บทที่ 6 ดูตัว (2)

แต่งค่ะ

คำ ๆ นั้นเด้งเข้ามาในหัวฉันยามที่เข้ามาในร้านอาหารแล้วผู้เป็นแม่โบกมือทักทายกับเพื่อนในวัยเด็ก สายตาของฉันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายคุณป้าแล้วได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

พี่คิณนี่

“แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้แต่งตัวดี ๆ” ผู้เป็นแม่หันมากระซิบบอกฉันราวกับเป็นการตอกหน้าว่าเลือกที่จะคัดค้านคำแม่มันเป็นโทษร้ายแรงสถานไหน

ฉันก้าวเท้ามานั่งฝั่งตรงข้ามพี่คิณด้วยเรียวขาที่สั่นสะท้านก่อนจะหลบสายตาที่พี่เขามองมา แววตาเย็นชาของพี่เขายังไม่เปลี่ยนแปลงจนไม่รู้ว่าชายตรงหน้าซ่อนความรู้สึกอะไรไว้อยู่กันแน่ แต่ที่เด่นชัดที่สุดต้องเป็นใบหน้าที่แดงระเรื่อของฉันอยู่แล้วล่ะ

อับอายขายขี้หน้าที่สุดเลย

“เอ่อ... นิดาใช่ไหมลูก” คุณป้าเอ่ยถามอย่างประหม่าพลางเงยหน้าขึ้นมองหมวกใบสานอันใหญ่โตที่ดูจะเกะกะไปสักหน่อย

“สวัสดีค่ะคุณป้า”

“สวัสดีจ้ะ เอ่อ ถอดหมวกก่อนดีไหมจ๊ะ แดดไม่ได้แรงอะไร” แดดไม่แรงหรอกค่ะคุณป้าแต่ความอับอายกำลังจะเผาไหม้หนูให้กลายเป็นจุณเลยค่ะ

“ขอโทษค่ะคุณป้า” ฉันว่าพลางยิ้มเจื่อนก่อนจะถอดหมวกใบนั้นออกจากหัวก่อนผมที่ฉันมัดเป็นดังโงะไว้ด้านในจะถูกปล่อยสยายลงมายาวยันกลางแผ่นหลัง

“น้องเขาแต่งตัวน่ารักดีนะว่าไหมคิณ” คุณป้าหันไปถามพี่คิณที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาตั้งแต่เห็นหน้าฉัน พี่เขาคงช็อกกับการแต่งตัวของฉันไปแล้วแน่ ๆ ถึงได้นั่งนิ่งปานรูปปั้นขนาดนี้อะ

“ครับแม่” พี่คิณตอบรับเพียงเท่านั้นแต่กลับจ้องฉันอย่างไม่วางตาอย่างกับฉันเป็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น

ฉันก้มลงมองเสื้อยืดลายดอกสีฟ้าของตัวเองที่ใส่เข้ากับชุดเอี๊ยมกระโปรงสีชมพูบานเย็นยาวถึงข้อเท้าทั้งยังใส่ร้องเท้าบูตหนังสีขาวยาวขึ้นมาถึงหน้าแข้ง ไหนจะกระเป๋าสะพายที่เป็นรูปแมวเหมียวมีขนนี่อีก น่าอายชะมัดเลย

“ลืมแนะนำตัวเลย ป้าชื่อฐิติยานะจ๊ะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ป้าญาก็ได้จ้ะ” แม่ฉันแนะนำตัวกับพี่คิณ

“ลูกฉันรู้แล้วจ้าว่าแกน่ะชื่อกะทิ”

“แหมยายอรก็ ไปเอาชื่อสมัยเด็กมาเรียกได้ไงเนี่ยอายเด็กหมด”

“ไม่เป็นไรเลยครับคุณป้า ผมว่าเรียกคุณป้ากะทิก็น่ารักดีนะครับ” พี่คิณว่าพลางอมยิ้มอ่อนทำให้ใบหนาของพี่เขาดูละมุนเข้าไปอีก

“แหมถ้าตาคิณว่าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ นี่ลูกป้าเองนะ ชื่อนิดา นิดาทักทายพี่คิณเขาสิลูก” แม่หันมาจับที่ต้นแขนของฉันทำให้พี่คิณหันมาตามการขยับกายของแม่ ฉันรีบหลบสายตาของพี่เขาทันทีไม่ให้พี่เขาได้เห็นความลนลานของฉัน ไม่เห็นเลยจริง ๆ นะ

อย่าให้พี่เขาพูดว่ารู้จักฉันเลยนะขอร้องล่ะ

“ผมรู้จักแล้วละครับ น้องเป็นสายรหัสของผมเอง”

“ตายจริง โลกกลมชะมัดเลย” แม่ฉันว่าอย่างอารมณ์ดีก่อนพวกเราจะพากันทานอาหารที่สั่งมา พวกแม่ ๆ คุยกันอย่างสนุกสนานเพราะไม่ได้พบปะกันมานานเลยมีเรื่องให้พูดคุยกันเยอะใช่ย่อย

พี่คิณเองก็ได้แต่นั่งทานอาหารอยู่เงียบ ๆ คุณป้าถามคำก็ตอบคำ ส่วนฉันก็ก้มหน้าก้มตาเขี่ยอาหารในจานตัวเองไปมา ใครมันจะไปทานลงกันล่ะ

“หนูขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะแม่”

“เอาสิ” แม่ตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจนักเพราะมัวแต่พูดคุยกับเพื่อนสนิทอย่างออกรสออกชาติ ฉันเลยถือโอกาสปลีกตัวออกมา

ฉันเดินไปเข้าห้องน้ำตัวคนเดียวเผชิญกับสายตาผู้คนที่พากันมองมาที่ฉันกันอย่างตกตะลึง ก็แหงสิ แบบนี้ใครเขาแต่งกันล่ะ

ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาว่าจะทักไปหาเพื่อนรักทั้งสอง

“นิดา” ฉันเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงเรียก พี่คิณยืนอยู่ตรงหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ทำเอาฉันตกอกตกใจเสียจนเกือบทำโทรศัพท์มือถือหลุดมือ

“พี่คิณมีอะไรหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงของฉันถามพี่คิณมันประหม่าเสียจนเสียงเกือบสั่น ไม่รู้ว่าพี่เขาจะรู้หรือเปล่า

“ไปเดินเล่นกันไหม”

“คะ?” ถ้อยคำเชิญชวนด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยทำเอาฉันต้องถามกลับอีกรอบให้แน่ใจ

“ไปเดินเล่นด้วยกันหรือเปล่า พวกแม่ ๆ เขาคุยกันอยู่ ไม่อยากไปขัดท่าน”

“เอ่อ... ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับอย่างเหนียมอายก่อนจะเดินข้างพี่คิณออกไป แล้วเดินไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินของห้างสรรพสินค้าโดยไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนด้วยซ้ำ

“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรา”

“หนูก็ไม่คิดว่าจะเป็นพี่คิณเหมือนกันค่ะ ไม่งั้นหนูก็คงไม่แต่งตัวพิลึกแบบนี้” ฉันว่าด้วยน้ำเสียงติดงอแง อีกนิดฉันจะปาดน้ำตาโชว์พี่คิณที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฉันแล้วเนี่ย

“ก็ว่าอยู่ ไม่คิดว่าเราจะแต่งตัวแบบนี้” พี่คิณว่าอย่างขบขัน ฉันได้ยินพี่เขาหัวเราะในลำคอเล็กน้อยจนฉันต้องหันไปมองเขาอย่างประหลาดใจ

“ก็ฉันไม่อยากให้ใครมาชอบฉันนี่คะ”

“งั้นที่บอกว่าถ้ารู้ว่าเป็นพี่จะไม่แต่งตัวแบบนี้คือ...” เดี๋ยวนะ บอกแบบนี้ก็หมายความว่าอยากให้พี่คิณชอบน่ะสิ

“ไม่ค่ะ ๆ ๆ คือหนูรู้อยู่แล้วไงว่าพี่ไม่มีทางชอบหนูหรอก” ฉันรีบยกมือห้ามปรามความคิดของพี่เขาพลางส่ายหน้าระรัวด้วยความลนลานแล้วส่งยิ้มเจื่อนให้ปดปิดความลุกลี้ลุกลน

“ทำไมถึงคิดว่าพี่ไม่มีทางชอบเราล่ะ” พี่คิณหยุดฝีเท้าก่อนจะยืนนิ่ง สองมือล้วงกระเป๋าพลางหันหน้ามามองฉันอย่างเต็มตาจนฉันรู้สึกใจสั่นชอบกลเหมือนมีใครเอาที่เจาะหินมาสั่นสะเทือนอยู่ในทรวงอกแล้วหลบสายตาช่างสงสัยของพี่เขา

“ก็... พี่เป็นแฟนกับพี่เมนิลนี่คะ”

“รู้ด้วยเหรอ” ฉันค่อย ๆ หันหน้าไปมองคนถามแล้วพยักหน้าช้า ๆ ให้ตายสิรู้สึกหน้าชายังไงก็ไม่รู้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป