บทที่ 4 บทที่ 4 หุ้นส่วนอันตราย

บทที่ 4 หุ้นส่วนอันตราย

#คฤหาสน์ตระกูลทิวากร

คฤหาสน์ตระกูลทิวากรทางภาคเหนือสว่างไสวไปด้วยแสงไฟคริสตัลระยิบระยับ รถยนต์หรูราคาหลายสิบล้านดอลลาร์จอดเรียงรายตลอดแนวถนนสายยาว บรรยากาศของงานเลี้ยงต้อนรับพันธมิตรทางเหนือเบื้องหน้าดูอบอวลไปด้วยความโอบอ้อมและมิตรภาพ ทว่าเบื้องหลังกลับเป็นลานประลองของบรรดามาเฟีย พ่อค้าอาวุธ และนักการเมืองทรงอิทธิพลที่พร้อมจะเชือดเฉือนกันด้วยผลประโยชน์

เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ ผสมผสานกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาจางๆ ของเหล่าผู้มีอำนาจ ชายหนุ่มในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บอย่างประณีตยืนอยู่ตรงกลางโถงงาน มือหนาถือแก้วไวน์แดง ใบหน้าคมเข้มเรียบตึงทว่าน่าเกรงขามดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้าง ทว่าสายตาเข้มของเขากลับจ้องมองไปยังประตูทางเข้าหลักเพียงจุดเดียวอย่างไม่วางตา

ลูกน้องรอบตัวต่างรู้ดีว่า คืนนี้เจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่กำลังรอคอย ‘หุ้นส่วนคนสำคัญ’ เพียงคนเดียวเท่านั้น

และแล้ว… เสียงฮือฮาและสายตาทุกคู่ในโถงงานก็หันไปทางประตูใหญ่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ร่างสูงสง่างามของเรเน่ปรากฏตัวขึ้น เธอก้าวเดินเข้ามาในงานพร้อมกับรังสีแห่งอำนาจที่กดข่มทุกสายตา คืนนี้เธอสวมชุดราตรีผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแดง ผ่าข้างสูงโชว์เรียวขายาวสวย ทรงผมดัดลอนทิ้งตัวลงมารับกับโครงหน้าสวยคม ริมฝีปากสีแดงสดฉ่ำวาว

ก้าวเดินของเธอในคืนนี้ ไม่ใช่ก้าวของอดีตภรรยาผู้เจียมเนื้อเจียมตัว แต่เป็นก้าวของ ‘ราชินีแห่งภาคเหนือ’ ผู้กุมสายเลือดตระกูลวานิชไว้อย่างเต็มภาคภูมิ

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มตรงมุมปากที่ยากจะสังเกตเห็น เขาละมือจากการคุยกับนักธุรกิจใหญ่ เดินก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้าไปหาเธอทันที สายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ เกิดเป็นความตึงเครียดที่เย้ายวนจนทำให้บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุขึ้นมาดื้อๆ

“แต่งตัวได้สมฐานะหุ้นส่วนของฉันจริงๆ” ทิวากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอในระยะห่างพอเหมาะ เขาค่อยๆ งอข้อศอกขึ้น ส่งสัญญาณให้เธอควงแขน

หญิงสาวมองแขนแกร่งของอดีตสามีนิ่งๆ ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มจางๆ เธอไม่ได้ยื่นมือไปควงแขนเขา แต่กลับยกมือเรียวสวยขึ้นปรับปกเสื้อทักซิโด้ให้เขาเบาๆ ด้วยท่าทางสนิทสนม สัมผัสเบาบางบนอกเสื้อทำให้หัวใจของเจ้าพ่อมาเฟียหนุ่มกระตุกวูบ

“ฉันมาในฐานะผู้นำตระกูลวานิชค่ะ คุณทิวากร” เรเน่เอ่ยเสียงเรียบเย็น ทว่าดังกังวานพอให้คนรอบข้างได้ยิน “ผู้นำสองตระกูลที่ยืนเคียงข้างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นที่พึ่งพิงของใคร”

ทิวากรหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมฉายแววความพึงใจ ยอมรับการตอกกลับอย่างเฉียบขาดของเธอแต่โดยดี เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง สบตาเธอนิ่งๆ

“ถ้าอย่างนั้น… เชิญครับ คุณเรเน่”

การเปิดตัวของทั้งสองในคืนนั้นสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกเบื้องหลัง ภาพของเจ้าพ่อมาเฟียผู้คุมเส้นทางขนส่งทางทะเล และผู้นำหญิงคนใหม่ของตระกูลวานิชที่ยืนเคียงข้างกัน เจรจาธุรกิจและแลกเปลี่ยนวาทศิลป์กับผู้มีอิทธิพลได้อย่างไหลลื่น ทำให้ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่า ยุคสมัยของภาคเหนือได้เปลี่ยนไปแล้ว เรเน่เฉลียวฉลาด คมคาย และรู้เท่าทันเกมการเมืองจนทิวากรเองยังต้องมองเธอด้วยความเคารพจากหัวใจ

จนกระทั่ง… ช่วงกลางดึกของงานเลี้ยง

คนตัวเล็กขอตัวออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณสวนหินด้านหลังคฤหาสน์ เสียงดนตรีจากในงานดังแว่วมาไกลๆ สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านทำให้ผิวผ่องเกิดรอยขนลุกชูชัน หญิงสาวหลับตาลง นึกทบทวนถึงความรู้สึก สี่ปีที่แล้วเธอเคยคิดว่าการไม่มีเขาคือฝันร้าย แต่ในเวลานี้ การได้ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เท่าเทียม กลับทำให้เธอรู้สึกถึง ‘อิสรภาพ’ อย่างแท้จริง

“สูดอากาศในสวน… โดยไร้การ์ดคุ้มกันแบบนี้ มันอันตรายไปหน่อยไหมครับ”

เสียงแปลกหน้าดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง เรเน่ลืมตาขึ้นทันที หมุนตัวกลับไปมองด้วยสัญชาตญาณ ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้มพร้อมลูกน้องติดอาวุธสามคนเดินก้าวออกมาจากมุมมืด

‘คุณอาทิตย์’ หนึ่งในอิทธิพลสายคอร์รัปชันทางเหนือที่กำลังจ้องล้มตระกูลทิวากร

“ฉันจำได้ว่าไม่ได้ส่งบัตรเชิญให้คุณนะ คุณอาทิตย์” เรเน่เอ่ยเสียงเรียบเย็น ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องใช้บัตรเชิญหรอกครับ ในเมื่อคุณกับทิวากรจับมือกันตัดเส้นทางการค้าของผม” อาทิตย์แสยะยิ้มชั่วร้าย “ผมแค่จะมาเตือน… ผู้หญิงที่เคยเป็นแค่หมากที่ถูกทิ้งอย่างคุณ อย่าคิดว่าจะขึ้นมาเล่นเกมอำนาจนี้ได้ ทิวากรมันก็แค่ใช้คุณเป็นเกราะป้องกันตัวเท่านั้นแหละ”

“งั้นเหรอคะ?” เรเน่เหยียดยิ้มเย้ยหยัน “แต่คนที่กำลังสุนทรีย์กับความกลัว จนต้องแอบลอบเข้ามาในงานคนอื่น น่าจะเป็นคุณมากกว่านะ”

“ปากดีนักนะ!” อาทิตย์หน้าตึงด้วยความโมโห พยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้อง “จับตัวมันไว้! ใช้มันเป็นข้อต่อรองกับทิวากร”

ชายฉกรรจ์สองคนพุ่งตัวเข้ามาหาเรเน่ทันที ทว่าก่อนที่พวกมันจะได้แตะต้องตัวเธอ เรเน่กลับเบี่ยงหลบอย่างพลิ้วไหว ส้นเข็มยาวของเธอถีบเข้าที่ข้อพับของชายคนแรกจนมันทรุดลงกับพื้น พร้อมกับหยิบมีดพกเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อราตรีออกมาจ่อที่ลำคอของชายอีกคนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

“คิดว่าฉันอยู่อย่างผู้หญิงบอบบางงั้นเหรอ?” เรเน่กดปลายมีดลงบนผิวเนื้อของศัตรูเบาๆ จนเลือดซึม นัยน์ตาคู่สวยฉายแววความสังหาร

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกน้องของอาทิตย์ที่โดนมีดจ่อล้มลงกับพื้นด้วยกระสุนเจาะเข้าที่กลางศีรษะ ร่างสูงใหญ่ของทิวากรปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด มือหนายังคงถือปืนเก็บเสียงควันท่วมปลายกระบอก สายตาของเขามืดมนและดุดันราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะทำลายล้างทุกอย่าง

ทิวากรก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาบังร่างของเรเน่ไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ รังสีการฆ่าฟันแผ่กระจายจนอาทิตย์ถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ

“คุณอาทิตย์...” น้ำเสียงของทิวากรเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก “มึงกล้ามากนะที่มาแตะต้องคนของกู ในพื้นที่กูแบบนี้”

“คนของมึงงั้นเหรอ? ฮ่าๆ” อาทิตย์หัวเราะกลบความกลัว “มึงหย่ากับเธอไปแล้วทิวากร เธอไม่ใช่คนของมึงแล้ว”

“หลบไป ทิวากร!” เสียงหวาน ทว่าเข้มงวดของเรเน่ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอใช้มือดันแผ่นหลังกว้างของเขาออก เดินก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา ชูมีดพกที่เปื้อนคราบเลือดขึ้นสบตากับศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว “ฉันบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาสวมบทผู้ปกป้อง ชายคนนี้เป็นศัตรูของตระกูลวานิชเหมือนกัน และฉันจะจัดการมันด้วยมือของฉันเอง”

ทิวากรมองหญิงสาวข้างกายด้วยความตลกตะลึง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววทึ่งและพึงใจอย่างที่สุด เขาค่อยๆ ลดปืนในมือลงเล็กน้อย

“ได้…” ทิวากรเอ่ยเสียงราบเรียบ สายตาประสานกับเธออย่างรู้ใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป