บทที่ 4 เจ้าสาวสวมรอย 4
“คุณมีข้อเสนออะไรอีกไหม”
คำถามของเขาทำให้รินทร์เงียบไป ถ้าตอบว่าไม่มี หล่อนจะปลอดภัยที่สุด ถ้าตอบมากเกินไป หล่อนอาจเปิดเผยความแตกต่างระหว่างตนกับเฌอร์ลิน แต่แผ่นเหล็กไม่ได้มาตรฐานอาจกระทบสายการผลิต คนงาน และการควบรวมกิจการซึ่งหล่อนถูกส่งมารักษา และหล่อนไม่ใช่คนที่มองเห็นปัญหาแล้วเลือกเงียบเพียงเพื่อปกป้องตนเอง
“ยังไม่เรียกว่าข้อเสนอค่ะ” หล่อนเริ่มอย่างระมัดระวัง “แค่คิดว่าถ้าความหนาไม่สม่ำเสมอทั้งแผ่น ควรแยกสินค้าล็อตนั้นออกทั้งหมดก่อน อย่าเพิ่งสุ่มใช้เฉพาะส่วนที่วัดแล้วผ่าน”
“เหตุผล?”
“ถ้าเป็นปัญหาจากการรีด คุณไม่มีทางรู้ว่าส่วนที่ยังไม่ได้วัดจะอยู่ในค่าที่รับได้หรือไม่ การนำเข้าไลน์ผลิตเพื่อประหยัดเวลา อาจทำให้เสียมากกว่าที่ประหยัดได้”
อธิกรณ์มองหล่อนนิ่งขึ้น รินทร์รู้ว่าพูดไปไกลแล้ว แต่เมื่อเริ่มต้น หล่อนต้องทำให้เหตุผลสมบูรณ์
“แล้วควรตรวจสต็อกล็อตก่อนหน้าจากผู้ขายรายเดียวกันด้วยค่ะ หากมีปัญหาต่อเนื่องแต่ยังไม่ถูกพบ อาจมีสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วได้รับผลกระทบไปด้วย”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง อธิกรณ์ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือประทับใจจนเกินจริง เขาเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทร.ออก และรอจนปลายสายรับ
“แยกแผ่นเหล็กล็อตนี้ออกทั้งหมด ห้ามนำเข้าไลน์ผลิตจนกว่าจะตรวจครบทุกตำแหน่ง” เขาหยุดฟังคำตอบ “ตรวจย้อนกลับล็อตก่อนหน้าจากผู้ขายรายเดียวกันด้วย ถ้ามีสินค้าออกจากโรงงานไปแล้ว ให้ดึงรายงานการผลิตขึ้นมาตรวจทันที”
รินทร์นั่งฟังโดยไม่พูดแทรก อธิกรณ์ไม่ได้อ้างว่าเป็นความคิดของตน และไม่ได้บอกคนปลายสายว่าใครเสนอ เขาเพียงตัดสินใจเมื่อเห็นว่าเหตุผลถูกต้อง เหมือนวันแรกที่เขาเคยเชื่อคำเตือนของพนักงานฝ่ายผลิตคนหนึ่งโดยไม่สนว่าหล่อนมีตำแหน่งต่ำเพียงใด
หลังวางสาย เขาหันกลับมามองหล่อน
“คุณช่วยลดความเสี่ยงให้ผมได้หนึ่งเรื่องในคืนแต่งงาน”
“ถือเป็นของขวัญค่ะ”
“ของขวัญแต่งงาน?”
