บทที่ 3 บทที่ 3 เงื่อนไขบนกระดาน

บทที่ 3 เงื่อนไขบนกระดาน

#หลายชั่วโมงผ่านไป

ความเงียบในห้องทำงานชั้นสูงสุดของคฤหาสน์ตระกูลวานิชตึงเครียดจนเกือบจะกดทับบรรยากาศโดยรอบ แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างบานโตตกกระทบลงบนร่างของอดีตสามีภรรยาที่กำลังสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ทิวากรในชุดสูทสีเข้มดูภูมิฐานก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความน่าเกรงขามที่เคยทำให้ผู้คนในโลกเบื้องหลังต้องยอมสยบ ทว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความตื่นตระหนก ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายคมเข้ม เชิดหน้าขึ้นสบสายตาดุดันด้วยความท้าทาย

“คุณมีเวลาสิบนาที คุณทิวากร” เรเน่เอ่ยขึ้น พลางทอดสายตามองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือเรียวเล็ก “สำหรับข้อเสนอที่อาจจะทำให้ฉันสนใจ… หรือไม่สนใจ”

ทิวากรรู้สึกขัดใจไม่น้อยกับสรรพนามที่แสนห่างเหินและท่าทางถือดีของเธอ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าความเยือกเย็นของเธอในตอนนี้… มันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ที่ดินริมชายฝั่งที่คุณเพิ่งประมูลได้ รวมถึงหุ้นส่วนท่าเรือทางเหนือที่ตระกูลวานิชเพิ่งเหมาซื้อไป” ทิวากรเอ่ยเปรยน้ำเสียงราบเรียบ ทอดสายตามองเอกสารบนโต๊ะของเธอ “เธอรู้ดีว่าตระกูลของฉันต้องใช้เส้นทางนั้นในการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีความปลอดภัย การตัดหน้าควบคุมท่าเรือทั้งหมดแบบนี้ เธอไม่ได้ทำเพราะความแค้นส่วนตัวอย่างเดียวแน่”

“อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไปนักสิคะ” หญิงสาวเหยียดยิ้มเล็กน้อย แววตาเย้ยหยัน “ฉันทำธุรกิจ และธุรกิจก็ต้องการจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด ท่าเรือทางเหนือคือหัวใจของการค้าทางทะเล การที่ตระกูลวานิชเข้ายึดพื้นที่ตรงนี้ มันคือเรื่องของ ‘อำนาจ’ และ ‘ผลประโยชน์’ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระอย่างความแค้นในอดีต”

เธอเดินก้าวออกจากหลังโต๊ะทำงาน เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทิวทัศน์ของท้องทะเลกว้าง ลมทะเลพัดผ่านช่องระบายอากาศทำให้เรือนผมสีดำยาวของเธอพลิ้วไหวเล็กน้อย

“แต่ถ้าคุณอยากใช้เส้นทางนั้น…” เรเน่หมุนตัวกลับมาสบตาเขาตรงๆ “คุณต้องจ่ายฉันด้วยราคาที่คุ้มค่า”

“เสนอมาได้เลย” ทิวากรตอบทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน “เงินทุน สิทธิประโยชน์ หรือสัญญาการคุ้มกันจากกองกำลังของตระกูลฉัน… ขอแค่เธอบอกมา”

“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ และตระกูลวานิชก็มีกองกำลังมากพอที่จะดูแลตัวเองได้” น้ำเสียงของเรเน่ห้วนขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า ‘การคุ้มกัน’ ประโยคเดิมๆ ที่เขาเคยใช้เป็นข้ออ้างในการผลักไสเธอ “ข้อเสนอของฉันสั้นและเรียบง่ายมาก… หากตระกูลของคุณต้องการใช้ท่าเรือ คุณต้องยอมลงนามในสัญญา ‘หุ้นส่วนร่วม’ กับตระกูลวานิชอย่างเป็นทางการ”

“สิทธิ์การบริหารห้าสิบห้าสิบ?” ทิวากรขมวดคิ้วแน่น

“ถูกต้องค่ะ” เรเน่เชิดหน้าขึ้น “ไม่ใช่การที่ตระกูลคุณมาจ้างเรา หรือเราเป็นฝ่ายพึ่งพาคุณ แต่เราจะกุมอำนาจในการตัดสินใจร่วมกัน ข้อมูลเส้นทางสินค้า สายข่าวเบื้องหลัง และการตัดสินใจในโครงการทางเหนือทั้งหมด ต้องผ่านการอนุมัติจากฉันด้วย”

“เธอรู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง” ทิวากรขยับเข้าไปหาเธอทันที สายตาฉายแววตื่นตระหนกผสมความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด “การเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับฉันในโครงการนี้ มันจะทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของ ‘กลุ่มสายคอร์รัปชัน’ ที่กำลังจ้องจะล้มฉันอยู่ พวกมันไม่ใช่พวกมาเฟียกระจอก แต่เป็นกลุ่มอิทธิพลที่พร้อมจะฆ่าทุกคนที่ขวางทาง!”

“แล้วคุณคิดว่าตระกูลวานิชรับมือกับคนพวกนั้นไม่ได้งั้นเหรอ?” เรเน่โต้กลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยฉายแววไปด้วยศักดิ์ศรี 

“...” ชายหนุ่มยืนมองคนตัวเล็กนิ่งๆ

“ถ้าคุณต้องการเส้นทางขนส่งทางเหนือ คุณต้องเซ็นสัญญานี้ในฐานะ หุ้นส่วนที่เท่าเทียม” เรเน่เอ่ยตัดบทอย่างเฉียบขาด เธอหยิบเอกสารสัญญาฉบับใหม่ที่เตรียมไว้บนโต๊ะยื่นส่งให้กับเขา “แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ เพราะยังติดนิสัยชอบสั่งการและคิดว่าตัวเองต้องเป็น ‘ผู้ปกป้อง’ อยู่ฝ่ายเดียว… คุณก็กลับไปซะ แล้วหาเส้นทางอื่นส่งสินค้าเอาเอง”

ทิวากรมองแผ่นกระดาษในมือของเธอ สลับกับมองดวงตาคมสวยที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ควบคุมอารมณ์สับสนในหัวใจ เขาค่อยๆ ยื่นมือไปรับเอกสารฉบับนั้นมาถือไว้

เขารู้ดีว่าการยอมรับเงื่อนไขนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ… แต่มันคือการดึงเธอให้กลับเข้ามาอยู่ในวงเคโดของเขาอีกครั้ง แม้จะในสถานะใหม่ที่เขาไม่เคยชินก็ตาม

“ได้” ทิวากรเอ่ยเสียงหนักแน่น “ฉันตกลง”

เรเน่มองเขานิ่ง ไม่คิดว่าชายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครจะตอบรับง่ายดายขนาดนี้

“แต่ฉันมีเงื่อนไขเพิ่มอีกข้อหนึ่ง” ทิวากรเอ่ยพลางขยับก้าวเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างเหลือเพียงไม่นิดเดียว กลิ่นหอมเย้ายวนประจำตัวเธอเตะเข้าจมูกจนหัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ “ในเมื่อเราเป็นหุ้นส่วนร่วมกันแล้ว… การทำงานทุกอย่างต้องทำร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงงานเลี้ยงต้อนรับพันธมิตรทางเหนือในคืนพรุ่งนี้ด้วย”

“คุณกำลังจะเล่นแง่อะไร?” หญิงสาวหรี่ตาลงอย่างระแวง

“ฉันไม่ได้เล่นแง่” ทิวากรยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่แฝงความเจ้าเล่ห์และอันตราย ทว่าทรงเสน่ห์จับใจ “ในเมื่อเธอประกาศว่าปกป้องตัวเองได้ และพร้อมจะยืนเคียงข้างฉันในฐานะหุ้นส่วน… คืนพรุ่งนี้ เธอก็ต้องควงคู่ไปกับฉัน ในฐานะ ‘ผู้นำตระกูลวานิช’ ที่จับมือกับตระกูลทิวากรต่อหน้าคนทั้งโลกเบื้องหลัง”

เรเน่จ้องมองใบหน้าคมเข้มของอดีตสามีนิ่งๆ ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มท้าทายกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว

“ได้ค่ะ… แล้วมาดูกันว่า ใครกันแน่ที่จะเป็นคนควบคุมเกมนี้!”

ร่างสูงใหญ่ของทิวากรไม่ได้ขยับถอยห่าง แม้ประโยคเชือดเฉือนของเธอจะตอกย้ำว่าเรเน่ไม่ใช่ผู้หญิงว่าง่ายคนเดิมอีกต่อไป เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอบอุ่นเป่ารดข้างแก้มขาวเนียน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววไปด้วยความพอใจลึกๆ

“แล้วฉันจะรอชม… หุ้นส่วนของฉัน”

ทิวากรทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงพร่า ชวนให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ สายตาคมสวยจ้องมองแผ่นหลังที่ลับหายไปหลังประตู

ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มเล็กน้อย มือบางยกขึ้นแตะแหวนประจำตำแหน่งผู้นำตระกูลวานิช งานเลี้ยงในคืนพรุ่งนี้ จะไม่ใช่แค่การเปิดตัวพันธมิตร แต่มันคือลานประลองที่เธอจะทำให้เขาได้รู้ว่า ราชินีแห่งภาคเหนือคนนี้… ไม่มีวันกลับไปอยู่ใต้ร่มเงาของใครอีกต่อไปแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป