บทที่ 11 เดี๋ยวมาทำต่อ
ฉันอมยิ้มก่อนจะตักข้าวเข้าปากกินอย่างมีความสุขจนรู้สึกได้ถึงความอาฆาตของเพื่อนทั้งสองคน แต่ฉันไม่สนใจหรอก จะทำให้กุ้งผัดข้าว เอ๊ย ข้าวผัดกุ้งของพี่คิณหม่นหมองหมดอร่อยไม่ได้
“แกคุยไลน์กับพี่เขาอีกแล้วเหรอ” วิเอ่ยถามขณะที่พวกเราสามคนกำลังนั่งทานชาบูในร้านอาหารร้านหนึ่ง
“นิดหน่อยอะ” ฉันวางโทรศัพท์มือถือลงก่อนจะนั่งทานอาหารในจานของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย
“แกไม่กลัวผิดใจกับพี่เมนิลแล้วหรือไง” มนถามขึ้นมาทำเอาฉันหยุดชะงักแล้วเงยหน้าจากจานอาหารขึ้นมามองเพื่อนรัก
“ไม่รู้ดิ พอพูดถึงก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเลย”
“กลัวอะไร กลัวสู้พี่เขาไม่ได้ กลัวพี่เขาโกรธ หรือว่ากลัวคนอื่นมองแกไม่ดีอะ” วิเอียงคอพลางเอ่ยถามฉันอย่างสงสัย
“ก็กลัวทั้งหมดอย่างที่แกว่า” อันที่จริงฉันก็กลัวทั้งหมดนั่นจริง ๆ นั่นแหละ ใครจะไปคิดว่าแฟนเก่าของพี่คิณจะเป็นคนใกล้ตัวขนาดนี้ แล้วฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้สึกไม่ดีเพราะฉันด้วย
“เราถามจริงเหอะ แกจะคบกับใครทีก็ต้องกลัวว่าแฟนเก่าเขาคิดยังไงด้วยเหรอ แฟนเก่า ก็ต้องแปลว่าจบกันแล้วหรือเปล่า”
“แต่แฟนเก่าของพี่คิณคือพี่เมนิลพี่รหัสของฉันเลยนะ แถมพี่เมนิลก็เหมือนยังชอบพี่คิณอยู่ด้วย”
“พี่เมนิลก็พี่เมนิลเหอะ แกมีอะไรสู้พี่เมนิลไม่ได้อะ” ฉันนั่งไหล่ตกอย่างห่อเหี่ยว อะไรที่ฉันสู้พี่เมนิลไม่ได้น่ะเหรอ หน้าตาพี่เขาก็มีดีกรีเป็นดาวคณะ แถมยังเป็นสาวฮอตอีก ใคร ๆ ก็ชอบพี่เขา ขนาดฉันยังชอบเลย
“ถามจริงถ้าพี่คิณเกิดชอบแกจริง ๆ แกก็จะปล่อยพี่คิณไปน่ะเหรอ ไม่แฟร์กับพี่คิณปะ”
“ตอนแรกแกยังบอกดู ๆ กันไปอยู่เลยทำไมคราวนี้มาเข้าข้างพี่คิณเฉย” มนถอนหายใจพลางมองมาจ้องมาทางฉันด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ฉันแค่สมมติ”
“นี่ถ้าแกชอบพี่คิณอะ แกก็จีบไปเลยอย่างน้อยก็ให้รู้ว่าพี่คิณชอบแกหรือเปล่าจะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องที่ยังไม่เกิดไง ค่อย ๆ แก้ปัญหาไปทีละเรื่องเข้าใจปะ” วิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วถ้าพี่คิณไม่ชอบฉันอะ”
“ก็บอกจีบไปก่อนไง ถ้าไม่จีบจะทำให้พี่เขาชอบได้ไงล่ะนิดา” ฉันเบะริมฝีปากพลางเขี่ยหมูในจานด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
“คนอย่างฉันใครจะมาชอบอะ”
“ก็บอกให้ลองก่อนไง” วิแทบจะแยกเขี้ยวใส่ฉันด้วยความหงุดหงิดดีที่มีมนคอยตบไหล่เบา ๆ ให้ใจเย็นลง ไม่นึกว่าพอกลายเป็นเรื่องความรักจะทำเอาสองคนนี้สลับขั้วกันขนาดนี้
“เออลองดูก็ได้ค่ะโค้ชเทวิกา”
“ยอมรับนะ ถึงฉันจะสวยและแซ่บมากแต่ประสบการณ์ความรัก วิมีเยอะกว่า” มนหัวเราะเจื่อน ๆ ก่อนจะดื่มน้ำอัดลมแก้เขิน
