บทที่ 2 เจ้าสาวสวมรอย 2
ห้องรับรองกว้างใหญ่ถูกจัดไว้อย่างเรียบหรู แสงจากเมืองด้านนอกลอดผ่านกระจกบานสูง อธิกรณ์นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มกลางห้อง เสื้อสูทถูกถอดพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอก เขาไม่ได้มองเจ้าสาว
บนโต๊ะตรงหน้ามีเอกสารหลายชุด กระดาษทุกแผ่นเต็มไปด้วยตัวเลข ตาราง และเงื่อนไขเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับการแต่งงานในวันนี้ ราวกับพิธีทั้งหมดเป็นเพียงหนึ่งรายการในตารางงานของเขา
“เข้ามาสิ... ลิน”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น โดยเจ้าของยังไม่เงยหน้า รินทร์หยุดเพียงเศษเสี้ยววินาที นี่เป็นครั้งแรกที่อธิกรณ์เรียกชื่อหล่อน แม้ชื่อที่ออกจากปากเขาจะไม่ใช่ของหล่อนก็ตาม
“ค่ะ”
หล่อนตอบทันที แล้วก้าวเข้าไปในห้อง ประตูปิดลงด้านหลัง
อธิกรณ์เซ็นเอกสารหน้าสุดท้าย วางปากกา ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเจ้าสาวของตนอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรกนับจากพิธีจบลง
สายตาคู่นั้นไม่มีความหลงใหล ไม่มีความอ่อนโยน และไม่มีความตื่นเต้นของเจ้าบ่าว มันเป็นสายตาของคนที่กำลังประเมินบางสิ่ง ก่อนตัดสินใจว่าจะวางไว้ตรงไหนในชีวิต
รินทร์ยืนรับการพิจารณาโดยไม่หลบตา
อธิกรณ์เป็นผู้ชายที่โดดเด่นโดยไม่ต้องพยายาม รูปร่างสูง ไหล่กว้าง ใบหน้าคมคาย และแววตานิ่งจนยากอ่านความรู้สึก เขาไม่ได้หล่อแบบผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัย แต่หล่อแบบผู้ชายที่ทำให้คนอื่นต้องทบทวนคำพูด ก่อนเอ่ยออกมา
หลายปีก่อน รินทร์เคยเห็นเขายืนอยู่กลางโรงงานในชุดนิรภัย วันนั้นเครื่องรีดแผ่นโลหะมีเสียงผิดปกติ หัวหน้าบางคนต้องการเดินเครื่องต่อเพื่อให้ทันยอดผลิต แต่หล่อนซึ่งยังอยู่ฝ่ายผลิตสังเกตว่าความสั่นของตัวเครื่องต่างจากปกติ
ไม่มีใครฟังหล่อน ยกเว้นอธิกรณ์
เขาสั่งหยุดเครื่อง ตรวจสอบทันที และพบชิ้นส่วนแตกร้าวซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่
สำหรับเขา มันคงเป็นเพียงการตัดสินใจหนึ่งในหลายพันครั้ง แต่สำหรับหล่อน ผู้ไม่เคยมีใครเชื่อคำพูดง่าย ๆ นับเป็นครั้งแรกที่มีคนมองหล่อนจากข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่ฐานะ
“นั่งสิครับ”
รินทร์นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม หลังตรง มือวางบนตักอย่างพอดี ไม่เรียบร้อยจนดูประดิษฐ์ และไม่ผ่อนคลายจนขาดมารยาท
อธิกรณ์เลื่อนแฟ้มบาง ๆ มาตรงหน้า
“ข้อตกลง การใช้ชีวิตหลังแต่งงาน”
รินทร์ปรายตามอง แต่ยังไม่หยิบขึ้นมา
“เอกสารนี้ไม่ได้อยู่ในชุดที่ทนายให้ฉันอ่านค่ะ”
“เพราะไม่ใช่สัญญาทางกฎหมาย”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจำเป็นต้องทำตามหรือคะ”
อธิกรณ์นิ่งไปเล็กน้อย คำถามตรงเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้ เพราะจากประวัติของเฌอร์ลิน หล่อนชื่นชอบงานศิลปะและมีงานอดิเรกคือท่องเที่ยวไปทั่วโลก ไม่สนใจธุรกิจของครอบครัว แต่ผู้หญิงตรงหน้าที่มีฐานะเป็นเจ้าสาวหมาด ๆ กลับย้ำเตือนว่าหล่อนก็คือพิทักษ์ศิริคนหนึ่ง การต่อรองน่าจะมีอยู่ในสายเลือด ไม่เช่นนั้นหล่อนคงไม่ยินดีแต่งงานเพื่อธุรกิจ
