บทที่ 3 เจ้าสาวสวมรอย 3

“ข้อมูลแบบไหนคะ”

“คุณไม่สนใจธุรกิจ ไม่ชอบโรงงาน แต่ชอบงานศิลปะ”

รินทร์ไม่รีบตอบ หล่อนรู้ดีว่าคำโกหกที่ดีไม่ควรเกิดจากการตั้งรับทุกครั้ง เพราะยิ่งรีบปฏิเสธ ยิ่งทำให้คำถามนั้นมีน้ำหนัก

“คนเราเปลี่ยนได้ค่ะ หากมีเหตุผลมากพอ และที่ฉันแต่งงานกับคุณ ก็คือเหตุผล”

คำตอบนั้นเป็นความจริงที่สุด เพราะนับจากยอมรับเงื่อนไขเพื่อรักษาแม่ หล่อนก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่ไม่คุ้นเคย

อธิกรณ์มองหล่อนนานขึ้น คล้ายกำลังค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่หลังประโยคดังกล่าว

รินทร์ปล่อยให้เขามอง ไม่ได้หลบสายตา และไม่พยายามทำตัวให้เหมือนเฌอร์ลินทุกอย่าง เพราะคนเราย่อมเปลี่ยนกันได้ และนั่นจะเป็นช่องว่างเดียวที่หล่อนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชื่อของอีกฝ่าย โดยไม่ต้องสร้างเรื่องโกหกทุกลมหายใจ

“ถ้าคุณไม่มีข้อโต้แย้ง ผมจะถือว่าตกลง”

“ยังค่ะ”

“ยังมีอะไรอีก”

รินทร์วางแฟ้มลงบนโต๊ะ แล้วเลื่อนกลับไปทางเขา

“คุณมีเจ็ดข้อ ฉันมีข้อเดียว”

“ว่ามา”

“คุณ... ก็ห้ามรักฉันเหมือนกัน”

ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งคู่ อธิกรณ์ไม่ได้หัวเราะ แต่แววตาคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักว่าหญิงสาวตรงหน้าพูดเล่นหรือจริง

“คุณคิดว่าผมจะรักคุณ?”

“ไม่คิดค่ะ”

“แล้วทำไมต้องตั้งเงื่อนไข”

“เพื่อความเท่าเทียม”

“คุณไม่ต้องการให้ฉันเข้าใจผิดกับการแต่งงานครั้งนี้ ฉันก็ไม่ต้องการให้คุณเข้าใจผิดเหมือนกัน”

“ผมไม่เข้าใจผิดง่าย”

“ดีค่ะ ฉันก็เหมือนกัน”

มุมปากของเขาขยับเพียงน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นปฏิกิริยาของคนที่เพิ่งพบคู่สนทนาที่น่าสนใจกว่าที่คาดไว้

“ตกลง” อธิกรณ์กล่าว “ผมจะไม่รักคุณ”

รินทร์สบตาเขา ถ้อยคำที่ต้องพูดโต้ตอบมีเพียงประโยคเดียว สั้น ง่าย แต่กลับยากกว่าทุกเรื่องโกหกในสองวันที่ทำมา

“ฉันก็จะไม่รักคุณค่ะ”

น้ำเสียงของหล่อนมั่นคง ไม่มีคำใดสะดุด สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดทำให้อธิกรณ์รู้ว่า หล่อนทำผิดเงื่อนไขข้อนั้นมาตั้งแต่ก่อนวันแต่งงานเสียอีก

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ทำให้เขาหยิบดูข้อความ ก่อนลุกขึ้นยืน

“ห้องนอนของคุณอยู่ด้านในฝั่งซ้าย”

รินทร์เลิกคิ้ว

“เราแยกห้อง?”

“คุณคาดหวังอย่างอื่น?”

“ฉันคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงค่ะ แต่ในเอกสารไม่มีข้อว่าแยกห้อง”

“ผมจะเพิ่มให้”

“ไม่จำเป็นค่ะ ฉันจำได้”

อธิกรณ์หยิบเสื้อสูทขึ้นมาสวม ท่าทางทุกอย่างเป็นระเบียบราวกับเขาไม่เคยปล่อยให้ชีวิตมีสิ่งใดอยู่นอกตำแหน่ง

“ผมต้องลงไปคุยกับผู้บริหาร ราวครึ่งชั่วโมง คุณพักได้เลย”

“นี่คืนแต่งงาน คุณยังต้องคุยเรื่องงานหรือคะ”

“ธุรกิจไม่หยุดเพราะผมแต่งงาน”

“เห็นด้วยค่ะ แต่คนของคุณน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ไม่ควรมีเรื่องมาถึงคุณคืนนี้ นอกจากเรื่องนั้นสำคัญจริง”

มือที่กำลังติดกระดุมเสื้อสูทของอธิกรณ์หยุดเพียงชั่วขณะ

“คุณกำลังถามเรื่องงานผม?”

“ฉันกำลังประเมินว่าคืนนี้ควรนอนหลับหรือเตรียมรับมืออะไรค่ะ”

“คุณทำแบบนี้เสมอ?”

“แบบไหนคะ”

“คิดล่วงหน้าไปหลายขั้น”

รินทร์ยักไหล่เล็กน้อย

“คนที่มีต้นทุนน้อยกว่าคนอื่น มักไม่มีสิทธิ์คิดช้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้อธิกรณ์มองหล่อนอีกครั้ง เขาไม่ได้ติดใจว่าเหตุใดลูกสาวเจ้าพ่อวัตถุดิบจึงมีความรู้เรื่องธุรกิจ เพราะต่อให้เฌอร์ลินใช้ชีวิตต่างประเทศมาตลอด ก็ควรรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกิจการของครอบครัวบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจก็คือวิธีคิดของหล่อน

ผู้หญิงที่เติบโตมาท่ามกลางความมั่งคั่ง ไม่ควรพูดเรื่องต้นทุนด้วยน้ำเสียงของคนที่เคยไม่มีสิทธิ์พลาด อธิกรณ์เพียงบันทึกคำตอบนั้นไว้ในความทรงจำ โดยไม่เสียเวลาตีความเกินข้อมูลที่มี ด้วยเขากับหล่อนยังอยู่ในสถานะคนแปลกหน้า

“ไม่มีเรื่องที่คุณต้องรับมือ” เขาตอบ “เป็นปัญหาวัตถุดิบล็อตหนึ่ง”

“วัตถุดิบอะไรคะ”

คำถามหลุดออกไปเร็วเพียงเสี้ยววินาที รินทร์รู้ทันทีว่าตนแสดงความสนใจมากเกินฐานะของเจ้าสาวในคืนแรก แต่ไม่ได้รีบแก้ตัว หล่อนรอให้อีกฝ่ายถาม

“คุณสนใจ?”

“ถ้ามันกระทบดีลที่ฉันแต่งงานมาเพื่อรักษา ฉันก็ควรสนใจไม่ใช่หรือคะ”

เหตุผลนั้นเพียงพอ อธิกรณ์จึงตอบโดยไม่คิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติ

“แผ่นเหล็กที่ส่งเข้ามา มีความหนาไม่ตรงกับตัวอย่างที่ผู้ขายส่งให้ตรวจ”

รินทร์คิดตามโดยอัตโนมัติ ความหนาของแผ่นเหล็กจากโรงงานย่อมมีค่าคลาดเคลื่อนได้ แต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับงานประเภทนี้ หากในเอกสารระบุค่าคลาดเคลื่อนไว้ไม่เกินบวกลบ 0.03 มิลลิเมตร ดังนั้นความหนาในแต่ละช่วงของแผ่นก็ควรสม่ำเสมอและไม่หลุดจากค่าที่ยอมรับได้

หากบางจุดหนา บางจุดบางเกินไป อาจเกิดจากกระบวนการรีดที่ควบคุมไม่ได้ หรือสินค้ามาจากโรงงานที่คุณภาพไม่คงที่ แต่จะสรุปจากการวัดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องตรวจเลขล็อตการผลิต ใบรับรองคุณภาพ แหล่งที่มา และเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่ผ่านการอนุมัติ เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งเรื่องคุณภาพการผลิตและการสลับสินค้าระหว่างจัดส่ง

คำถามแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือผลวัดต่างกันเท่าไร และตรวจจากกี่ตำแหน่งบนแผ่น แต่รินทร์ไม่ถาม แม้เฌอร์ลินเป็นลูกสาวของเจ้าพ่อวัตถุดิบ การรู้หลักการพื้นฐานไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ อย่าแสดงความรู้จากหน้างานลึกเกินกว่าชีวิตของเฌอร์ลินควรมี

“หวังว่าคนของคุณจะตรวจแหล่งที่มากับเอกสารล็อตผลิตด้วยนะคะ” หล่อนกล่าวเพียงเท่านั้น

อธิกรณ์ชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะสงสัยตัวตนของหล่อน แต่เพราะคำแนะนำนั้นตรงกับสิ่งที่เขาเพิ่งสั่งฝ่ายตรวจสอบไปก่อนหน้านี้

“ทำไมคุณถึงคิดว่าต้องตรวจเอกสารล็อตผลิต”

“เพราะถ้าตัวอย่างผ่าน แต่ของที่ส่งมาจริงไม่ตรงกัน ปัญหาก็อาจไม่ได้อยู่เพียงความหนาของเหล็กไม่ใช่หรือคะ”

“คุณรู้เรื่องเหล็กมากกว่าที่ข้อมูลระบุไว้”

“ฉันเป็นลูกสาวของคนขายวัตถุดิบนะคะ”

รินทร์ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ต่อให้ไม่เคยเข้าโรงงานเลย ก็ควรรู้บ้างว่าสิ่งที่ครอบครัวขายออกไปมีปัญหาอะไรได้บ้าง”

คำตอบสมเหตุสมผลจนไม่มีช่องให้ซักต่อ อธิกรณ์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป