บทที่ 5 ห้ามรัก EP.5
EP.5
เรามาถึงร้านตอนสองทุ่มครึ่ง ยัยคะนิ้งก็สั่งเครื่องดื่มมาเต็มโต๊ะจนฉันสงสัย สรุปคือนัดผู้ชายมาอีกแล้ว ฉันอยากจะบ้า
และผู้ชายคนนั้นก็คงหนีไม่พ้นพี่คิวเพราะช่วงนี้ยัยนิ้งมันคลั่งผู้ชายคนนี้เหลือเกิน
"ได้ยินว่าพี่เขามีแก๊งที่สนิทกันสี่คน แต่พวกผู้หญิงที่คุยกับเขาไม่เคยมีใครได้ไปเจอ เพราะพี่เขาจะไม่พาไป" ยัยนั่นยิ้มกรุ้มกริ่มไม่รู้เพ้อฝันอะไรอยู่ "ฉันว่าถ้าเป็นคนสำคัญกับพี่เขาต้องพาไปแน่"
"..." ฉันนั่งฟังยัยนั่นพูดไป ตั้งแต่เข้าร้านมาก็พูดถึงแต่เรื่องผู้ชาย นี่แหละยัยคะนิ้ง
"แกว่าพี่เขาเป็นไง"
"เจ้าชู้ นิสัยไม่ดี" ฉันตอบเสียงเรียบแล้วเล่นมือถืออย่างไม่ใส่ใจ
"ฉันว่าเขาไม่ได้เจ้าชู้นะ เหมือนยังไม่เจอคนที่ถูกใจมากกว่า" นั่นแหละเหตุผลของคนเจ้าชู้ มันหนักกว่าคนนอกใจเป็นล้านเท่าเพราะทำคนเสียใจมากกว่าหนึ่ง "แล้วเขานิสัยไม่ดีตรงไหน แกอคติกับเขาทำไมเนี่ย"
"ถามจริง ทำไมคนนี้แกจริงจังวะ แค่เล่น ๆ ไม่ใช่เหรอ" เอาจริง ๆ ฉันไม่อยากให้มันจริงจังกับคนนี้เลย ดูเขาไม่แคร์ใครซักคนนอกจากตัวเอง
"เอาจริงนะ ถ้าพี่เขายอมคบฉัน ฉันจะเลิกกับน้องบอล" คำตอบของคะนิ้งทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมามองมันทันที
"แต่น้องบอลไม่เคยทำให้ให้แกเสียใจเลยนะ ตั้งสติหน่อย แกจะเลือกคนแบบพี่คิวแล้วทิ้งคนที่เขารักเดียวใจเดียวเหรอ" ฉันถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ เชื่อมโยงหลายเรื่องเข้าหากันจนรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่หัวไปหมด
"ฉันชอบความท้าทาย แต่บอลดูดจืดชืดว่ะ ไม่มีปัญหามาให้ตื่นเต้นเลย อีกอย่างก็อยู่ไกลกันอะฉันเหงา"
เหตุผลของพี่ดรีมก็คงเป็นแบบนี้ใช่ไหม เพราะฉันมันจืดชืดและไม่น่าตื่นเต้น ฉันดูเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวสำหรับเขา
เพราะแบบนี้ไงฉันถึงเปลี่ยนตัวเองมาเป็นพวกชอบแต่งตัวแต่งหน้าหลังจากที่เราเลิกกันแต่ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนเพื่อตัวเองเท่านั้น เพราะยังไงเราก็กลับมาหากันไม่ได้อีกแล้ว
หรือต่อให้เขากลับมา ตอนนี้ฉันก็คงไม่คิดจะคบเขาอีก
"..." ฉันได้แต่เงียบไม่อยากพูดต่อ
ซักพักพี่คิวก็มานั่งกับเรามากับเพื่อนอีกคนชื่อวิลเพื่อนไม่ซ้ำหน้าเลย ผู้หญิงก็คงเช่นกัน
ฉันยกมือไหว้ตามมารยาทแล้วก้มเล่นมือถือเงียบ ๆ คนเดียวอยู่อย่างนั้น ยัยคะนิ้งก็ชวนพี่สองคนคุยไปอย่างอารมณ์ดี
"น้องเตยนี่ติดมือถือเหรอ" เสียงของพี่คิวที่พูดถึงฉันทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาก็ยิ้มแบบทุกครั้งส่งมาให้
"เปล่าค่ะ แค่ไม่มีอะไรทำ" ฉันตอบเสียงเรียบแล้วก้มเล่นมือถือต่อ
"มันอกหักค่ะพี่คิว วันนี้ไปเจอแฟนเก่ามากับเมียใหม่ เขาจะแต่งงานกันเดือนหน้า"
"คะนิ้ง" ฉันเรียกชื่อเพื่อนเพื่อเตือนสติ "เรื่องส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเล่าให้คนนอกฟังหรือเปล่า"
"คนนอก..." ได้ยินเสียงพี่คิวหัวเราะออกมาในลำคอ ฉันจึงหันไปมอง เขาก็กอดอกอมยิ้มโดยที่มองลงไปยังแก้วของตัวเองเหมือนคิดว่าฉันเป็นตัวตลก
"คบกันนานเหรอ" พี่วิลถามและหันมาสนใจฉันจากที่ตอนแรกสนใจดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่
"ห้าปีค่ะ" ยัยคะนิ้งตอบแทนฉัน
"แล้วเลิกกันทำไม ขอโทษนะที่ถามเยอะพี่จะได้ปลอบใจถูกวิธี" พี่วิลพูดแล้วหัวเราะออกมา
"เขานอกใจค่ะ" อันนี้ฉันตอบเองแล้วยิ้มออกมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทั้งที่เมื่อกลางวันยังแอบร้องไห้อยู่เลย
"เออพี่ก็ว่าแปลกนะ ทำไมคนเราถึงชอบทิ้งคนที่คบกันมานานแล้วเลือกคนที่แอบคุยกันไม่กี่เดือน บางทีก็คุยกันไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ" ฉันก็สงสัยอย่างที่พี่วิลสงสัยเหมือนกัน
แต่เหตุผลมันก็คงเหมือนกับยัยคะนิ้งตอนนี้
"คนเก่ามันไม่น่าตื่นเต้นมั้งคะ"
"แอบกินกันมันตื่นเต้นกว่าไง" คำพูดนี้ดังมาจากปากของพี่คิว เขาพูดแล้วปรายตามามองฉันพร้อมกับเหยียดยิ้มออกมา
เรื่องนี้มันก็กระทบทุกคนแหละ แต่ฉันกลับอยากเอาขวดเหล้าตรงหน้าทุบหัวเขาซักที พูดแบบนี้ต้องการจะสื่อถึงเรื่องฉันกับเขาอยู่หรือเปล่าเพราะสายตาและรอยยิ้มมันสื่อแบบนั้น
"พี่คิวคงชอบ แต่เตยไม่ชอบ" ฉันตอบเสียงเรียบแล้วเบือนหน้าหนีก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอเหมือนเดิม
"ไม่ชอบจริง?"
"..." ฉันจ้องหน้าเขาแล้วก็หลบสายตาเจ้าเล่ห์นั่นกลับมา ถ้ามองกันนานกว่านี้ยัยคะนิ้งคงได้สงสัยแน่
"เพราะอย่างนี้ไงแกถึงโดนทิ้ง หัดทำตัวให้มันน่าตื่นเต้นมั่งดิ" ยัยคะนิ้งพูดแล้วยิ้มออกมาพร้อมกับมองพี่คิว
"..." ฉันพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะยกแก้วตัวเองขึ้นดื่มจนหมด "ฉันอยากกลับแล้ว แกอยู่กับพี่เขาได้ใช่ไหม"
"เอ้า! เออ ๆ ตามใจแก กลับเองนะ" ยัยนั่นตอบแบบไม่ต้องคิด ฉันจึงลุกขึ้นแล้วหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองขึ้นมาถือไว้
"ลาค่ะ" ฉันบอกพวกพี่ ๆ แล้วยกมือไหว้ก่อนจะหมุนตัวกลับมา
ฉันไม่น่าออกมากับมันเลย มาเสียความรู้สึกเปล่า ๆ
พอออกมานอกร้านได้ฉันก็เรียกรถแต่คงไม่กลับหอ หงุดหงิดแบบนี้ไปนั่งร้านเหล้าคนเดียวคงสบายใจกว่า
คิดได้ดังนั้นฉันก็นั่งรถมาอีกร้าน สั่งเครื่องดื่มเบา ๆ มานั่งดื่มคนเดียว ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านเมื่อกี้ไม่ไกลนัก บรรยากาศสบาย ๆ คนก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่เพลงก็เป็นแนวช้า ๆ เหมาะกับคนกำลังอกหัก
ซึ่งจะรวมฉันเข้าไปด้วยอีกคนก็คงไม่ผิด
"หวัดดี" ขณะที่กำลังนั่งมองนักร้องร้องเพลงเพลิน ๆ เสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา ฉันจึงหันไปมองแล้วยิ้มให้ตามมารยาท
"ค่ะ"
"มาคนเดียวเหรอครับ" เขาถามแล้วหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามฉัน "ขอนั่งชนแก้วด้วยได้ไหม"
"อ่อ ได้ค่ะ" ฉันตอบแล้วยิ้มให้ ก่อนจะยื่นแก้วไปชนกับเขา
เราคุยกันไปซักพักก็ได้รู้ว่าเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันอยู่ปีสามคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ชื่อ ซัน หน้าตาดีมากเหมือนกัน เขามากับเพื่อนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะห่างจากฉันไม่กี่โต๊ะ
"แล้วเตยมายังไง"
ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้วฉันจึงขอตัวกลับ คิดเงินแล้วออกมาจากตรงนั้น
"เราเรียกรถมา"
"ให้ไปส่งไหม" เขาเดินตามออกมาแล้วถามขึ้น ตอนนี้เพื่อน ๆ ของเขาก็แซวกันใหญ่
"ไม่เป็นไร เรากลับเองได้" ฉันบอกแล้วส่งยิ้มให้อีกเช่นเคย
"ไม่ได้เมาใช่ไหม" คำถามเหมือนเป็นห่วง แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่คิดไม่ดีก็ถามแบบนี้เหมือนกัน
"ไม่เมา" ที่จริงก็มีนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับไม่ไหว
"งั้นเราขอไลน์ได้ปะ"
ฉันพยักหน้าให้แล้วจึงรับมือถือของเขามากดไอดีตัวเอง กดแอดเพื่อนแล้วส่งกลับไป
"เราไปก่อนนะ" ฉันหันไปบอกเพราะรถที่เรียกมารับมาถึงพอดี
"โอเค ถึงหอบอกด้วยนะ"
จะว่าไปแล้วเขาก็ดูเป็นคนดีนะไม่ได้ดูเจ้าชู้อะไร ออกจะเป็นคนใจดีมาก ๆ ด้วย
"เตย!" ไม่ทันที่จะเดินไปถคงรถเขาก็เรียกชื่อฉันอีกครั้ง
"ว่า"
"โสดใช่ไหม"
ฉันไม่ได้ตอบออกไปแต่พยักหน้าให้เขาแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเดินขึ้นรถกลับหอตัวเอง
พอมาถึงหอก็เห็นรถของใครบางคนที่คุ้น ๆ ตาจอดอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะใช่คนที่ฉันคิดไว้หรือเปล่าเพราะฉันดันจำป้ายทะเบียนรถเขาไม่ได้นี่สิ
ถ้าใช่เขาก็คงจะมาเอาของที่ลืมไว้ล่ะมั้ง แต่ขอภาวนาให้ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้แล้วกันเพราะฉันเพิ่งจะบอกกับตัวเองไปว่าจะพยายามไม่เจอเขาแบบนี้อีก
แต่สุดท้ายก็ต้องเจออยู่ดีเพราะโลกตั้งใจเหวี่ยงผู้ชายคนนี้มาให้ฉันสินะหรือไม่เขาก็เหวี่ยงตัวเองเข้ามาหาฉัน
"นั่งรถกลับหอนานจัง" นี่คือคำทักทายของเขาและรอยยิ้มกวน ๆ แบบเดิม
"..." ไม่ตอบแกล้งไม่ได้ยิน
"คนขับเขาคงขับรถวนรอบเมืองเลยมั้ง" พี่คิวยังคงพูดต่อแล้วเดินตามฉันมาจนถึงหน้าห้อง
"แล้วพี่ยุ่งอะไร"
"เมียทั้งคนก็ต้องห่วงหรือป่าว“
