บทที่ 3 ร่ม
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ฉันต้องมานั่งอุดอู้เรียนอยู่ในคาบเลกเชอร์ที่แสนจะน่าเบื่อ เครื่องปรับอากาศทำความเย็นฉ่ำ ๆ ภายในห้องชวนให้ง่วงนอนจนตาปรือ
“เป็นอะไรเนี่ย” วิสะกิดไหล่ฉันเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มสัปหงกด้วยความงัวเงีย
“ฉันหนาวอะ เลยง่วง” ฉันหาวฟอดใหญ่พลางยกมือขึ้นป้องปากแล้วฟุบใบหน้าลงบนโต๊ะเรียนเพราะไม่อาจจะทนความง่วงนอนที่เข้ามารุมเร้าเสียจนเปลือกตาหนักอึ้งไปหมด
“อีกไม่กี่นาทีก็หมดเวลาแล้ว แกจะมาหลับตอนนี้ไม่ได้นะ” มนใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนของฉันให้เงยหน้าขึ้นมามองไปยังหน้าห้องที่ยังมีอาจารย์เปิดสไลด์พร้อมกับอธิบายโดยที่ฉันไม่ได้เข้าใจเนื้อหาหรือแม้แต่จะฟังมันอย่างตั้งใจด้วยซ้ำ
ฉันได้แต่หรี่ตามองข้อความที่ขึ้นมาผ่านตาให้ผ่านพ้นไปในแต่ละนาทีอย่างใจจดใจจ่อแม้ในหัวจะโล่งจนเหมือนได้ยินเสียงลมพัดผ่านความว่างเปล่าก็ตามที
จนเวลาล่วงเลยถึงตอนเลิกคลาส เพื่อน ๆ ในห้องต่างเริ่มทยอยเดินออกกันมาด้วยท่าทีที่เหมือนหมดแรงกันเป็นแถบ รวมถึงฉันด้วย ฉันและเพื่อนสาวอีกสองคนเดินออกมาจากห้องเรียนก็พบกับลมแรงที่พัดเข้าตีหน้าจนผมที่ปล่อยสยายของฉันปลิวไม่ได้ทรง
รู้แล้ว ที่อากาศน่านอนแบบนี้เพราะฝนตกนี่เอง
“ให้ตายสิ ฝนตก แล้วพวกแกจะกลับยังไงอะ” มนหันมาถามฉันใบหน้าของเธอแสดงออกถึงความเบื่อหน่าย
“ทางเดินไปหอมันไม่เปียกมาก งั้นฉันไปก่อนแล้วกันก่อนที่มันจะตกหนักมากกว่านี้” วิว่าอย่างเป็นกังวลทั้งฉันและมนต่างพยักหน้ารับก่อนที่เธอจะแยกเดินออกไปตามลำพัง
“แกล่ะจะกลับยังไง” หลังจากที่ฉันกับไปยืนรอที่หน้าอาคารอยู่นานแต่ฝนกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงหรือเบาลง ยังคงโปรยปรายลงมาจนด้านนอกแทบจะเห็นเพียงแค่เม็ดฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก
“คนขับรถมารับอะ แต่รอฝนซากว่านี้สักหน่อยค่อยเดินออกไป” ฉันยืนกอดอกอย่างเบื่อหน่าย อากาศแบบนี้น่าจะนอนอยู่บ้านทั้งยังเฉอะแฉะไปหมดเธอไม่ชอบเลยจริง ๆ
“นิดา ติดฝนเหรอ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเรา ทั้งฉันและมนต่างพร้อมใจกันหันไปมองอย่างทันควัน เป็นพี่คิณที่ยืนอยู่ ใบหน้าหล่อมองมาทางพวกเราอย่างนิ่งเฉย
“ค่ะ” ฉันรีบตอบรับหนุ่มรุ่นพี่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ถึงแม้จะแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่เห็นว่าพี่คิณเป็นฝ่ายเดินมาทักก่อน พี่คิณไม่ตอบอะไรได้แต่พยักหน้ารับจนแล้วก็ยืนนิ่งจนฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก “พี่คิณมีอะไรหรือเปล่าคะ”
ชายหนุ่มช้อนสายตาขึ้นมามองฉันจนขนสันหลังลุกวาบ อย่ามามองกันอย่างนี้สิคะพี่ ขนลุกหมดแล้ว
“เอาไปสิ” คนพี่ถอนหายใจก่อนจะยื่นร่มกันฝนมาตรงหน้าฉัน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเบิกตากว้างมาก ไม่อยากเชื่อว่ารุ่นพี่ที่เขาบอกว่าเข้าถึงยากจะใจดีเอาร่มให้ฉันซะอย่างนั้น ฉันรีบเอื้อมมือไปรับด้วยความยินดีอย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเดินตากน้ำค้างไปขึ้นรถแล้ว
“ขอบคุณนะคะ” ฉันยิ้มกว้าง “แล้วพี่คิณจะกลับยังไงคะ ร่มมีอยู่คันเดียว”
“พี่ไม่เป็นไร พวกเราก็อย่าเปียกฝนล่ะ” พี่คิณปรายสายตามามองมนที่ยืนเกร็งตั้งแต่ตอนแรกจนเพื่อนรักสะดุ้งพร้อมกับส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้หนุ่มรุ่นพี่
ชายหนุ่มไม่ว่าอะไรต่อก่อนจะเดินออกจากตึกไปทั้งที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาจนร่างสูงตัวเปียกปอนท่ามกลางสายฝน
“อ้าว” ฉันร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าพี่คิณเดินตากฝนออกไปอย่างนั้นก่อนพี่เขาจะเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งไม่นานรถเก๋งที่จอดอยู่ก็ถูกพี่คิณขับออกไปจากลานจอดรถของคณะ
“อ้าว ฉันนึกว่าเขาให้ร่มแกเพราะจะขึ้นไปเรียนต่อซะอีก” มนว่าอย่างประหลาดใจ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ฉันยกร่มในมือขึ้นมามองอย่างสงสัย ร่มนี้ยังไม่ได้แกะป้ายราคาออกด้วยซ้ำแถมยังไม่ได้แกะพลาสติกที่หุ้มมาด้วยราวกับว่ามันไม่เคยถูกใช้มาก่อน
“ร่มใหม่นี่”
“พี่เขาแอบชอบแกเปล่าวะ” มนว่าพลางเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้วเดินเข้ามาใกล้ฉัน ใบหน้าของเพื่อนสาวยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“บ้า อย่างพี่เขาเนี่ยนะ เขาเห็นฉันเป็นสายรหัสเฉย ๆ แหละ” ฉันแสร้งทำไปว่าไม่ได้คิดอะไรถึงแม้ว่าใบหน้าของฉันจะเห่อร้อนจนลามไปถึงใบหูแล้วก็ตาม หัวใจในอกเต้นตูมตามอย่างตื่นเต้นไม่รู้ว่าจะแตกตื่นทำไม
แล้วถ้าพี่เขาเกิดชอบฉันขึ้นมาล่ะ
“ก็ไม่แน่นะ บางทีถ้าพี่คิณมาชอบแกขึ้นมาแกจะได้เป็นคนแรกที่หย่อนก้นลงจากคานยังไงล่ะ” มนใช้นิ้วมาม้วนปลายผมของฉันเล่นพลางเอ่ยแซวตามประสา
“บ้า” ฉันลากเสียงยาวพลางยกมือไปดันให้เพื่อนรักออกห่างอย่างเขินอาย แหม ก็คนมันเขินง่า
“แล้วแกเขินอะไรจ๊ะ”
“ไม่คุยกับแกละ พี่เขาไม่มีทางมาชอบผู้หญิงธรรมดาแบบฉันหรอกน่า”
“ใครว่าแกเป็นผู้หญิงธรรมดา แกเป็นถึงทายาทคนเดียวของเศรษฐีเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์เลยนะ แถมหน้าตาแกก็ไม่ได้จัดอยู่ในโหมดดูไม่ได้สักหน่อย” มนว่าทั้งยังยกมือขึ้นมาลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน เวลาที่ฉันรู้สึกไม่มั่นใจก็จะมีมนเนี่ยแหละที่คอยมาให้กำลังใจฉันเสมอ นั่นเลยทำให้เราเป็นเพื่อนกันมานานมาก ๆ
“แต่ว่ามน ฉันว่านะพี่เมนิลต้องแอบชอบพี่คิณแน่ ๆ เลย ฉันไม่อยากแข่งกับพี่เมนิลอะ” ฉันพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาเพราะกลัวว่าใครจะมาได้ยินบทสนทนาที่เราคุยกัน
“แกจะไปกลัวอะไร เดี๋ยวฉันช่วยแกเอง”
“ช่วยยังไง” ฉันหูผึ่งพลางจดจ้องไปหาเพื่อนสนิทอย่างสนอดสนใจ
“สนใจขนาดนี้ แกชอบพี่คิณแล้วใช่ไหม”
