บทที่ 8 งานประกวดดาว-เดือน (1)
งานประกวดดาว-เดือน
เสียงเบสหนักๆ จากลำโพงตัวยักษ์ของผับหรูย่านทองหล่อดังกระหึ่มจนแผ่นอกสะเทือน แสงไฟสปอตไลท์สีส้มสลับน้ำเงินสาดส่องตัดผ่านควันบุหรี่จางๆ บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความมึนเมาและความสนุกสนานของเหล่านักท่องราตรี
แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนลวกๆ ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาโซนวีไอพีกลับดูเหมือนจะหลุดออกไปจากโลกใบนี้ชั่วขณะ
องศานั่งเอนหลังพิงพนักโซฟาหนัง มือหนาข้างหนึ่งถือแก้วเหล้าแกว่งไปมาจนน้ำแข็งกระทบขอบแก้วเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ดวงตาเรียวรีดุดันปนเจ้าชู้ที่มักจะแพรวพราวอยู่เสมอ
ตอนนี้กลับนิ่งสนิทและเหม่อลอยอย่างที่เพื่อนในแก๊งไม่เคยเห็นมาก่อน
“เฮ้ย ไอ้องศา! เป็นอะไรของมึงวะ นั่งอมพะนำเป็นพระอิฐพระปูนมาสองชั่วโมงละ” ไทเกอร์ตะโกนฝ่าเสียงเพลงพลางยกแก้วชนกับภามที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ
“นั่นดิ คืนนี้เด็กนิเทศฯ กลุ่มโน้นเขามองมึงจนตาจะทะลุละ ไม่คิดจะออกไปวาดลวดลายหน่อยเหรอวะ เสือองศาผู้ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อหลุดมือหายไปไหนแล้ว” นาวินเสริมพลางพยักพะเยอไปทางโต๊ะฝั่งตรงข้ามที่มีสาวๆ หน้าตาดีกลุ่มหนึ่งคอยส่งสายตาเชิญชวนมาให้เป็นระยะ
“พวกมึงก็กินๆ ไปเหอะน่า กูแค่เพลียๆ ช่วงนี้โปรเจกต์อู่รถพ่อกูเริ่มเดินเครื่องด้วย” องศาตอบปัด เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะยกเหล้าเพียวๆ เข้าปากรวดเดียวจบแก้ว
แต่เพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมอย่างภามมีหรือจะดูไม่ออก ชายหนุ่มขยับแว่นสายตาพลางยิ้มอย่างรู้ทัน สายตาคมจับจ้องไปที่มือหนาขององศาที่กำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น และนิ้วโป้งก็คอยกดเปิดหน้าจอซ้ำๆ ทุกๆ สามนาที
“โปรเจกต์อู่รถ หรือโปรเจกต์น้องสาวข้างบ้านกันแน่วะ” ภามพูดลอยๆ แต่ทำเอาองศาชะงักไปกึกหนึ่ง
“มึงพูดบ้าอะไรไอ้ภาม ยัยแว่นเกี่ยวอะไรด้วย” องศาตวัดสายตาดุมองเพื่อนทันที ใบหน้าคมคายกลับขึ้นสีเรื่อจางๆ ซึ่งอาจจะแยกยากภายใต้แสงไฟสลัวของผับ
“กูก็เห็นมึงกดดูไลน์ตั้งแต่ทุ่มนึงละ มึงรอใครทักมาล่ะ เรนนี่เหรอ รายนั้นเขาพิมพ์มาหามึงจนแชทจะระเบิด แต่มึงไม่เปิดอ่านเลยนี่หว่า” ภามหัวเราะในลำคอ
“แต่มึงกลับเข้าไปส่องหน้าโปรไฟล์ของน้องนับดาวซ้ำๆ กูพูดถูกไหม”
“กูแค่ดูว่ายัยเด็กนั่นกลับถึงบ้านปลอดภัยไหม พ่อวาลฝากกูดูแล ถ้าเกิดยัยแว่นไปเป็นอะไรขึ้นมาระหว่างทาง น้าจักรวาลได้เอาลูกซองมาส่องหัวกูพังพอดี” องศาหาเหตุผลอ้างข้างๆ คูๆ พลางขมวดคิ้วแน่น
เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเองฉิบหาย ตั้งแต่ตอนเย็นที่เขาแกล้งขี่รถกระชากคันเร่งเพื่อให้ยัยแว่นกอดเอว ตอนนั้นเขาก็แค่สะใจตามประสาคนชอบแกล้ง แต่พอลองนึกย้อนไปถึงความรู้สึกยามที่แผ่นหลังกว้างของเขาถูกซบด้วยใบหน้าเล็กๆ และอ้อมกอดอุ่นๆ ที่รัดแน่นรอบเอวหนา มันกลับทำให้หัวใจของเสือร้ายขยับไหวแปลกๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกอยากล่าเหมือนเวลาอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แต่มันเป็นความรู้สึก อยากปกป้อง อยากให้อยู่ตรงนี้นานๆ
