บทที่ 2 บทที่ 2 หมากตานี้

บทที่ 2 หมากตานี้

สายลมทะเลยามค่ำคืนพัดแรงขึ้น รอยยิ้มมุมปากและประโยคทิ้งทวนของเรเน่ยังคงบาดลึกและตกค้างอยู่ในสติของทิวากร ชายหนุ่มยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังบางในชุดราตรีสีดำที่ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับการคุ้มกันอันแน่นหนาของพวกการ์ดตระกูลวานิช

ทุกก้าวเดินของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ ศักดิ์ศรี และอำนาจ ไร้ซึ่งร่องรอยของ ‘เงา’ ผู้หญิงที่เคยนั่งรอเขากลับบ้านด้วยสายตาเว้าวอนอีกต่อไป

“นายครับ” เสียงของ ‘ภีม’ มือขวาคนสนิทที่เดินเข้ามาหยุดยืนข้างกายพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย ดึงสติของเจ้าพ่อมาเฟียให้กลับคืนมา “รถพร้อมแล้วครับ และ… คนของเราส่งข่าวมาว่า คุณเรเน่กำลังจะลงเรือเล็กกลับขึ้นฝั่งทางตอนเหนือคืนนี้เลยครับ”

ทิวากรไม่ตอบ สายตาคมเข้มยังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่อดีตภรรยาเดินหายลับไป มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมือ

สี่ปี… เขาใช้เวลาสี่ปีเต็มในการกำจัดกิ่งก้านสาขาของพวกศัตรูที่คอยจ้องจะเล่นงานจุดอ่อนของเขา เขาเคยมองว่าการตัดเธอออกจากชีวิตคือ ‘ความเสียสละ’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อให้เธอได้มีชีวิตที่สงบสุข แต่ใครจะไปคิดว่า ผลลัพธ์ของการผลักไสครั้งนั้น จะส่งเธอกลับเข้ามาสู่ ‘โลกเบื้องหลัง’ ที่ดุเดือดและอันตรายยิ่งกว่าเดิม

“ตระกูลวานิช… มีการเคลื่อนไหวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถาม

“ราวๆ สองปีก่อนครับ หลังจากผู้นำคนเก่าเสียชีวิต ตระกูลวานิชก็เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในอย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อหกเดือนก่อน มีข่าวลือว่าทายาทสายตรงฝั่งมารดาปรากฏตัวขึ้นและสยบเสี้ยนหนามทั้งหมดลงได้อย่างเด็ดขาด… ไม่มีใครคาดคิดว่าทายาทคนนั้นจะเป็นคุณเรเน่ครับ” ภีมรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เธอไม่ใช่แค่สืบทอดตำแหน่ง แต่นำสายสัมพันธ์การค้าทางตอนเหนือกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวได้ในเวลาอันสั้นด้วยครับ”

ทิวากรแค่นหัวเราะในลำคอ… ยิ้มให้กับความโง่เขลาของตัวเอง เขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงดอกไม้ที่แสนบอบบางที่ต้องคอยคุ้มครองไว้ในกรงทอง แต่สี่ปีที่หายไป เธอซ่อนเล็บและคมเคี้ยวเอาไว้จนเติบใหญ่กลายเป็น ‘หงส์ดำ’ ที่กุมอำนาจคุมน่านน้ำทางเหนืออย่างเต็มภาคภูมิ

“สืบเรื่องตระกูลวานิชทั้งหมด” ทิวากรหมุนตัวกลับ เดินก้าวไปยังห้องรับรองส่วนตัวบนเรือยอชต์ “โดยเฉพาะโครงการประมูลที่ดินริมชายฝั่งที่เธอเพิ่งชนะไป… ฉันอยากรู้ว่าเธอกำลังจะทำอะไรกันแน่”

#ในขณะเดียวกัน

บนเรือสปีดโบ๊ตหรูที่กำลังมุ่งหน้าตัดผิวน้ำทะเลตรงไปยังท่าเรือส่วนตัว เรเน่นั่งพิงหลังกับเบาะหนังราคาแพง สายตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสจับจ้องเกลียวคลื่นสีเข้มที่แตกกระจายยามกระทบตัวเรือ มือเรียวสวยที่ประดับแหวนสัญลักษณ์ตระกูลวานิชหมุนแหวนเล่นไปมาเบาๆ

“ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของคุณเรเน่ในคืนนี้ จะทำให้คุณทิวากรปั่นป่วนไม่น้อยเลยนะครับ” ‘ฌอน’ ชายหนุ่มลูกครึ่งร่างสูงใหญ่ผู้เป็นทั้งเลขาและหัวหน้าการ์ดของตระกูลวานิชเอ่ยขึ้นขณะยื่นแก้วไวน์แดงให้เธอ

หญิงสาวรับแก้วไวน์แดงมาถือไว้ เทน้ำสีเข้มให้ไหววนเบาๆ ก่อนจะยกขึ้นจิบเล็กน้อย

“นั่นมันก็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นแหละฌอน” ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้ม “ทิวากรเคยชินกับการเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เขาคิดว่าโลกหมุนรอบตัวเขา และคิดว่าการตัดสินใจของเขาคือ ‘คำสั่งสวรรค์’ ที่คนอื่นต้องยอมรับ เขาผลักฉันลงเหวเพราะคิดว่านั่นคือทางรอดเดียว แต่เขาลืมไปว่า คนที่รอดชีวิตมาจากเหวนั้นได้… จะไม่กลับไปกลัวความมืดอีกต่อไป”

“แล้วเรื่องพันธมิตรสายคอร์รัปชันทางตอนเหนือล่ะครับ?” ฌอนถามด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ที่ดินผืนที่คุณประมูลได้มาวันนี้ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่พวกมันต้องการใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย การที่คุณตัดหน้าซื้อมา อาจทำให้พวกมันส่งคนมาเล่นงานตระกูลเราตรงๆ”

“ให้พวกมันเข้ามา” ดวงตากลมโตของเรเน่ฉายแววไร้ซึ่งความหวาดกลัว “ฉันซื้อที่ดินผืนนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อขยายเส้นทางการค้าของตระกูลวานิช แต่เพื่อลากพวกที่อยู่ใต้ดินออกมาล้างบางต่างหาก”

เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าคมเข้มและนัยน์ตาสีน้ำตาลที่แฝงความสับสนของทิวากรยามที่สบตากับเธอในคืนนี้ลอยเข้ามาในความคิด

เธอรู้ดีว่าตระกูลของทิวากรเองก็กำลังตามล่าพันธมิตรสายคอร์รัปชันกลุ่มนี้อยู่เช่นกัน และนั่นหมายความว่า เส้นทางของเธอและเขาจะต้องหมุนกลับมาร่วมกันอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ครั้งนี้… จะไม่มีคำว่า ‘ภรรยาผู้ว่าง่าย’ หรือ ‘ผู้หญิงที่ต้องรอรับการปกป้อง’ อีกต่อไป

#เช้าวันรุ่งขึ้น

#บริษัทตระกูลทิวากร

บรรยากาศในห้องประชุมชั้นสูงสุดเต็มไปด้วยความตึงเครียด บอร์ดบริหารและลูกน้องระดับสูงต่างนั่งเงียบกริบยามที่ทิวากรปาแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊กยาว

“พวกคุณกำลังจะบอกฉันว่า… สัญญาการใช้ท่าเรือทางตอนเหนือที่เราทำไว้กับเทศบาลเมือง กำลังจะถูกยกเลิกอย่างนั้นหรอ?” ทิวากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่กลับมีแรงกดดันมหาศาลจนไม่มีใครกล้าสบตา

“คื… คือว่า ทางเทศบาลแจ้งว่า ผู้นำตระกูลวานิชคนใหม่ ได้ใช้นโยบายกวาดซื้อหุ้นส่วนและที่ดินโดยรอบท่าเรือทั้งหมดเมื่อคืนนี้ครับท่าน” หัวหน้าฝ่ายกฎหมายเอ่ยน้ำเสียงสั่น “ทำให้ตอนนี้ อำนาจการอนุมัติเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งเหนือทั้งหมด ตกอยู่ในมือของคุณเรเน่แต่เพียงผู้เดียว… หากเราต้องการใช้เส้นทางนั้น เราต้องไปเจรจาขอลงนามเป็น ‘หุ้นส่วน’ กับตระกูลวานิชครับ”

ทิวากรแค่นยิ้ม นัยน์ตาคมเข้มฉายแววพึงใจลึกๆ ซ่อนอยู่ภายใต้ความหงุดหงิด

‘ยัยตัวแสบ… เล่นเกมเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?’

เธอรู้ดีว่าตระกูลของเขาต้องใช้เส้นทางลำเลียงสินค้าเทคโนโลยีทางเหนือ และเธอก็ใช้จุดนี้บีบให้เขาต้องเป็นฝ่าย ‘ก้มหัว’ เดินเข้าหาเธอเอง

“ภีม” ทิวากรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ติดกระดุมเสื้อสูทอย่างเรียบร้อย “นัดผู้นำตระกูลวานิช… บอกเธอว่า ฉันต้องการเจรจาเรื่องสัญญาหุ้นส่วนด้วยตัวเอง”

“แล้ว… จะให้นัดที่ไหนดีครับนาย?”

ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าคมเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี

“บอกเธอว่า… ฉันจะไปหาเธอที่คฤหาสน์ตระกูลวานิชด้วยตัวเอง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป