บทที่ 18 เยี่ยจิงหลินแสดงฝีมือ
เยี่ยจิงหลินยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังเล็กๆ ในหมู่บ้านไท่ผิงชุน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอาลัย แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวที่เธอเลือกจะซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้มารดาของเธอรู้สึกหนักใจ การบอกลาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอเชื่อมั่นว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เธอรักที่สุด
เธอกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านแม่ ที่นี่เป็นที่ที่ท่านควรจะอยู่ ชีวิตในหมู่บ้านไท่ผิงชุนนั้นสงบสุขและปลอดภัย ท่านจะไม่ต้องอดทนต่อความกดดันหรือภัยร้ายที่มาจากจวนท่านแม่ทัพอีกแล้ว”
เยี่ยจิงหลินวางถุงเงินที่เต็มไปด้วยเหรียญทองลงบนโต๊ะ เธอเอื้อมมือไปจับมือของมารดาไว้แน่น ทั้งที่จริงเธอเองก็อยากที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่เช่นกันแต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์มันบังคับมันเป็นที่ตัวของเธอนั้นยากที่จะปฏิเสธได้
“หลินเอ๋อร์ ลูกแม่...” มารดาของเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและอ่อนโยน “ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร แม่จะรอเจ้าอยู่ที่นี่”
เยี่ยจิงหลินกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ข้าจะไม่ลืมท่านแม่ ข้าสัญญา” เธอกล่าวเสียงสั่นแต่มั่นคง
ในขณะนั้น หลิวฉางหยาง ผู้นำหมู่บ้าน ได้นั่งอยู่ใกล้ๆ เขาเงยหน้ามองเยี่ยจิงหลินพร้อมรอยยิ้มที่แสดงถึงความเมตตาและความจริงใจ “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมารดาของเจ้า ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าเอง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เราสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก นางเป็นเหมือนญาติสนิทของข้าเอง เจ้าจงออกเดินทางด้วยความสบายใจเถิด”
คำพูดของหลิวฉางหยางเปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ช่วยให้เยี่ยจิงหลินวางใจ หญิงสาวโค้งคำนับเขาด้วยความเคารพ ก่อนจะมองหน้ามารดาเป็นครั้งสุดท้าย เธอยิ้มให้มารดาอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความอาลัย เธอหมุนตัวและก้าวเดินออกไป
เยี่ยจิงหลินขึ้นไปบนรถม้าอย่างเงียบๆ หัวใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยความอาลัยจากการลามารดา แม้ว่าจะตั้งใจไว้แล้วว่าเธอต้องเดินทางไปยังเมืองหลวง แต่ความรู้สึกที่ยังค้างคาใจนั้นกลับทำให้การเดินทางครั้งนี้หนักหนาเกินกว่าที่คาดคิด
ทันทีที่ประตูรถม้าปิดลง แม่ทัพซุนเทาก็นั่งอยู่ข้างๆ เขามองไปข้างหน้า ดวงตาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ท่าทีของเขานิ่งเฉยเหมือนทุกครั้ง เขาถามออกมาเสียงราบเรียบ “เจ้าลาแม่ของเจ้าเสร็จแล้วใช่ไหม?”
คำถามนั้นทำให้เยี่ยจิงหลินรู้สึกขัดแย้งในใจ แม้ว่าเธอจะตอบคำถามเขาไปก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เธอรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย แค่คิดถึงท่านแม่ทัพที่ทำตัวเย็นชานั้น ทำให้เธอแทบจะไม่อยากพูดหรือแม้กระทั่งมองหน้าเขา
แต่ท่านแม่ทัพซุนเทาก็ไม่แสดงความขุ่นเคืองใดๆ ต่อท่าทีของเยี่ยจิงหลิน เขาเพียงแค่สั่งให้คนขับรถม้าควบม้าให้เคลื่อนขบวนออกจากหมู่บ้านทันที จุดหมายปลายทางคือเมืองหลวงที่ห่างไกล
เยี่ยจิงหลินนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไร ระหว่างการเดินทางที่ยาวนาน ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงและรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านไท่ผิงชุน ผ่านไปยังถนนที่ทอดยาวออกไปสู่เมืองหลวง
ในคืนนั้น การเดินทางอันยาวนานและล่าช้าของรถม้าพร้อมกับกำลังพลที่มีถึง 500 นายทำให้พวกเขาต้องหยุดพักในกลางป่า ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงดาวที่ระยิบระยับ ส่องประกายอยู่เหนือศีรษะ ราวกับว่าดาวทุกดวงนั้นต่างก็มีเรื่องราวที่ต้องบอกเล่า เยี่ยจิงหลินนั่งเงียบๆ ข้างแม่ทัพซุนเทาในกระโจมขนาดใหญ่ ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น เสียงของแม่ทัพซุนเทาก็ดังขึ้นอย่างราบเรียบ
“ต่อแต่นี้ไป เจ้าคือบุตรสาวที่ตัวข้านั้นยอมรับ เจ้าจะต้องใช้แซ่ของข้า แซ่ซุน” คำพูดของท่านแม่ทัพหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง แม้ว่ามันจะเป็นคำสั่งที่แฝงไปด้วยการยอมรับ แต่ในใจของเยี่ยจิงหลินกลับรู้สึกถึงความเครียดและความหดหู่
เยี่ยจิงหลินไม่ได้ตอบอะไรออกมาในทันที ดวงตาของเธอมองไปที่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวระยิบระยับอย่างไม่รู้สึกอะไร ดูเหมือนว่าเธอจะพยายามไม่มองหน้าท่านพ่อที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ต่อเธอมาก่อน แม้กระทั่งตอนนี้ การที่เขาสั่งให้เธอใช้แซ่ซุนทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังกลายเป็นสิ่งที่เขาบังคับให้เป็น
"ตามแต่ท่านจะเรียกแล้วกัน" เยี่ยจิงหลินตอบเสียงเบาและราบเรียบ ไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ ซ่อนเร้นในคำพูดของเธอ นั่นเป็นการยอมรับอย่างเฉยชาที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
คำตอบของนางไม่ทำให้ท่านแม่ทัพซุนเทาขุ่นเคือง เขานิ่งเงียบและไม่พูดอะไรต่อไป ราวกับว่าเขาเข้าใจดีในสิ่งที่นางรู้สึก หรือบางทีเขาอาจจะไม่ได้คาดหวังอะไรจากการตอบรับของนางเลย
ในขณะที่ท่านแม่ทัพซุนเทากำลังนั่งคิดถึงบทสนทนาที่จะสร้างความสนิทสนมกับบุตรสาวที่เขาทอดทิ้งไปนาน เสียงระฆังดังลั่นไปทั่วกระโจม เสียงเตือนภัยดังขึ้นพร้อมกับคำประกาศ "สัตว์อสูรบุก! สัตว์อสูรบุก!" ตามด้วยเสียงกรีดร้องของทหารที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีและพลาดท่าไป
ทันทีที่เสียงเตือนดังขึ้น เยี่ยจิงหลินที่นั่งอยู่ข้างๆ ท่านแม่ทัพไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือวิตกกังวล แม้แต่น้อย ดวงตาของนางส่องประกายแวววาวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นเธอเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า เธอลุกขึ้นและวิ่งไปยังทางออกกระโจมอย่างไม่มีความลังเล
ท่านแม่ทัพซุนเทามองไปที่บุตรสาวด้วยความตื่นตะลึง เขาประหลาดใจในความรวดเร็วและความเชี่ยวชาญในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินของนาง เธอไม่เพียงแต่ตอบสนองได้อย่างทันทีทันใด แต่ยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้าง ด้วยท่าทางที่รวดเร็วและเชียบขาด
การโจมตีจากสัตว์อสูรในค่ำคืนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความสับสนและความตื่นตระหนก เสียงกรีดร้องของทหารดังแทรกขึ้นท่ามกลางการสู้รบอย่างสุดกำลัง ซากร่างของทหารที่ถูกสัตว์อสูรฉีกขย้ำจนไร้ลมหายใจกระจัดกระจายอยู่หน้ากระโจมของท่านแม่ทัพซุนเทา สัตว์อสูรพวกนี้มีลักษณะคล้ายกับหมาป่าดำสนิท แต่มีความดุร้ายและพลังทำลายล้างที่น่ากลัวกว่าหมาป่าธรรมดาหลายเท่า พวกมันมีกำลังมหาศาลและสามารถทำลายเหยื่อได้อย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี
ในขณะที่ท่านแม่ทัพซุนเทาและทหารของเขากำลังพยายามตั้งหลัก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่สะท้อนไปทั่วพื้นที่ เยี่ยจิงหลินยืนอยู่ตรงกลาง โดยที่ดวงตาของเธอส่องประกายไปด้วยความมุ่งมั่น นางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยเมื่อเห็นสัตว์อสูรที่บุกเข้ามา ความเร็วและท่าทางที่เด็ดขาดของนางทำให้เหล่าทหารที่ขวัญเสียจากการโจมตีของสัตว์อสูรนั้นเริ่มได้รับแรงบันดาลใจ
เยี่ยจิงหลินเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เธอจับจ้องไปที่สัตว์อสูรที่กำลังขย้ำทหารด้วยความโหดเหี้ยม และในไม่ช้า สัตว์อสูรเหล่านั้นก็ตายไปอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของเยี่ยจิงหลิน การเคลื่อนไหวของเธอแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ที่เหนือกว่าทุกคนที่เห็น นางจัดการกับสัตว์อสูรเหล่านั้นอย่างไม่ยากเย็น เหล่าทหารที่ตกใจและขวัญเสียเมื่อเห็นการทำลายล้างของสัตว์อสูรก็เริ่มฟื้นคืนความกล้าหาญขึ้นมาอีกครั้งจากความเด็ดขาดของเยี่ยจิงหลิน
ในขณะที่ท่านแม่ทัพซุนเทามองการต่อสู้ของบุตรสาว เขากลับรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ซ่อนอยู่ในใจ แม้จะยังไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่ในใจของเขากลับคิดว่า "เพราะเหตุนี้แหละที่ข้าต้องการตัวนาง..." การต่อสู้ของเยี่ยจิงหลินทำให้เขาตระหนักถึงความสามารถที่น่าทึ่งของนาง ในขณะที่ซุนฮ่าว บุตรชายคนโตของเขา หากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ อาจจะหนีกลับไปหรือตกเป็นเหยื่อของสัตว์อสูร
