บทที่ 9 9

ข้อความที่เธอส่งไปยังไม่ถูกอ่าน ส่วนข้อความสุดท้ายจากฝั่งของชายหนุ่มก็ยังเป็นประโยคตัดความสัมพันธ์ที่มีมานานสามปี

เตวิทย์ : เราไปกันไม่รอดหรอกเล็ก

เตวิทย์ : พี่ลองคิดดูแล้ว เราเลิกกันเถอะ

เตวิทย์ : ขอโทษ

ตอนนั้นเธอเหมือนคนสติหลุดลอยไปพักหนึ่งถึงได้กระหน่ำโทรหา แค่อยากได้เหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจเลิกกันแทนที่จะเปิดใจคุยถึงปัญหา

ภิรดาไม่รู้ว่าเธอโดนบอกเลิกด้วยสาเหตุอะไร แต่ดูเหมือนว่าในช่วงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ในระหว่างที่ความเศร้าและความเสียใจโถมเข้ามานั้น อีกฝ่ายยังคงใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ดีแล้วละ รั้งไปก็คงเหนื่อยเปล่า

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นรัวๆ พาให้หยุดคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง คว้ามันขึ้นมาดูรอยยิ้มถึงปรากฏบนใบหน้ารูปไข่อีกครั้ง ถึงจะตีกันบ่อยแต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต

บุคคลที่ยังอยู่กับเธอเสมอก็คือครอบครัว

“เล็กกำลังจะพิมพ์ตอบ” คงเพราะเห็นว่าเธอกดอ่านแต่ไม่ตอบข้อความสักที อัณณพเลยกดโทรหา

“จะกินจริงใช่ไหม?” เป็นคำถามเดียวกับที่เจ้าตัวพิมพ์ถามมาก่อนหน้านี้ หนำซ้ำน้ำเสียงของพี่ชายดูเหนื่อยหน่ายไม่น้อย

แต่ก็นั่นแหละ...เธอเป็นน้องสาวคนเดียวของเขายังไงเล่า

“รอก่อนแล้วกัน เดี๋ยวขับไปส่งแต่น่าจะถึงดึกหน่อย”

สำหรับภิรดาแล้ว นอกจากกำนันหมานผู้เป็นพ่อ ก็ยังมีอัณณพที่เปรียบเสมือนฮีโรของเธอเสมอมา

“พี่ใหญ่”

ตอนแรกยังมีความลังเลเพราะยังอยากจัดการอะไรหลายๆ อย่าง แต่ตอนนี้ภิรดาคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว

“เล็กลาออกจากงานแล้วนะ”

ทางปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะออกคำสั่ง

“เดี๋ยวๆ เปิดกล้องหน่อยดิ๊”

“ให้เปิดทำไม” ถึงจะถามแบบนั้นแต่ก็ยอมเปิดกล้องตามคำสั่งพี่ชาย เจ้าตัวชะโงกหน้าเข้าใกล้กล้องราวกับมันจะทำให้เห็นหน้าเธอใกล้ขึ้นอย่างนั้นแหละ

“ก็ดูปกติดี” อัณณพผ่อนลมหายใจ “แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงลาออก”

“เล็กอยากกลับไปอยู่บ้าน” น้องสาวฉีกยิ้มใส่กล้องในขณะที่พี่ชายคิ้วขมวดมุ่น แน่นอนว่าคนอย่างอัณณพไม่เชื่อคำพูดของเธอเท่าไรหรอก

“เป็นอะไร” คราวนี้ท่าทีของอีกฝ่ายดูเคร่งขรึมลงกว่าเดิมหลายเท่า “น้องเล็ก”

“ไม่มีอะไร เล็กแค่เบื่องานเฉยๆ”

ความห่วงใยนั้นภิรดารับรู้ได้ในทันที ซึ่งเธอไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องคิดมาก โดยเฉพาะพ่อกับแม่

“อีกอย่างเล็กคิดถึงป๋ากับแม่ คิดถึงพี่ใหญ่ คิดถึงบ้านด้วย”

“งั้นก็กลับมาบ้านเรา”

เป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่มีความหมายและสร้างความอบอุ่นให้กับคนฟังยิ่งกว่าสิ่งใด

“อื้อ เล็กก็ตั้งใจไว้แบบนั้นแหละ” ภิรดาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม แต่ถึงจะยิ้มได้เธอก็รู้ว่าอัณณพมองออกว่าน้องสาวอย่างเธอน่าจะมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ

“พี่น่าจะถึงคอนโดฯ เอ็งประมาณตีสอง”

“ไม่เอาไม่อยากให้ขับรถตอนกลางคืน” รีบทักท้วงไม่งั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อจากนี้อัณณพได้บึ่งรถเข้ากรุงเทพฯ แน่ๆ

“ไว้มาตอนเช้านะพี่ใหญ่”

“แน่ใจ?” คนเป็นน้องพยักหน้ายิ้มๆ จนพี่ชายยอมเออออไปด้วย “จะให้บอกป๋ากับแม่ว่าไง”

“ยังไม่ต้องบอกค่ะ” ขืนบอกไปกำนันหมานได้โวยวายร้องมาด้วยพอดี “ไว้เล็กจะกลับไปเซอร์ไพรส์”

“เค ตามนั้น” ภิรดากำลังจะเอ่ยปากขอวางสาย แต่คนเป็นพี่กลับตะโกนขึ้นเสียจนเธอต้องดึงโทรศัพท์ออกห่าง

“เออๆ กูคุยกับน้องอยู่ เดี๋ยวไปไอ้ห่า!”

ตอนนี้พี่ชายเธอยังไม่กลับบ้าน ถ้างั้นคงมีไม่กี่ที่หรอกที่คนอย่างอัณณพจะขลุกอยู่ทั้งวัน

“แค่นี้ก่อนไอ้เปี๊ยก ไอ้ขุนแม่งโวยวายแล้ว พรุ่งนี้พี่จะรีบไปรับ โอเค้?”

“อ้อ...อื้อ”

สายตัดไปแล้วโดยที่อัณณพเป็นฝ่ายวางไปก่อน ส่วนเธอยังนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นหลังจากได้ยินชื่อใครบางคน จะว่าไปมันผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ยินชื่อของผู้ชายคนนั้น...

“ขนไปแค่นั้นก็พอ ยังไงมาทำธุระกรุงเทพฯ ก็ต้องมานอนที่นี่อยู่ดี” อัณณพดักคอน้องสาวที่เอาแต่ยืนมองรอบๆ ห้อง เหมือนครุ่นคิดว่าจะแบกอะไรกลับไปบ้านอีกที

“จะเสด็จได้ยังครับคุณน้องเล็ก”

“เล็กใจหายนิดหน่อยอะ” ภิรดาหันไปย่นหน้าใส่พี่ชาย ดีใจที่ได้กลับบ้านก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกใจก็โหวงในอกที่ต้องจากเซฟโซนของตัวเอง

หลายปีมานี้มันเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของเธอ

“ถ้าป๋าได้ยินคงน้อยใจตายห่า” ตอนที่พ่อรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักจะกลับไปอยู่บ้าน หลังจากวางสายแล้วก็รีบล็อกคิวเขาให้ขับรถมารับน้อง

“ไม่รู้ป่านนี้ขึ้นป้ายต้อนรับลูกสาวคนเล็กกลับบ้านหรือยัง”

เขาก็ดันหลุดปากบอกไปว่าภิรดาลาออกจากงานแล้ว ตอนแรกคนเป็นพ่อจะขับรถมาเอง ดีที่ต่อสายแล้วให้มันเป็นคนห้ามพ่อเอง

คนอย่างไอ้ใหญ่จะเอาไรไปสู้น้องได้ ไอ้เล็กพูดคำเดียวกำนันหมานก็ไม่กล้าขัดใจแล้ว

“พี่ใหญ่ก็เวอร์ไป” ภิรดาเบิกตากว้าง ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่ใจก็แอบระแวงกลัวว่าท่านจะทำอย่างที่อัณณพว่ามา เพราะขนาดตอนที่เธอเรียนจบคนเป็นพ่อก็ทำแบบนั้นจริงๆ

“ไม่เวอร์หรอก” อัณณพว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “ทำเหมือนไม่รู้จักกำนันหมานไปได้”

“เล็กโทรเช็กก่อน เผื่อป๋าทำงั้นจริงจะได้รีบให้พี่ไจ๋ปลดลง” 

ที่จริงพี่ไจ๋เป็นคนขับรถมารับเธอกับอัณณพ แต่ตอนนี้เขาขับรถเธอล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

“แถวนี้มีอะไรอร่อยบ้างปะ ท้องร้องหิวข้าวว่ะ”

คนบ่นหิวข้าวดึงโทรศัพท์เธอหย่อนใส่กระเป๋าสะพาย พลางลากสัมภาระใบโตไปรอที่ประตู

บทก่อนหน้า
บทถัดไป