“คำตอบคือจำเป็น”
“เพราะอะไรคะ”
“เพราะการแต่งงานครั้งนี้มีขึ้นเพื่อธุรกิจ ถ้าเราไม่กำหนดขอบเขตให้ชัด ปัญหาที่ไม่จำเป็นจะตามมา”
รินทร์จึงหยิบแฟ้มขึ้นเปิดอ่าน หล่อนรู้อยู่แล้วว่า สิ่งที่อยู่ในนั้นจะเป็นเงื่อนไขของคนสองคน ซึ่งไม่เคยตั้งใจจะแต่งงานกันตั้งแต่แรก
ภายในมีข้อความเพียงหน้าเดียว ไม่มีถ้อยคำฟุ่มเฟือย ไม่มีช่องว่างให้ตีความ และไม่มีบรรทัดใดเขียนขึ้นเพื่อรักษาน้ำใจ
ข้อหนึ่ง : ต่างฝ่ายจะไม่แทรกแซงการบริหารงานของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อสอง : การปรากฏตัวร่วมกันในงานสังคมและงานธุรกิจจะเป็นไปตามความจำเป็น
ข้อสาม : ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาภาพลักษณ์ของชีวิตสมรสต่อหน้าสาธารณะ
ข้อสี่ : ห้ามเปิดเผยรายละเอียดส่วนตัวหรือเงื่อนไขของการแต่งงานแก่บุคคลภายนอก
ข้อห้า : ห้ามตั้งครรภ์จนกว่าการควบรวมกิจการและการจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นจะแล้วเสร็จ
ข้อหก : หากฝ่ายใดต้องการยุติชีวิตสมรส ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือน
และข้อสุดท้าย... ห้ามเรียกร้องความรักจากอีกฝ่าย
รินทร์ไล่อ่านทุกบรรทัดซ้ำอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ แต่เพราะต้องการรู้ว่าคนเขียนกำลังป้องกันอะไร และกลัวสิ่งใดมากที่สุด
ข้อแรกถึงข้อหกเป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ และความเสียหายที่อาจคำนวณได้
ส่วนข้อสุดท้ายเป็นเรื่องเดียวที่วัดมูลค่าไม่ได้
“มีข้อสงสัยไหม”
“มีค่ะ”
อธิกรณ์รอฟัง สีหน้าไม่เปลี่ยน
“ข้อห้าคุณเป็นคนคิดเองหรือทนาย”
“ผม”
“เพราะกลัวว่าการมีลูกจะทำให้โครงสร้างหุ้นซับซ้อนขึ้น?”
แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับแปลกใจ แต่เหมือนกำลังประเมินคำถามใหม่
“ส่วนหนึ่ง”
“อีกส่วนหนึ่งล่ะคะ”
“ผมไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาเพราะผลประโยชน์”
รินทร์เงียบไปชั่วขณะ หล่อนไม่รู้ว่าเขาเคยเห็นเด็กคนใดเติบโตขึ้นท่ามกลางข้อตกลงของผู้ใหญ่ หรือเพียงเพราะไม่ต้องการสร้างภาระที่อาจกระทบธุรกิจในอนาคต
“คุณไม่เห็นด้วย?”
“เห็นด้วยค่ะ”
“ง่ายกว่าที่คิด”
“คุณคาดว่าฉันจะเรียกร้องให้มีทายาท เพื่อผูกสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือคะ”
“ผมคาดไว้ทุกทาง”
“ดีค่ะ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองแต่งงานกับคนประมาท”
อธิกรณ์สบตาหล่อนเงียบ ๆ เจ้าสาวของเขาไม่อ่อนหวาน ไม่ประหม่า และไม่พยายามเอาใจ หล่อนอ่านข้อตกลงอย่างรวดเร็ว แต่จับประเด็นสำคัญได้ครบ ไม่ถามในสิ่งที่ไม่มีผล และไม่เสียเวลาแสดงความไม่พอใจเกินจำเป็น
เขาเคยเห็นนักธุรกิจหลายคนพยายามกลบความอ่อนแอด้วยคำพูดมากมาย แต่ผู้หญิงตรงหน้าไม่ทำเช่นนั้น
“คุณต่างจากข้อมูลที่ผมได้รับมา”
หัวใจของรินทร์กระตุกหนึ่งครั้ง ทว่าใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
