บทที่ 6 บทที่ 6 ลองไฟ
บทที่ 6 ลองไฟ
สัมผัสอุ่นชื้นจากฝ่ามือหนาที่กุมกระชับมือเรียวสวยไว้แน่น ไม่เพียงแต่เป็นแรงบังคับ หากแต่ยังแฝงไปด้วยความเคารพในฐานะ ‘หุ้นส่วน’ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต เรเน่ปรายสายตามองมือของทิวากรที่กุมมือเธอไว้
ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างเขา กลับเข้าสู่งานเลี้ยงต้อนรับกลางโถงคฤหาสน์หรูหราด้วยท่วงท่าที่สง่าและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม
สายตาทุกคู่ภายในงานยังคงจับจ้องมาที่คนทั้งสอง แม้คราบเลือดบนตัวอาทิตย์จะถูกทำความสะอาดไปแล้วด้วยฝีมือของลูกน้องทั้งสองฝั่งอย่างเงียบเชียบ
ทว่ารังสีอันตรายและแรงดึงดูดที่ทรงพลังที่แผ่ออกมาจากทิวากรและเรเน่ กลับยิ่งเด่นชัดจนไม่มีใครกล้าเข้ามาขัดจังหวะ
“พวกสายคอร์รัปชันทางเหนือคงรู้แล้วว่าอาทิตย์พลาดท่า” ทิวากรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำในระดับที่ได้ยินกันเพียงสองคน ขณะรับแก้วแชมเปญจากถาดของเด็กเสิร์ฟ “พวกมันจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้น และสุ่มเสี่ยงกว่าเดิม”
“ก็ดีสิคะ” เรเน่ยกแก้วจรดริมฝีปาก จิบเครื่องดื่มรสเลิศอย่างผ่อนคลาย “ยิ่งพวกมันลนลาน มันก็ยิ่งเผยจุดอ่อน และนั่นจะทำให้แผนล้างบางทางบัญชีของฉันง่ายขึ้นอีกเยอะ”
“เธอกำลังจะทำอะไร?” ชายหนุ่มหรี่ตาลง มองดวงตาคมสวยที่ฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างน่าหลงใหล
“คืนนี้... ขณะที่เรากำลัง ‘แสดงละคร’ เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นต่อหน้าคนทั้งงาน ฌอนกำลังส่งไฟล์ข้อมูลธุรกรรมอำพรางทั้งหมดของกลุ่มสายคอร์รัปชันที่อาทิตย์คายออกมา เข้าสู่ระบบของหน่วยงานควบคุมการเงินทางเหนือ สายคอร์รัปชันไม่ได้มีแค่กำลังปืน แต่มีท่อน้ำเลี้ยงจากนายธนาคารใหญ่ในงานนี้ด้วย” เรเน่ปรายสายตามองไปยังชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดสูทภูมิฐานที่กำลังยืนคุยอยู่กับแขกVIP
“คุณเห็นเขาไหม? นายธนาคาร ‘ธงชัย’ ท่อน้ำเลี้ยงหลักของอาทิตย์”
ทิวากรแค่นยิ้มในลำคอ นัยน์ตาคู่คมแฝงความทึ่งในความเด็ดขาดของหญิงสาวข้างกาย สี่ปีที่ผ่านมา เขาใช้เพียงกำลัง อิทธิพล และการข่มขู่ในการบดขยี้ศัตรู ทว่าเรเน่กลับใช้ ‘กลยุทธ์เฉือนนิ่งๆ’ ที่ตัดท่อน้ำเลี้ยงจนศัตรูต้องอดตายโดยไม่ต้องเสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว
“แล้วถ้าไก่มันตื่น แล้วใช้กำลังเข้าแลกก่อนที่ระบบจะอายัดทรัพย์ล่ะ?” ทิวากรเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“นั่นคือส่วนของคุณค่ะ คุณทิวากร” เรเน่หมุนตัวมาสบตากับเขาตรงๆ ระยะห่างลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอบอุ่น “ฉันตัดขาและท่อน้ำเลี้ยง ส่วนคุณ... คลีนพื้นที่และปิดปากพวกที่คิดจะใช้กำลัง”
“เป็นข้อเสนอที่สมบูรณ์แบบมาก คุณอดีตภรรยา”
คำพูดหยอกล้อ ‘คุณอดีตภรรยา’ ของทิวากรทำให้เรเน่หรี่ตาลงทันที เธอหันกลับมาทำตาดุๆ ใส่ชายหนุ่มด้วยสายตาคมกริบแทนคำตักเตือน
ก่อนจะสะบัดหน้าเลิกสนใจเขาแล้วหันไปจิบแชมเปญต่อด้วยท่วงท่าถือดี ทิวากรทำได้เพียงแค่นยิ้มในลำคอ มองอดีตเมียรักที่ซ่อนความแสบสันไว้ได้อย่างน่าเอ็นดู
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเที่ยงคืนกว่าๆ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา บรรดาแขกเหรื่อ ผู้มีอิทธิพล และนักธุรกิจต่างทยอยพากันเดินทางกลับจนโถงคฤหาสน์เริ่มเงียบเหงา
เรเน่กระชับเสื้อคลุมตัวนอกเข้าหากันเบาๆ ก่อนจะเอ่ยบอกเลขาหนุ่มข้างกายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไปเตรียมรถเถอะ ดึกมากแล้ว ฉันอยากกลับไปพักผ่อน”
“ครับ คุณเรเน่”
ฌอนรับคำก่อนจะเดินนำออกไปทางหน้าคฤหาสน์ เรเน่เดินตามออกมาอย่างไม่รีบร้อน สายลมยามดึกในเวลาตีหนึ่งเศษพัดผ่านจนผิวขาวเนียวรู้สึกเย็นขึ้นมาดื้อๆ เธอหยุดยืนรออยู่ที่บันไดหินอ่อนหน้าคฤหาสน์ แต่ผ่านไปไม่กี่นาที ฌอนก็รีบวิ่งกลับมารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เกิดอะไรขึ้น?” หญิงสาวขมวดคิ้วถาม
“ขออภัยครับคุณเรเน่ ดูเหมือนรถของเราจะมีปัญหา สตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติดครับ ไม่รู้ว่าระบบไฟขัดข้องหรือเปล่า”
“โดนเล่นงานงั้นเหรอ?” เรเน่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนที่จะหันกลับไปมองภายในคฤหาสน์หรู
ร่างสูงใหญ่ของทิวากรยืนพิงเสาหินอ่อนอยู่ด้านใน เขาอยู่ในชุดทักซิโด้ที่คลายเนกไทลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างถือแก้วบรั่นดี ยืนมองเธออยู่นิ่งๆ โดยไม่เอ่ยพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ทว่าเมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน ชายหนุ่มกลับยักคิ้วให้คนตัวเล็กข้างนอกหนึ่งทีด้วยท่าทางกวนอารมณ์และเจ้าเล่ห์
‘ฝีมือของเขาหรือเปล่า?’ เรเน่คิดในใจอย่างระแวง เธอพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปสั่งเลขาหนุ่ม
“ลองไปตรวจดูอีกรอบ...”
“ไม่ต้องไปตรวจให้เสียเวลาหรอก”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน เรเน่เลื่อนสายตากลับไปมอง ก็พบว่าทิวากรเดินก้าวลงมาจากบันไดคฤหาสน์ตรงเข้ามาหาเธอแล้ว ชายหนุ่มหยุดยืนห่างจากเธอเพียงสองก้าว สายตาแพรวพราวฉายแววพึงใจเมื่อเห็นอดีตภรรยาเริ่มติดด่านตรวจของเขา
“ยามวิกาลแบบนี้ ท่าเรือและถนนสายเหนือไม่ใช่ที่ที่จะขับรถสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะ” ทิวากรวางท่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนหวังดี “ดึกป่านนี้แล้ว ตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้วด้วย ค้างที่นี่ซะสิ พรุ่งนี้เช้าฉันจะให้ช่างและลูกน้องฝีมือดีมาเช็กระบบรถให้เธอเอง”
“ไม่ค่ะ” เรเน่ตอบปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเขาด้วยความเหินห่าง “ฉันจะให้ฌอนเรียกรถของตระกูลวานิชมารับ ฉันไม่จำเป็นต้องนอนค้างที่คฤหาสน์ของคุณ”
“เธอนี่มันดื้อไม่เปลี่ยนเลยนะ” ทิวากรหัวเราะในลำคอเบาๆ ขยับเข้าไปใกล้เธออีกหนึ่งก้าว “จะลำบากให้คนของเธอขับรถมารับทำไม ในเมื่อที่นอนสบายๆ ก็วางอยู่ตรงหน้า หรือว่า... เธอมีเหตุผลอื่น?”
“เหตุผลอื่นอะไรของคุณ?” เรเน่เหยียดยิ้ม
“กลัวห้ามใจตัวเองไม่ไหวเหรอ?” ชายหนุ่มโน้มหน้าลงมาใกล้ๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพราวระยับด้วยความท้าทาย “อยู่ใกล้ผัวเก่ามากๆ กลัวไฟมันจะลุกขึ้นมาอีกครั้งรึไง?”
คำพูดตรงไปตรงมาและสรรพนามกวนประสาททำให้นัยน์ตาของเรเน่ฉายแววหงุดหงิด เธอไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เชิดหน้าสบตาเขา ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มเย้ยหยันกลับไปอย่างผ่าเผย
“ถอนคำพูดเถอะค่ะ” น้ำเสียงของเธอเรียบเย็น “ไฟมันดับไปตั้งนานแล้ว ดับไปตั้งแต่วันที่คุณโยนเอกสารหย่าใส่ฉัน... และต่อให้คุณจะพยายามจุดมันมากแค่ไหน หรือจะสาดน้ำมันเข้าใส่เท่าไหร่ มันก็ไม่มีวันติดขึ้นมาได้อีกแล้ว”
“แน่ใจเหรอ?” ทิวากรหรี่ตาลง มองดวงตาคู่สวยที่ไร้ความหวั่นไหวอย่างค้นหา “พูดออกมาได้เต็มปากจริงเหรอเรเน่ ว่าหัวใจเธอไม่มีความรู้สึกอะไรกับฉันเหลืออยู่เลย?”
“แน่ใจค่ะ” เธอเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ถ้ามั่นใจขนาดนั้น...” ทิวากรยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มต้อนให้เธอตกหลุมพรางอย่างผู้ถือไพ่ที่เหนือกว่า “ก็ค้างที่นี่สิ”
เรเน่ชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองใบหน้าคมเข้มของอดีตสามีด้วยความหงุดหงิด
“ว่าไงล่ะ?” ชายหนุ่มรบเร้า น้ำเสียงกวนโมโห “คนที่ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องกลัวการนอนค้างบ้านคนรู้จักหรอกจริงไหม? ถ้าเธอบอกว่าไฟมันดับไปแล้ว และฉันไม่มีอิทธิพลต่อหัวใจเธออีกต่อไป การนอนค้างที่นี่สักคืน มันจะไปเสียหายตรงไหน เว้นเสียแต่ว่า... เธอกำลังโกหกตัวเองอยู่”
“ฉันไม่ได้โกหก!” เรเน่สวนกลับทันทีด้วยสัญชาตญาณที่ไม่ยอมแพ้คนตรงหน้า
“งั้นก็พิสูจน์สิ” ทิวากรผายมือไปทางประตูคฤหาสน์ “นอนที่นี่ คืนนี้ ในฐานะหุ้นส่วน ที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ ค้างคาต่อกัน... ถ้าเธอปฏิเสธและดันทุรังจะกลับให้ได้ ฉันจะคิดว่าเธอกำลังกลัว กลัวว่าถ้าอยู่ใกล้ฉันสองต่อสอง แล้วไฟมันจะลุกขึ้นมาจริงๆ”
สองสายตาปะทะกันกลางอากาศ เกิดเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ที่ไม่มีใครยอมใคร เรเน่รู้ดีว่าเขากำลังใช้จิตวิทยาต้อนเธอให้จนมุม แต่ด้วยศักดิ์ศรีของผู้นำตระกูลวานิช เธอไม่มีวันยอมให้เขามองว่าเธอเป็นฝ่ายหลบตาหรือหวาดกลัวเขาเด็ดขาด
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวขึ้นอย่างสง่างาม ริมฝีปากเล็กคลี่รอยยิ้มท้าทาย
“ก็ได้ค่ะ” เรเน่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันจะนอนค้างที่นี่... เพื่อพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า คำพูดของคุณและตัวของคุณ ไม่มีผลอะไรกับฉันอีกต่อไปแล้ว”
ทิวากรคลี่ยิ้มกว้างอย่างพึงใจที่สุดในรอบสี่ปี ชายหนุ่มเบี่ยงตัวถอยหลัง เปิดทางให้เธอเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์
“เชิญครับ... คุณอดีตภรรยา”
เรเน่หมุนตัวเดินนำกลับเข้าสู่อาคารหรูหรา โดยมีฌอนมองตามด้วยความห่วงใย แต่เรเน่ก็ยกมือเป็นสัญญาณบอกเลขาหนุ่มว่าเธอรับมือได้ ทิวากรเดินตามหลังเธอมาติดๆ สายตาจ้องมองแผ่นหลังบางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งทึ่ง เอ็นดู และปรารถนาอย่างลึกซึ้ง
