บทที่ 1 เจ้าสาวสวมรอย 1

“มีเวลาสามสิบนาที... ที่จะลืมว่าตัวเองชื่อรินทร์”

หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวกล่าวกับเงาสะท้อนในกระจกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังทบทวนขั้นตอนสุดท้ายของงานชิ้นหนึ่งที่ผิดพลาดไม่ได้

ไม่มีน้ำตา ไม่มีเวลาหวาดกลัว และไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนใจ

‘รินทร์’ ยกมือขึ้นจัดต่างหูเพชรให้เข้าที่ ก่อนเลื่อนปลายนิ้วลงตรวจสร้อยคอให้จี้อยู่ตรงกึ่งกลางพอดี ชุดแต่งงานซึ่งตัดเย็บขึ้นตามสัดส่วนของผู้หญิงอีกคนกลับแนบสนิทกับร่างอย่างน่าขัน อาจเพราะหล่อนกับผู้หญิงคนนั้นมีสายเลือดครึ่งหนึ่งร่วมกัน หรืออาจเพราะคนที่วางแผนเรื่องทั้งหมดเตรียมการไว้ละเอียดเกินกว่าจะยอมให้ข้อผิดพลาดเล็กน้อยเกิดขึ้น

ดวงตาคู่สวยที่ถูกแต่งแต้มจนสวยมากกว่าทุก ๆ วัน เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง... อีก 29 นาที

โทรศัพท์เครื่องเดิมถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าหนังสีดำด้านในสุดของตู้เสื้อผ้า ส่วนเครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเป็นของ ‘เฌอร์ลิน พิทักษ์ศิริ’ พร้อมรูปภาพ ประวัติการเดินทาง รายชื่อเพื่อน และบทสนทนาบางส่วนซึ่งรินทร์ถูกบังคับให้จดจำภายในเวลาไม่ถึงสองวัน

‘เฌอร์ลิน พิทักษ์ศิริ ชื่อเล่น ลิน เกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน กรุ๊ปเลือดเอ เรียนจบจากสถาบันธุรกิจในอังกฤษ ชอบอาหารญี่ปุ่น แพ้ถั่วเปลือกแข็ง ขี่ม้าเป็น สะสมงานศิลปะและเป็นจิตกรสมัครเล่น เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นงานอดิเรก’

รินทร์ไม่ชอบปลาดิบ ไม่เคยขี่ม้า และงานศิลปะชิ้นที่แพงที่สุดในบ้านคือภาพดอกไม้ราคา 80 บาท ที่แม่ซื้อมาจากตลาดนัด

ทว่าตั้งแต่วินาทีที่หล่อนลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส ความจริงเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

หญิงสาวหยิบปากกาจากโต๊ะขึ้นมา เขียนชื่อลงบนกระดาษอีกครั้ง

‘เฌอร์ลิน พิทักษ์ศิริ’

เส้นตัวอักษรใกล้เคียงต้นฉบับมากพอ จนคนทั่วไปไม่น่าจับผิดได้ แต่ผู้ชายที่อยู่ด้านในห้องนั้นไม่ใช่คนทั่วไป

‘อธิกรณ์ มหิศรนันท์’ เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอำนาจแห่งมหิศรนันท์ ที่ขึ้นชื่อว่าอ่านคนเก่ง ตัดสินใจเร็ว และไม่เคยปล่อยความผิดปกติเล็กน้อยให้ผ่านสายตา ข้อมูลที่ได้รับมาก็คือ เขาไม่เคยพบเฌอร์ลิน เพราะว่าที่เจ้าสาวใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาเกือบตลอด แต่ถึงไม่เคยพบ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาต้องแต่งงานด้วย โดยเฉพาะการแต่งงานครั้งนี้เต็มไปด้วยเงื่อนไข

รินทร์วางปากกาลง แล้วมองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง

“ชื่อ วันเกิด ประวัติการเรียน อาหารที่ชอบ คนที่รู้จัก”

หล่อนทวนทุกอย่างช้า ๆ ไม่ต่างจากการตรวจรายการสินค้าก่อนรับเข้าคลัง เพราะสำหรับรินทร์ สิ่งที่กำลังทำไม่ใช่การเล่นละคร แต่มันคือ ‘งาน’

งานชิ้นหนึ่งซึ่งมีชีวิตของแม่เป็นค่าตอบแทน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง

“คุณลินคะ เหลืออีกยี่สิบนาทีค่ะ”

“ทราบแล้วค่ะ”

รินทร์ขานรับผู้หญิงด้านนอก ที่เป็นเลขานุการของ ‘พงศ์พิทักษ์ พิทักษ์ศิริ’ ผู้ที่ออกคำสั่งให้หล่อนต้องรับหน้าที่เจ้าสาวในวันนี้ และคุณเลขาก็ได้รับมอบหมายให้คอยติดตามหล่อนตั้งแต่เช้า อีกฝ่ายไม่ได้มาช่วยจัดชายกระโปรงหรือถามว่ารู้สึกอย่างไร แต่มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเจ้าสาวตัวแทนจะไม่เปลี่ยนใจหนีไปก่อนภารกิจสำเร็จ

รินทร์หยิบกระดาษแผ่นเล็กซึ่งพับอยู่ใต้กล่องเครื่องประดับออกมา เป็นใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาล ยอดตัวเลขด้านล่างสูงมากพอจะทำให้คนทำงานเงินเดือนธรรมดาต้องใช้เวลาหลายปีจึงหาได้ครบ

แม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดคืนนี้ และโรงพยาบาลจะเริ่มดำเนินการทันที หลังพงศ์พิทักษ์ได้รับการยืนยันว่าหล่อนเข้าสู่ห้องหอและทำหน้าที่ตามข้อตกลงแล้ว

ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับความเมตตา เป็นเพียงการแลกเปลี่ยน

ชีวิตแม่ แลกกับชื่อของ ‘ลูกสาว’ อีกคน

รินทร์พับกระดาษเก็บกลับที่เดิม จากนั้นลุกขึ้นยืน ตรวจชายกระโปรง และเดินตรงไปยังประตู ก่อนมือจะจับลูกบิด หล่อนหยุดเพียงชั่วขณะ

“ผิดได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องชื่อ”

หญิงสาวกล่าวกับตัวเองเบา ๆ จากนั้นจึงเปิดประตูออกไป

ทางเดินบนชั้นสูงสุดของโรงแรมเงียบกว่าด้านล่างมาก แขกในงานแต่งงานทยอยกลับไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงพนักงานไม่กี่คนยืนรอรับคำสั่ง ทุกคนก้มศีรษะให้หล่อน บางสายตาชื่นชม บางสายตาอิจฉา บางสายตาอยากรู้ว่า หญิงสาวผู้โชคดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศรู้สึกอย่างไร ในคืนแต่งงานกับประธานหนุ่มแห่งมหิศรนันท์

แต่ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าสาวกำลังเดินเข้าสู่ชีวิตสมรสด้วยชื่อที่ไม่ใช่ของตนเอง

รินทร์เดินตามเลขานุการของพงศ์พิทักษ์ไปจนถึงหน้าห้องสวีต ตรงหน้าประตูมีชายร่างสูงในชุดสูทสีดำยืนรออยู่ เขาคือเลขานุการของอธิกรณ์ ชายที่แทบไม่แสดงสีหน้าเลยตลอดพิธี

“คุณอธิกรณ์รออยู่ด้านในครับ”

รินทร์พยักหน้าจะก้าวเข้าไป ทว่ามือของเลขานุการพงศ์พิทักษ์แตะข้อศอกหล่อนเบา ๆ

“คุณลินคะ”

รินทร์หันไปมอง อีกฝ่ายยังคงยิ้มอย่างสุภาพ แต่แววตาเย็นเฉียบ

“ทันทีที่คุณเข้าไปในห้องนี้ ทางโรงพยาบาลจะได้รับคำยืนยันให้เริ่มการรักษาคุณแม่ตามข้อตกลงค่ะ”

รินทร์นิ่งไปเพียงชั่วขณะ แววตาเย็นเฉียบไม่ต่างกันจ้องหน้าคุณเลขานิ่ง

“คุณกำลังเตือนฉัน หรือขู่ฉันคะ”

“ดิฉันเพียงไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดค่ะ”

“ถ้าฉันทำหน้าที่ไม่สำเร็จ การรักษาของแม่ก็จะหยุด?”

หญิงสาวตรงหน้าไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ทุกอย่างจะดำเนินไปตามผลของงานค่ะ”

รินทร์มองอีกฝ่ายนิ่ง ก่อนดึงแขนออกจากมือที่แตะอยู่

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปบอกคุณพงศ์พิทักษ์ได้เลยค่ะว่า ฉันจะไม่ยอมให้แผนของคนที่ใช้ชีวิตแม่ของฉัน ผูกไว้กับข้อตกลง ล้มง่าย ๆ หรอก”

เลขานุการชะงัก และรินทร์ไม่ได้รอฟังคำตอบ ไม่มีประโยชน์ต้องข่มขู่คนที่รู้ดีอยู่แล้วว่า หากพลาดเพียงครั้งเดียว คนที่ต้องจ่ายราคาสูงที่สุดไม่ใช่มหิศรนันท์หรือพิทักษ์ศิริ แต่คือหล่อน

ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน เลขานุการของอธิกรณ์ผายมือเชิญ รินทร์จึงก้าวผ่านเข้าไปโดยไม่ลังเล

บทถัดไป