บทที่ 9 ชานมไข่มุก
“มน เราว่านิดาอาการหนักแล้วว่ะ”
“ฉันก็ว่างั้นแหละ เขาแค่ชมตามมารยาทหรือเปล่า” ฉันหุบยิ้มลงกะทันหันราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางหน้าผาก
“แล้วขอไลน์กันนี่มันตามมารยาทไหมอะ” ฉันโน้มใบหน้าเข้ามาหาเพื่อนสนิทก่อนจะเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหม่าขึ้นมาซะงั้น กลัวว่าจะต้องคิดไปเองอีกตามเคย
“ว่าไงนะ” มนเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ
“พี่เขาขอไลน์ฉัน แกว่าขอตามมารยาทหรือเปล่า”
“ตอนพี่เขาขอพี่เขาพูดว่าอะไร” มนเค้นถามพร้อมกับชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้
“ก็พี่เขาบอกว่าเดือนหน้ามีหนังใหม่น่าดู อยากชวนไปดูด้วยกันอะ”
วิเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกก่อนจะดึงตัวของมนให้กลับมานั่งที่เดิมอย่าเรียกว่าดึงดีกว่าให้เรียกว่ากระชากจนมนแทบจะตกเก้าอี้
“แกดึงฉันทำไมเนี่ยยายวิ”
“พี่คิณมา” พวกเราทั้งสามคนตัวแข็งทื่อก่อนจะหันขวับไปจับจ้องทางชายหนุ่มรุ่นพี่ที่กำลังเดินมาตามลำพัง ร่างสูงสวมใส่เสื้อช็อปของคณะพร้อมกับล้วงมือลงกระเป๋าบนเสื้อช็อปก้าวเดินมา ใบหน้าหล่อยังคงแสดง
สีหน้านิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“พี่คิณ มาทำอะไรคะ” ฉันเอ่ยถามหลังจากที่พี่คิณเดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะที่กลุ่มฉันนั่งอยู่
“เมื่อเช้าพี่เดินผ่านร้านชานมพอดีเลยซื้อมาฝาก” พี่คิณวางถุงแก้วชานมไข่มุกสามแก้วลงบนโต๊ะ
“เฮ้ยอยากดื่มพอดีเลยค่ะ” ดวงตาฉันวาวเป็นประกายจ้องมองชานมไข่มุกร้านโปรดบนโต๊ะด้วยความดีใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นไป “ขอบคุณนะคะ”
“จะได้ไม่บ่นอยากดื่มชานมไข่มุกตอนเที่ยงคืนอีก” ฉันหรี่ดวงตามองคนพี่อย่างคาดโทษ “ทานให้อร่อยนะ”
พี่คิณหันมาคลี่ยิ้มจาง ๆ ให้เพื่อนอีกสองคนแล้วหันกลับมาหาฉัน
“พี่ไปเรียนก่อนนะ” ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างของคนพี่เดินออกไปจนลับหายเข้าไปในตึกเรียน
“มาแค่เนี่ย” มนว่าอย่างเสียดาย “ไหนดูสิมีอะไรกิน”
“แกบ่นอยากกินชานมไข่มุกตอนเที่ยงคืนกับพี่คิณเนี่ยนะ” วิมองตามแก้วชานมที่ถูกมนหยิบออกมาวางไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนจะนำไปวางไว้ตรงหน้าฉัน ส่วนอีกแก้วเธอก็เจาะดื่มเองอย่างสบายอารมณ์
“ก็คนมันหิวนี่” ฉันบ่นพึมพำก่อนจะดึงแก้วชานมไข่มุกเข้าหาตัวก่อนจะเจาะหลอดแล้วดูดดื่มมันอย่างชื่นใจ ชานมไข่มุกเจ้าโปรดจะเยียวยาคุณเอง
“เรื่องนิดาบ่นหิวมันไม่แปลกหรอก แต่แปลกที่พี่คิณซื้อมาเนี่ยดิ” วิยกชานมไข่มุกขึ้นมาดื่ม “แถมยังรู้เจ้าโปรดมันด้วยนะ”
“อะแฮ่ม ๆ” มนกระแอมไออยู่ข้างฉันขณะที่พวกเรากำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน
“มีอะไร” ฉันกระซิบถามพลางลอบมองอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าห้อง
“คุยกับใครอยู่อะ ไม่ละสายตาเลยนะ” มนแอบชำเลืองมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของฉันที่อยู่หน้าข้อความแชตของฉันและพี่คิณค้างไว้
“ทำไมจ๊ะ อิจฉาอะดิ” ฉันยักคิ้วโอ้อวดพลางยืดชูคอขึ้นอย่างภูมิใจ
“ไหนบอกว่ากลัวพี่เมนิลไง สภาพอย่างนี้ไม่น่ากลัวแล้วนะ” มนว่าก่อนจะหันไปมองตรงยังโพรเจกเตอร์ที่ถูกฉายอยู่ด้านหน้า
“แต่ฉันพูดจริงนะ” ฉันวางโทรศัพท์มือถือลงก่อนจะแสดงสีหน้าคร่ำเครียด “พอรู้ว่าพี่เมนิลเป็นแฟนเก่าพี่คิณฉันยิ่งรู้สึกลำบากใจยังไงก็ไม่รู้อะ”
“พี่เมนิลเป็นแฟนเก่าพี่คิณเหรอ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เลย”
“ฉันก็เพิ่งรู้ตอนพี่คิณบอก เห็นบอกว่าคบกันได้ไม่นาน”
“แสดงว่าพี่เมนิลก็อาจจะโดนพี่คิณทิ้ง ถึงได้ดูยังชอบพี่คิณอยู่” ฉันถอนหายใจยาว
“แล้วฉันจะเอาอะไรไปสู้แฟนเก่าเขาเนี่ย”
“ถ้าแฟนเก่าดีจริงเขาจะเลิกกันทำไมวะ” มนกระทุ้งศอกใส่เรียวแขนของฉันเพื่อเรียกกำลังใจ “มั่นใจในตัวเองหน่อยดิ พี่คิณไม่ได้ดูเจ้าชู้ขนาดที่ตกเหยื่อไปทั่วซะหน่อย”
“แต่ถ้าพี่เมนิลเอาจริงขึ้นมา ฉันก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับพี่รหัสตัวเองนะ”
“แกจะกลัวอะไรล่ะ พี่รหัสไม่ได้ทำให้แกเรียนไม่จบสักหน่อย”
“แต่ฉันไม่อยากมีปัญหากับใครตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเรียนนะ” มนถอนหายใจอย่างอารมณ์เสีย
“นี่ ผีเสื้ออุตส่าห์เข้ามาดมแล้วนะ ถ้าแกเห็นว่าดอกไม้อื่นมันสวยกว่า แกก็ปล่อยไปแค่นั้น” ฉันตีหน้าเศร้าหันมามองเพื่อนสนิทอย่างหมองหม่น จริงอยู่ที่ว่าพี่คิณทำท่าเหมือนสนใจฉันจริง ๆ แต่แฟนเก่าของพี่คิณเป็นถึงพี่เมนิลเชียวนะ พี่เมนิลดาวคณะ มาตรฐานสูงขนาดนั้นเขาจะหันมามองเด็กที่ยังไม่โตแบบฉันไปทำไมกันนะ
“แกคิดว่าพี่คิณเขาสนใจฉันจริง ๆ เหรอ”
“ฉันเองก็ยังไม่มั่นใจมาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะพิเศษกว่าคนอื่นก็แล้วกัน” ฉันพยักหน้ารับช้า ๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีหวังขึ้นมาสักหน่อยก็ยังดี
“นี่พวกแกคุยอะไรกันอะ อาจารย์หันมามองค้อนตั้งหลายรอบแล้ว” วิกระซิบบอกเรียกให้ฉันกับมนกันไปมองหน้าห้องอีกครั้งโดยไม่ปริปากพูดอะไรต่อ
ฉันกลับมาถึงบ้านก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะทำงานข้างเตียงอีกเช่นเคยก่อนจะทิ้งตัวลงไปนั่งบนเตียงนอนนุ่มอย่างเหนื่อยหน่าย
โทรศัพท์มือถือแจ้งเตือนข้อความเข้าอีกครั้ง ฉันรีบกดเข้าไปดูอย่างไม่รีรอ
พี่คิณส่งข้อความมา
[ถึงบ้านหรือยังครับ]
“ถึงแล้วค่ะ” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
พี่คิณอ่านอย่างรวดเร็วราวกับว่าเปิดแชตค้างไว้ สักพักก็มีสายเรียกเข้าโทร.เข้ามาทำเอาฉันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ
พี่คิณโทร.มา กรี๊ดดด
ฉันรีบกดปุ่มรับโทรศัพท์อย่างฉับไว
“สวัสดีค่ะพี่คิณ”
[ถึงบ้านแล้วเหรอ]
“ค่ะ ถึงแล้วค่ะ พี่คิณล่ะคะ กลับบ้านหรือยัง” ฉันพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวเพราะความตื่นเต้น ต้องไม่ให้พี่คิณรู้ว่าตอนนี้ฉันแทบจะดีดดิ้นบนเตียงนอนนุ่ม
[ถึงแล้วล่ะ เป็นไง ชาเมื่อเช้าอร่อยไหม]