“ก็แค่นี้แหละ” วิว่าก่อนจะใช้ตะเกียบคีบผักในหม้อชาบูมาใส่จานตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันได้แต่มองเพื่อนทั้งสองสลับไปมาแล้วก็ถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาทานต่อ
หลังจากแยกทางกับเพื่อนสนิททั้งสองฉันก็เดินมาที่ร้านหนังสือตามลำพังเพื่อหาอะไรอ่านเล่นเสียหน่อย ไม่ได้เข้าร้านหนังสือนานแล้วไปเดินเล่นแก้เบื่อหน่อยแล้วกัน
“อ้าวนิดา” ฉันหันไปมองตามเสียงเรียกระหว่างที่กำลังหยิบหนังสือมาดูอย่างสนใจ
“พี่เมนิล” สาวรุ่นพี่เดินมาหาฉันพร้อมส่งยิ้มให้
“มาหาหนังสืออ่านเหรอ”
“ค่ะ เบื่อ ๆ ก็เลยมาหาอ่านเล่นพี่ล่ะคะมาหาหนังสือเหมือนกันเหรอ”
“เปล่าหรอกพี่มาเดินเล่นแถวนี้เลยแวะมาทักอะ”
“งั้นเหรอคะ” ฉันยิ้มอ่อนก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับหนังสือต่อ
“ช่วงนี้สนิทกับพี่คิณเหรอ” คำถามของพี่เมนิลทำเอาหัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่มก่อนจะตีหน้ายิ้มหันกลับมาหาสาวรุ่นพี่ที่ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม
“ก็เฉย ๆ นะคะ”
“เห็นพี่คิณเอาข้าวกล่องมาให้ทุกวันเลยนี่”
“พี่คิณเขามาหาเพื่อนน่ะค่ะ เลยแวะมาให้”
“ช่วงนี้ปีสี่เขาฝึกงานกันหมด ใครเขาจะว่างมาที่คณะกันล่ะ” น้ำเสียงของคนพี่เริ่มเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นพลางกอดอกมองมาทางฉัน สีหน้าที่ยิ้มแย้มกลายเป็นสีหน้าที่ดูจะคาดคั้นเอาคำตอบจากฉัน
“คือ... พี่คิณบอกหนูอย่างนั้นน่ะค่ะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบตามความจริง
“งั้นเหรอ” รุ่นพี่ตรงหน้าปรายตามองฉันตั้งแต่หัวจดเท้า ฉันรู้สึกไปเองหรือเปล่านะว่ามันเป็นสายตาของความดูแคลนหรือเปล่า
“พี่เมนิลมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เปล่าหรอกจ้ะ” หญิงสาวยกยิ้มขึ้นมาจนฉันรู้สึกแปลกใจ “พี่แค่อยากรู้น่ะ ว่าพี่คิณกลายเป็นเด็กส่งอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ค่ะ” ฉันตอบรับเพียงสั้น ๆ
“แปลกจังนะ ไม่คิดว่าพี่เขาจะให้ความสำคัญกับการทานอาหารของหลานรหัสขนาดนี้” ฉันยกยิ้มเจื่อน ๆ
“พี่เมนิลก็น่าจะรู้นี่คะว่าพี่คิณเป็นคนยังไง”
“รู้เหรอว่าพี่คิณกับพี่สนิทกัน” ฉันพยักหน้ารับ
“พี่คิณเป็นคนบอกหนูว่าพี่สองคนเคยคบกันแต่ว่าเลิกกันไปนานมากแล้ว”
“ก็ไม่ได้นานมากจนพี่ลืมว่าพี่คิณเป็นคนยังไงหรอกนะ”
“ไม่ลืมก็ดีแล้วค่ะ ถึงยังไงพี่คิณก็เป็นรุ่นพี่แถมยังเป็นรุ่นพี่ในคณะด้วยมีมิตรที่ดีต่อกันก็ดีกว่ามีศัตรูใช่ไหมคะ”
“จ้ะ พี่ไปก่อนนะ”
“ค่ะพี่เมนิล บ๊ายบายค่ะ” ฉันโบกมือลาพี่รหัสสาวก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากร้านหนังสือทำเอาฉันหายใจโล่งขึ้นมาเยอะเลย อะไรกันเนี่ยทำไมถึงได้รู้สึกอึดอัดขนาดนี้นะ
ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่เมนิลจะมีรังสีที่น่ากลัวอย่างนี้