“ค่าตอบแทนที่คุณยอมแยกห้องให้ค่ะ”
คราวนี้มุมปากของอธิกรณ์ขยับชัดขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ใช่รอยยิ้มเต็มที่ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่เคร่งขรึมดูเปลี่ยนไป
รินทร์รีบเตือนตนเองว่าอย่าจดจำมัน ช่วงเวลานี้ไม่ได้เป็นของหล่อน ผู้หญิงที่เขากำลังมองคือ เฌอร์ลิน ไม่ใช่รินทร์
“พักเถอะครับ” อธิกรณ์กล่าว “ผมจะลงไปจัดการเรื่องนี้”
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
เขาก้าวไปทางประตู ก่อนหยุดแล้วหันกลับมา
“ราตรีสวัสดิ์... ลิน”
ชื่อสั้น ๆ ถูกเรียกโดยไม่เป็นทางการเป็นครั้งที่สอง รินทร์ตอบรับด้วยสีหน้าปกติ
“ค่ะ”
ประตูปิดลง หล่อนยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง คำว่า ‘ลิน’ ไม่ควรมีความหมายอะไร มันเป็นเพียงชื่อที่หล่อนยืมมาใช้ทำงาน แต่เสียงของอธิกรณ์กลับทำให้ชื่อนั้นหนักขึ้นกว่าตอนที่อยู่บนกระดาษ
รินทร์ลุกขึ้นรวบแฟ้มข้อตกลง วางไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเดินไปยังห้องนอนฝั่งซ้ายตามที่เขาบอก หล่อนยังมีงานอีกอย่างต้องทำ ต้องตรวจสอบว่าโรงพยาบาลได้รับเงินแล้วจริง และแม่ของหล่อนจะได้เข้าห้องผ่าตัดตามข้อตกลงหรือไม่
ภายในห้องนอนฝั่งซ้ายไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเตรียมไว้สำหรับเจ้าสาวในคืนแต่งงาน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีเทียนหอม ไม่มีภาพถ่ายของคนสองคนซึ่งเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มีเพียงเตียงขนาดใหญ่ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน และข้าวของจำเป็นที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ราวกับห้องพักของผู้บริหารมากกว่าห้องหอ
รินทร์ปิดประตู ถอดรองเท้าส้นสูงวางชิดขอบผนัง ก่อนเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า กระเป๋าหนังสีดำของหล่อนยังอยู่ด้านในสุด โทรศัพท์เครื่องจริงถูกซ่อนไว้ในนั้น ต่างจากโทรศัพท์ของเฌอร์ลินซึ่งต้องวางอยู่ในตำแหน่งที่ใครมองเห็นได้โดยไม่เกิดคำถาม
หน้าจอปรากฏสายที่ไม่ได้รับจากโรงพยาบาลสามสาย รินทร์กดโทร.กลับทันที ปลายสายรับแทบจะพร้อมเสียงสัญญาณแรก
“ญาติคุณวีณาหรือเปล่าคะ”
“ค่ะ ฉันเป็นลูกสาว แม่เป็นอย่างไรบ้างคะ”
“คุณหมอเตรียมผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดแล้วนะคะ ทางการเงินยืนยันค่าใช้จ่ายเรียบร้อยค่ะ”
ความตึงซึ่งกดอยู่กลางอกมาตลอดวันคลายลงเล็กน้อย อย่างน้อยพงศ์พิทักษ์ก็ทำตามข้อตกลง หรือพูดให้ถูกกว่านั้น เขายังต้องการให้หล่อนทำหน้าที่ต่อ จึงไม่มีเหตุผลต้องผิดสัญญาในคืนนี้
“ฉันขอคุยกับแม่ได้ไหมคะ”
“คุณวีณาได้รับยาก่อนผ่าตัดแล้วค่ะ ยังพอคุยได้สั้น ๆ นะคะ”
มีเสียงขยับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงอ่อนแรงของแม่จะดังขึ้น
“รินทร์...”
เพียงได้ยินชื่อจริงจากปากแม่ หญิงสาวก็กระชับโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้น ตลอดทั้งวันทุกคนเรียกหล่อนว่าเฌอร์ลิน เรียกว่าเจ้าสาว เรียกว่าคุณผู้หญิงมหิศรนันท์ มีเพียงวีณาคนเดียวที่ยังเรียกชื่อซึ่งเป็นของหล่อนจริง ๆ
“แม่ไม่ต้องห่วงนะ คุณหมอเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผ่าตัดเสร็จหนูจะรีบไปหา”
“ลูกไปหาเงินมาจากไหน”
รินทร์มองเงาตัวเองในกระจก ชุดเจ้าสาวสีขาวยังอยู่บนร่าง แหวนแต่งงานยังอยู่บนนิ้วนาง
“หนูจัดการได้”
“รินทร์ เงินมากขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กนะลูก”
“แม่อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้ตอนนี้เลย รักษาตัวให้หายก่อน เรื่องอื่นหนูจะจัดการเอง”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง วีณาเหมือนกำลังรวบรวมแรงที่เหลือ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงเพราะแม่นะ”
รินทร์เม้มริมฝีปาก
“แม่ไม่ได้อยากอยู่ต่อ... แลกกับการที่ลูกต้องไปทำอะไรไม่ดี”
“แม่...”
“ลูกคือหัวใจของแม่”
น้ำเสียงของวีณาเริ่มขาดเป็นช่วง
“แม่แค่อยากเห็นลูกเติบโตอย่างงดงาม... มีชีวิตที่ดีกว่าแม่”
รินทร์หลับตาลงช้า ๆ
“อย่าทำผิดพลาดอย่างแม่นะ”
เสียงของวีณาเบาลงจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ
“อย่าไว้ใจคนผิด...”
จากนั้นปลายสายก็เงียบลง ก่อนเสียงของพยาบาลจะดังแทรกเข้ามา
“ขออนุญาตนะคะ คุณวีณาต้องเข้าห้องผ่าตัดแล้วค่ะ คนไข้เหนื่อยมาก”
“ฝากดูแลแม่ด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องกังวลค่ะ เมื่อการผ่าตัดเสร็จแล้ว ทางโรงพยาบาลจะแจ้งทันที”
