่งสติกเกอร์ร้องไห้
คิดถึงการเย้าแหย่ได้ต่อปากต่อคำกับอัณณพมาก ถึงเจ้าตัวจะส่งข้อความมาแบบนั้นแต่ถ้าอ้อนบอกพี่ชายว่าอยากกินกับข้าวฝีมือแม่จริงๆ เชื่อว่ายังไงอีกฝ่ายเต็มใจบึ่งรถมาหาแน่ๆ
แค่แกล้งแหย่ไปงั้น ไว้ค่อยบอกอีกทีว่าล้อเล่น
ยังไม่มีใครกดอ่านข้อความเพราะงั้นก็เลยนั่งเล่นโทรศัพท์เรื่อยเปื่อย กระทั่งปลายนิ้วของภิรดาชะงักเมื่อเห็นโพสต์ของกลุ่มเพื่อน รอยยิ้มที่ค้างไว้ก่อนหน้านี้ค่อยๆ เลือนหายเมื่อความจริงปรากฏแบบกระจ่าง
ถึงจะบอกว่าสภาพจิตใจดีขึ้นมากแล้ว แต่ตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้าเธอก็ยังเลือกกดโทรหาอดีตคนรักอีกครั้งแต่ก็ไร้วี่แววการรับสาย
ไม่ได้อยากกลับไปอยู่ในจุดเดิม เพียงแต่เธอต้องการรู้ว่าสาเหตุที่เขาทำแบบนั้นคืออะไร
ภิรดาคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงก่อนระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ เกิดมาเพิ่งเคยมีความรักแค่สองครั้ง รักแรกโดนปฏิเสธจนหน้าชาแถมยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องดั้นด้นมาเรียนถึงกรุงเทพฯ ส่วนครั้งที่สองก็เพิ่งจะโดนบอกเลิกไปนี่ไง
