บทที่ 8 สะใภ้มหิศรนันท์ 3
“กังวลหรือครับ”
เสียงของอธิกรณ์ดังขึ้นเบา ๆ รินทร์หันกลับมามองเขาแล้วตอบ
“นิดหน่อยค่ะ”
หล่อนบอกตัวเองว่าเมื่อกังวลก็ไม่ควรปฏิเสธ อาจเพราะเคยชินกับการพูดตรงตามความรู้สึก มากกว่าจะพูดเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ จึงได้นำนิสัยนี้มาใช้ในบทบาทของเฌอร์ลินด้วย คุณหนูเฌอร์ลินก็เอาแต่ใจตัวเองมากไม่ใช่หรือ ถ้าตามใจคนอื่น ก็คงไม่หนีไป
“เรื่องคุณย่า?”
เขาถามต่อและหล่อนก็พยักหน้า ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็หันมามองหล่อน
“เมื่อคืน ทุกคนเจอคุณแค่ช่วงพิธี ยังไม่มีโอกาสได้นั่งคุยกันจริง ๆ คุณย่าเลยอยากให้มาทานอาหารเช้าด้วยกันน่ะ”
“คุณย่าเป็นคนเข้มงวดไหมคะ”
“กับผม... ใช่” เขาตอบทันที “แต่กับคนอื่น ก็แล้วแต่อารมณ์”
รินทร์หัวเราะเบา ๆ บอกตัวเองว่าต้องผ่อนคลายเข้าไว้ ไม่ว่าจะเจออะไรต่อจากนี้ ก็ต้องเดินต่อไปให้ได้
“ฟังดูไม่น่าอุ่นใจเลยนะคะ”
คำพูดของหล่อนจึงเต็มไปด้วยความขี้เล่น เย้าแหย่ ปนกลัวนิด ๆ และก็ทำให้มุมปากของอธิกรณ์ยกขึ้น ซึ่งหล่อนเดาความคิดเขาไม่ออก จึงได้แต่ยิ้มน้อย ๆ รอเขาพูด
“ถ้าคุณย่ายื่นขนมให้ ก็รับไว้ ถ้าคุณย่าตักกับข้าวให้ ก็กิน ถ้าคุณย่าชวนคุย ก็คุยตามสบาย แค่นั้นก็พอ”
“ฟังแล้วเหมือนคู่มือเอาตัวรอดเลยค่ะ”
“ถือว่าเป็นอย่างนั้นก็ได้”
บทสนทนาจบลงเพราะอธิกรณ์เงียบไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ก็ความตึงเครียดในใจของรินทร์เบาลง เพราะเขาบอกเองว่าคุณย่าเข้มงวดกับเขาเท่านั้น ส่วนคนอื่นแล้วแต่อารมณ์ ซึ่งหล่อนมั่นใจว่าไม่เคยทำตัวเองให้ยุ่งยากกับใครแน่ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ หล่อนยิ่งอ่อนน้อม
ไม่นานนัก รถก็เลี้ยวเข้าสู่อาณาจักรมหิศรนันท์ คฤหาสน์หรือบ้านหลังใหญ่สุด ๆ นี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนที่ได้รับการดูแลอย่างประณีต และที่หน้าบันไดทางขึ้นมีหญิงสูงวัยในชุดเดรสผ้าไหมสีอ่อนยืนอยู่ตรงกลาง ข้างกายมีหญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดีไม่แพ้กันและยังสวยอยู่มาก เหมือนว่าทั้งคู่กำลังรอคอยพวกเขา
เมื่อรถจอดสนิท คนขับลงมาเปิดประตูให้ อธิกรณ์ก้าวลงจากรถก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าให้รินทร์จับ หล่อนเงยหน้ามองเขาทันที ลังเลว่าควรวางมือลงไปไหม แต่แล้วดวงตาคมเข้มเหลือบมองไปยังทิศทางของบันได พร้อมพูดเบา ๆ
“คุณย่ามองอยู่”
รินทร์อมยิ้ม “เข้าใจแล้วค่ะ”
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัส อธิกรณ์ก็ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและประคองเธอลงจากรถ รินทร์เองก็รับรู้ได้ถึงความลังเลเพียงเสี้ยววินาที หัวใจหล่อนเต้นแรงขึ้น เพราะกลัวความลับแตก แต่ยังรักษารอยยิ้มไว้ บอกตัวเองในใจ
‘เธอคือเฌอร์ลิน’
อธิกรณ์ปล่อยมือเมื่อหล่อนยืนมั่นคง ทว่าในหัวกลับมีหลากความคิดผุดวาบ ฝ่ามือของเฌอร์ลินไม่ได้นุ่มอย่างที่เขาคิดไว้ มันมีความหยาบบางเบา โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วบางจุดก็มีร่องรอยของคนที่เคยใช้มือทำงานจริง
แววสงสัยวาบผ่านดวงตาของเขา ข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับเฌอร์ลิน คือหล่อนสนใจงานศิลปะ และเคยทำงานกับวัสดุหลายประเภท ดังนั้นฝ่ามือของหล่อนก็น่าจะหยาบกว่าคุณหนูทั่วไปใช่ไหม
แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่าง เฌอร์ลิน พิทักษ์ศิริ จะไม่ใช่ครีมบำรุงฝ่ามือเลย หรือว่านี่... บำรุงแล้ว
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองหญิงสาวข้างกาย หล่อน... สวยหวานหมดจดตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า คนเมื่อวานที่สวมชุดเจ้าสาวและทำให้เขาตกตะลึงมอง และเป็นคนเดียวกับเจ้าของกลิ่นกายหอมอ่อน ๆ แต่งหน้าบาง ๆ ใส่ชุดเรียบร้อย ที่ยืนข้างเขาตอนนี้
หากไม่นับว่าหล่อนเป็นลูกสาวของตระกูลพิทักษ์ศิริ รูปลักษณ์ของเฌอร์ลินก็เหมาะสมกับตำแหน่งสะใภ้มหิศรนันท์ที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะดวงตาท้าทายสู้คนนั่นด้วย หล่อนสมกับเป็นลูกสาวเจ้าพ่อเหล็กกล้าเสียจริง เพราะดูสวยหวาน แต่ไม่อ่อนแอ
สุดท้ายอธิกรณ์ก็ต้องรีบสลัดความคิดทิ้ง บอกตัวเองว่า เขาไม่ควรสนใจเรื่องฝ่ามือหยาบกร้านของเฌอร์ลิน ที่เขาต้องโฟกัสคือ มื้อเช้าของวันนี้มากกว่า
“ยิ้มอีกนิด”
อธิกรณ์ขยับใบหน้าเข้ามาแนบชิดข้างใบหู เอ่ยเบา ๆ ซึ่งก็ทำให้รินทร์ยิ้มตามที่เขาบอก
“แบบนี้พอไหมคะ” หล่อนหันมายิ้มให้เขาดู
“ดี”
แต่คนตอบว่า ‘ดี’ กลับไม่ยิ้มเลย รินทร์มองใบหน้าเรียบนิ่งของเขา ก่อนจะเอนตัวมาใกล้แล้วพูดเบา ๆ
“คุณก็... ยิ้มบ้างก็ดีนะคะ”
อธิกรณ์นิ่งไปครู่หนึ่ง เหลือบตามองคนข้างกาย ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“ผมกำลังยิ้มอยู่”
และคำตอบนั้นก็ทำให้รินทร์หันขวับมองเขา แต่มองเท่าไรก็มองไม่ออกว่านี่เขากำลังยิ้มอยู่จริงใช่ไหม แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ เมื่อเขาจับจูงมือให้เดินไปด้วยกัน
และเมื่อก้าวเข้าไปใกล้บันได ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่ด้านในของคฤหาสน์ หญิงสูงวัยในชุดผ้าไหมสีอ่อนที่ยืนรออยู่ก็ยิ้มรับขึ้นทันที
“มาแล้วหรือ เจ้ากรณ์ หนูลิน”
“ครับคุณย่า คุณแม่”
อธิกรณ์ยกมือไหว้ทั้งสองท่าน รินทร์รีบยกมือไหว้ตามทันที เพราะสองท่านนี้คือย่ากับแม่ของเขา
“สวัสดีค่ะคุณย่า สวัสดีค่ะคุณแม่”