และที่น่าโมโหที่สุดคือ หลังจากส่งเธอเสร็จ ยัยแว่นก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปทันที ไม่แม้แต่จะหันมาบ๊ายบายหรือส่งไลน์มาบอกว่าขอบคุณสักคำ ปกติต้องทักมาบ่นเขาแล้วไม่ใช่หรือไง
“เออๆ เป็นห่วงในฐานะพี่ชายข้างบ้านที่ดีสินะ” ไทเกอร์แกล้งล้อเลียน ทำเอาองศาคว้าถั่วทอดบนโต๊ะปาใส่หน้าเพื่อนสนิทด้วยความเคือง
ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่คนหนึ่งในชุดเดรสรัดรูปโชว์แผ่นหลังเนียนก็เดินนวยนาดเข้ามาหาองศา เธอวางมือเรียวลงบนท่อนแขนกำยำของเขาพลางส่งสายตาหยาดเยิ้ม
“องศาคะ คืนนี้เหงาจังเลย ไปแดนซ์กับบีมหน่อยไหมคะ”
ปกติแล้วถ้ามีข้อเสนอระดับพรีเมียมมาเสิร์ฟถึงที่ขนาดนี้ องศาคงยิ้มมุมปากและโอบเอวเธอออกไปสนุกนานแล้ว แต่คืนนี้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของเธอกลับทำให้เขานึกรำคาญใจ ในหัวสมองมันพาลไปคิดถึงแต่กลิ่นสบู่อ่อนๆ ปนกลิ่นน้ำมะนาวจางๆ จากตัวของยัยเด็กข้างบ้านคนนั้น
“ขอโทษทีครับบีม คืนนี้ผมไม่ค่อยสบาย ขอตัวนะครับ” องศาแกะมือเธอออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“พวกมึง กูจ่ายค่าเหล้าโต๊ะนี้ให้ละ กูกลับก่อนนะ”
“เฮ้ย!!! เพิ่งห้าทุ่มเองนะมึง จะรีบไปไหนวะเสือ” นาวินร้องประท้วง
“กูบอกว่าเพลียไง ไว้เจอกันมหาลัยพวกมึง” องศาไม่ฟังเสียงทัดทาน คว้ากุญแจรถบิ๊กไบค์แล้วเดินดุ่มๆ ออกจากร้านทันที ทิ้งให้เพื่อนๆ ได้แต่นั่งมองหน้ากันอย่างงงๆ
“ไอ้เสือองศามันกำลังจะสิ้นลายแล้วว่ะพวกมึง” ภามส่ายหัวขำๆ พลางยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
“มันยังไม่รู้ตัวหรอกว่า อาการแบบนั้นเขาไม่ได้เรียกห่วงน้องสาวเขาเรียกคลั่งรักแบบไม่รู้ตัวต่างหาก”
ในเวลาเดียวกัน บรรยากาศฝั่งตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์กลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว แสงไฟสปอร์ตไลท์หลากสีหลากองศาสาดส่องไปทั่วลานกิจกรรมกลางแจ้งที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นรันเวย์แฟชั่นโชว์สุดอลังการ คืนนี้คืองานปาร์ตี้ต้อนรับเฟรชชี่และงานประกวดดาว เดือนประจำปีของคณะที่ขึ้นชื่อเรื่องความล้ำและหลุดโลกที่สุดในมหาวิทยาลัย
หลังเวทีสลัวๆ เต็มไปด้วยความวุ่นวายของเหล่านักศึกษา เสื้อผ้าเครื่องประดับวางระเกะระกะ ช่างแต่งหน้าและสไตลิสต์วิ่งวุ่นกันจนหัวหมุน
“ไม่เอา! เจนนิสดาวไม่ทำ! ดาวแต่งตัวแบบนี้ไม่เป็น!”
เสียงหวานของนับดาว ร้องประท้วงเบาๆ ด้วยความตื่นตระหนก ตอนนี้เธอถูกจับนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจกบานใหญ่ โดยมีเจนนิสและบิวตี้ ยืนคุมเชิงอยู่ซ้ายขวา ราวกับผู้คุมวิญญาณที่พร้อมจะขูดรีดคราบยัยเนิร์ดออกจากตัวเธอ
“ไม่ได้ย่ะยัยดาว! นี่มันเป็นคำสั่งของรุ่นพี่ปีสอง ดึกขนาดนี้แล้ว นางแบบหลักของเซ็ตเสื้อผ้าแนวนี้ท้องเสียกะทันหันจนต้องหามส่งโรงพยาบาล แล้วไซส์เสื้อผ้าชุดนั้นน่ะ มีแค่แกคนเดียวในคณะที่สัดส่วนตรงเป๊ะ หน้าอกสามสิบสี่ เอวยี่สิบสี่สะโพกสามสิบหก หุ่นนาฬิกาทรายล่มเมืองขนาดนี้ แกจะเก็บไว้ให้ปลวกกินหรือไง!” บิวตี้จีบปากจีบคอพูดพลางกดไหล่บอบบางของนับดาวไว้ไม่ให้ลุกหนี
