บทที่ 5 บทที่ 5 พันธนาการหุ้นส่วน

บทที่ 5 พันธนาการหุ้นส่วน

เสียงสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเบาๆ ผสมผสานกับเสียงลมหายใจติดขัดของ ‘อาทิตย์’ ที่ยืนหน้าซีดเผือด นัยน์ตาของเขาสั่นระริกยามมองร่างลูกน้องที่นอนจมกองเลือดบนพื้น สลับกับมองสองมหาอำนาจที่ยืนเคียงข้างกันอย่างไม่เกรงกลัว

ทิวากรยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยเยือกเย็นแฝงความพึงใจอย่างลึกซึ้ง เขาค่อยๆ ถอยออกมาระดับหนึ่ง ยอมถอยจากการเป็น ‘เกราะป้องกัน’ มาเป็น ‘แนวหนุน’ ตามที่เธอต้องการ ชายหนุ่มยกปืนเก็บเสียงขึ้นเล็งตรงไปที่ลูกน้องอีกคนที่เหลืออยู่ของอาทิตย์

“ถ้าอย่างนั้น คืนนี้… เรามาร่วมมือกันล้างบางพวกมันให้สะอาดกันเถอะ คุณหุ้นส่วน” น้ำเสียงของทิวากรราบเรียบ ทว่าทรงพลังและเต็มไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ

“ด้วยความยินดีค่ะ” เรเน่ตอบรับ น้ำเสียงเรียบเย็นทว่าหนักแน่น

ฟึ่บ!

เพียงเสี้ยววินาทีเดียว เรเน่หมุนตัวตวัดมีดสั้นในมือพุ่งเข้าหาอาทิตย์อย่างรวดเร็ว ความเร็วและทักษะการต่อสู้ระยะประชิดของเธอทำให้อีกฝ่ายตื่นตระหนกจนต้องรีบชักปืนออกมา ทว่าทิวากรกลับลั่นไกปืนในมือด้วยความแม่นยำ กระสุนเจาะเข้าที่ข้อมือของอาทิตย์จนปืนหลุดมือและล้มทรุดลงไปดิ้นกับพื้นทันที

เปิดโอกาสให้เรเน่ก้าวเข้าไปประชิดตัว ใช้ปลายมีดสั้นคมกริบกดจ่อลงบนเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอของอาทิตย์อย่างเฉียบขาด

“กะ… แก” อาทิตย์เงยหน้ามองหญิงสาว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของเรเน่ไม่ต่างอะไรกับเจ้าพ่อมาเฟียที่ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน

“อย่าเพิ่งรีบตายสิคะคุณอาทิตย์” เรเน่เหยียดยิ้ม ทว่าแววตากลับเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง “ฉันยังต้องใช้ปากของคุณ ในการลากเครือข่ายสายคอร์รัปชันทั้งหมดทางเหนือออกมาล้างบางอยู่”

ทิวากรเดินก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ นัยน์ตาคมเข้มจ้องมองศัตรูที่หมดสภาพอยู่บนพื้น ก่อนจะส่งสัญญาณให้ ‘ภีม’ และ ‘ฌอน’ ที่เพิ่งนำการ์ดของทั้งสองตระกูลกรูเข้ามาในสวน

“ลากมันไปไว้ที่ห้องสอบสวน” ทิวากรสั่งการน้ำเสียงเด็ดขาด “อย่าให้มันตาย จนกว่าเราจะได้รายชื่อพันธมิตรของมันทั้งหมด”

“ครับนาย!” ภีมและฌอนรับคำสั่งพร้อมกัน ก่อนจะช่วยกันลากตัวอาทิตย์และจัดการเคลียร์พื้นที่สวนอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ

เมื่อความวุ่นวายสิ้นสุดลง บรรยากาศในสวนเหลือเพียงความเงียบสงัด และความตึงเครียดทางอารมณ์ที่เริ่มกลับมากระพือขึ้นอีกครั้ง แสงจันทร์ส่องกระทบลงบนใบหน้าสวยคมของเรเน่ที่ยังมีรอยคราบเลือดเล็กๆ เปรอะอยู่ตรงแก้วขาวเนียน

ทิวากรมองคราบเลือดนั้น นัยน์ตาคู่คมสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เขายกมือหนาขึ้น หวังจะใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบเลือดนั้นออกจากแก้มเนียนด้วยความทะนุถนอมตามสัญชาตญาณ

ทว่าหญิงสาวกลับเบี่ยงหน้าหลบสัมผัสของเขาเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเขานิ่งๆ

“ขอบคุณสำหรับนัดปืนเมื่อกี้ค่ะ” เธอเอ่ยน้ำเสียงเรียบ “แต่ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันจัดการเองได้”

ทิวากรชะงักมือที่ค้างกลางอากาศ เขาค่อยๆ ลดมือลงข้างลำตัว แววตาแฝงความเจ็บปวดวูบหนึ่ง แต่ก็ปรับให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“เธอเก่งมากจริงๆ” ทิวากรเอ่ยชมเธอจากใจจริง “เก่งจนฉัน… แทบจะจำผู้หญิงที่เคยนั่งรอฉันกลับบ้านเมื่อสี่ปีก่อนไม่ได้เลย”

“ผู้หญิงคนนั้นตายไปตั้งแต่วันที่คุณเซ็นใบหย่าแล้วค่ะ ชายคนที่คิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้และคิดว่าการผลักไสคือการปกป้อง… ได้ฆ่าเธอไปแล้วด้วยมือของคุณเอง”

คำพูดบาดลึกทำให้ทิวากรกำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกง ความรู้สึกผิดที่ซุกซ่อนไว้มานานเริ่มปะทุขึ้นในอก เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกหนึ่งก้าว บังคับให้ระยะห่างลดลงจนกลิ่นหอมเย้ายวนของเธอโชยเตะจมูก

“ถ้าฉันบอกว่า… สี่ปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยมีวันไหนที่ไม่เสียใจกับการตัดสินใจในวันนั้นเลยล่ะ” ทิวากรจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวย น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและแฝงความจริงใจอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครได้เห็น “ถ้าฉันบอกว่า… การหย่าในวันนั้น มันคือฝันร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน”

หัวใจของเรเน่กระตุกวูบไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินความพูดพวกนี้จากปากชายผู้เย่อหยิ่ง แต่เธอสลัดความหวั่นไหวออกไปอย่างรวดเร็ว เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย

“มันสายไปแล้วค่ะทิวากร” เรเน่เอ่ยน้ำเสียงแข็ง “ความรู้สึกของคุณในวันนั้นมันไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าคุณไม่เคยเคารพการตัดสินใจของฉันเลย และตอนนี้ ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อฟังคำแก้ตัวหรือขอคืนดี… ฉันกลับมาในฐานะ ‘ผู้นำตระกูลวานิช’ หุ้นส่วนที่จะยืนเคียงข้างคุณเพื่อทำลายศัตรูร่วมกันเท่านั้น”

ทิวากรมองหญิงสาวตรงหน้านิ่งๆ ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากเบาๆ ไม่ใช่รอยยิ้มของการยอมแพ้ แต่เป็นรอยยิ้มของการยอมรับและพร้อมที่จะลงสนามสู้เพื่อหัวใจของเธอใหม่อีกครั้ง

“ได้” ทิวากรตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “ในเมื่อเธออยากเป็นแค่หุ้นส่วน… ฉันก็จะยอมรับสถานะนี้ แต่จำไว้เรเน่ ในเมื่อเราเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว เธอไม่มีวันหนีไปจากฉันได้อีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน”

เรเน่จ้องมองใบหน้าคมเข้มของอดีตสามี ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มตอบรับความท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว

“แล้วเราจะได้เห็นกันค่ะ… ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายสยบลงตรงหน้าใครก่อน!”

สายลมยามดึกพัดผ่านสวนระรอบใหม่ พาเอาความเงียบสงบกลับคืนสู่บรรยากาศ ทว่าความร้อนรุ่มระหว่างคนทั้งคู่กลับยิ่งทวีคูณ เรเน่หมุนตัวเตรียมก้าวเดินจากไป แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดิน ร่างสูงใหญ่ของทิวากรก็ขยับเข้ามาขวางทางไว้อย่างรวดเร็ว แผงอกแกร่งแทบจะชนกับไหล่บางของเธอ

“จะรีบไปไหนล่ะคุณหุ้นส่วน” น้ำเสียงพร่าต่ำของทิวากรเอ่ยขึ้น นัยน์ตาคู่คมจ้องมองใบหน้าเนียนที่พยายามซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้ “งานเลี้ยงข้างในยังไม่จบ และในฐานะที่เราเพิ่ง ‘เปิดตัว’ การจับมือครั้งสำคัญไป การที่เธอเดินออกจากงานไปคนเดียวคงดูไม่ดีนะ”

“ฉันจัดการเรื่องของฉันได้ คุณไม่ต้องมาคอยจัดแจง”

“ฉันไม่ได้จัดแจง” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก มือหนาข้างหนึ่งยื่นออกไปจับมือเรียวสวยของเธอขึ้นมาอย่างถือสิทธิ์ แม้หญิงสาวจะพยายามดึงออก ทว่าแรงบีบกระชับกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หลุดพ้น “ฉันแค่ทำตามหน้าที่หุ้นส่วน… เดินกลับเข้าไปในงานด้วยกัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป