บทที่ 9 ตอนที่ 8 | ไม่ได้กลัว

        ลูเซียเปิดประตูห้องพักส่วนตัวชั้นบนเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปยังห้องทำงานส่วนตัวด้านในสุด เขาไม่ชอบการมีห้องทำงานแยกต่างหาก เพราะมักมีคนใหญ่คนโตในท้องถิ่นเข้ามาขอพบไม่หยุดไม่หย่อน

        น่ารำคาญ งานการไม่ทำ ตามประจบอยู่ได้

        แต่เมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่ามีแขกไม่สำคัญมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว และคนเดียวที่พาพวกมันขึ้นมาถึงข้างบนนี้ได้ก็คือลูกน้องคนสนิท

        “ประธานมาทำงานสายนะครับ”

        เวกัสซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเก้าอี้ทำงานเอ่ยทักทายเป็นคนแรก ในขณะที่อีกคนที่มาด้วยนั่งไขว่ห้างเอนหลังอยู่บนโซฟาอย่างสบายใจ

        “มาทำเหี้ยอะไรกัน” น้ำเสียงหงุดหงิดไม่ชอบใจออกมาจากปากเจ้าของห้องทันทีที่เห็นหน้า

        สาระแนแท็กทีมมาหาแบบนี้แสดงว่าไปรู้อะไรมา

        “ไอ้เวย์ชวนมากินกาแฟใต้ตึก” เซนพูดตามที่เพื่อนเอ่ยชวนจนทิ้งการทิ้งงานมา ซึ่งหลักฐานก็เป็นแก้วกาแฟจากร้านคลาวด์คอฟฟีบนโต๊ะจริงๆ

        แปลว่าไปเจอมาแล้ว

        “มึงก็คงไปซื้อกาแฟมาถึงมาช้า” เวกัสหรี่ตาจับผิดเพื่อนลอบสังเกตอาการอีกฝ่าย “กาแฟหอมไหม?”

        “มึงก็แดก มาถามความเห็นกูทำไม”

        เจ้าของร่างสูงตอบปัด ก่อนจะเดินดุ่มๆ มานั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง เปิดแลปท็อปกางออกแต่ทว่ากลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานแม้แต่น้อย เนื่องจากกำลังถูกสายตาสองคู่จับจ้องมาอย่างไม่ลดละ จนสุดท้ายคนถูกจ้องทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามจริงจังด้วยความหงุดหงิด

        “อยากพูดอะไรก็พูด”

        “ไอ้เวย์มันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนเก่ามึง”

        ได้ผล...ลูเซียตวัดสายตาไปยังเวกัสซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าทันที อีกฝ่ายกลอกตาไปด้านข้างกลบเกลื่อนความผิด ก่อนจะแกล้งกระแอมกระไอหันไปมองเซนที่เป็นคนฟ้อง คล้ายกำลังด่าเพื่อนที่ออกลายทรยศตั้งแต่ต้นเรื่อง

        “หรือไม่จริง?” เวกัสเปลี่ยนเป็นตีมึนในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว

        ส่วนคนถูกจับผิดก็นั่งเงียบไม่ตอบเรื่องส่วนตัว แม้มันจะเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ‘ใช่’ แต่มันจะไม่มีทางหลุดออกมาจากปากของลูเซียเด็ดขาด ต่อให้คนที่ถามจะเป็นเวกัส คู่ค้าและเพื่อนสนิทที่เคยอยู่ในโมเมนต์ความผิดหวังของเขามาแล้วก็ตาม

        เพราะลูเซียรู้จักเวกัสมานาน เดิมทีเวกัสร่วมลงทุนกับธุรกิจเครื่องดื่มของตนเองจนทำให้สภาพคล่องทางการเงินของลุกซ์ ลิมิเต็ดมีอย่างไม่จำกัด และลูเซียเป็นคนแรกที่แนะนำให้เพื่อนได้รู้จักมาเฟียอิตาลีอย่างตระกูลรูซโซของราฟาเอลและเซน จนทำให้เกิดอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไปทั่วทุกมุมโลก

        ไม่คิดว่าพอไม่มีเรื่องธุรกิจให้ใส่ใจ เพื่อนกลับแว้งมากัดเขาจนจมเขี้ยว

        รู้งี้ปล่อยมันเป็น วัชริศร์ แซ่หม่าตามเดิมก็ดี

        “เชร์บอกว่ามึงตามป่วนเขา”

        คำพูดของเพื่อนสนิททำเอามาเฟียหนุ่มหันขวับมองหน้า ไม่นึกว่าลูกน้องคนสนิทจะปริปากพูดเรื่องตนเองให้เวกัสฟัง

        “ไม่ต้องยุ่งเรื่องกู เอาเวลาไปเลี้ยงลูกมึงนู่น”

        “แล้วมึงเคยเสนอหน้าไปให้ลูกของแฟนเก่าเห็นหรือยัง”

        “ทำไมต้องทำ”

        “แล้วทำไมไม่ทำ” เวกัสสวนกลับทันทีที่เห็นจังหวะ

        “หรือมึงกำลังกลัว?” และเซนช่วยเสริมพร้อมกระตุกยิ้มมุมปาก

        คราวนี้คนถูกถามเงียบไปอีกครั้ง ลูเซียเกลียดเวลาถูกใครก็ตามต้อนให้จนมุม

        “ไม่มีอะไรให้กลัว” คนตัวโถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ หยิบมือถือจะกดเรียกลูกน้องให้พาพวกมันออกไปให้พ้นสายตาเสียที “กูต้องทำงาน ทำงานกันบ้างนะพวกมึงน่ะ”

        “ไม่กลัวก็ไปดูหน้าเด็กคนนั้น”

        เวกัสขยับริมฝีปากพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม เลื่อนแก้วกระดาษที่ยังมีกาแฟอยู่เต็มแก้วมาตรงหน้าอีกฝ่าย จนลูเซียเห็นเงาสะท้อนใบหน้าตนเองบนน้ำ

        เพื่อนสนิทสองคนหยัดกายลุกขึ้นเดินไปยังหน้าประตูห้องทำงานด้วยความพร้อมเพรียง ถึงอย่างนั้นเซนก็มิวายทิ้งคำพูดชวนหงุดหงิดเอาไว้ก่อนเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย

        “ถ้าไม่เกลียดก็ไปเจอหน้า หรือมึงไม่กล้าเจอตัวแทนที่เกิดจากผัวใหม่ของผู้หญิงคนนั้น”

»»-----✧-----««

        ชาลีจูงมือลูกชายเดินเข้ามาในร้านในเวลาเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวตัดสินใจพักเบรกปิดร้านในเวลาบ่ายสามครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าน้อยที่สุดและตรงกับเวลาเลิกเรียนของลูกชาย ระหว่างที่นั่งรถกลับมาที่ร้านลูกชายตัวน้อยก็พูดคุยเรื่องราวในโรงเรียนวันแรกให้ฟังตลอดทาง ชาลีแอบตกใจเล็กน้อยที่เด็กเพิ่งเข้าอนุบาลเริ่มเรียนเขียนพยัญชนะภาษาไทยและภาษาอังกฤษกันแล้ว หลักฐานก็คือลูกมีการบ้านเป็นใบงานคัดกอไก่และอักษรตัวเอใส่ในกระเป๋าอย่างละแผ่น

        “น้องคลาวด์นั่งทำการบ้านอยู่ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวหม่ามี้เอาของว่างมาให้”

        โต๊ะญี่ปุ่นถูกนำมากางมุมหนึ่งของร้าน เนื่องจากลูกชายยังตัวเล็กเกินไปที่จะนั่งเขียนหนังสือบนโต๊ะสูง ซึ่งเด็กน้อยก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย

        “ถ้าอยากให้หม่ามี้ช่วย เรียกได้ตลอดนะคะ”

        สิ้นการพยักหน้าหงึกหงักรับคำ คุณแม่คนสวยก็เดินไปหมุนป้ายหน้าร้านเปลี่ยนจาก ‘Closed’ เป็น ‘Open’ รอรับลูกค้าที่มาซื้อเครื่องดื่มในเวลาเย็นก่อนกลับไปทำโอที และกลับไปจัดการล้างแก้วชงเครื่องดื่มที่แช่ทิ้งไว้ก่อนพักเบรกร้านพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

        กริ๊งๆ กริ๊งๆ

        “ยินดีต้อนรับค้าบ~”

        “ยินดีต้อนรับค่า~”

        ลูกชายตะโกนกล่าวต้อนรับแขกเสียงใสดังมาแต่ไกล พลอยทำให้คนที่กำลังหันหลังล้างแก้วอยู่ยิ้มออกมาแล้วตะโกนเอาอย่างลูกบ้าง ความสดใสของลูกมันทำให้ชาลีคลายความทุกข์และความเหน็ดเหนื่อยได้เสมอ

        “โกโก้ร้อนหวานยี่สิบห้า”

        เคร้ง~!!

        ชาลีหันขวับไปมองตามเสียงทุ้มนั้นด้วยความตกใจทันที แต่เจ้าของเสียงไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นเพียงบอดีการ์ดสองนายยืนขวางประตูหน้าร้านเอาไว้แบบเมื่อเช้า หญิงสาวก้าวเท้าเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยความร้อนใจ จุดหมายคือมุมห้องที่ลูกชายกำลังนั่งทำการบ้านอยู่

        และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจคนตัวเล็กกระตุกเต้นสั่นระรัว เหงื่อชื้นพลันไหลออกมาจากหน้าผากและฝ่ามือด้วยความประหม่าระคนหวาดกลัว

        ใบหน้าไร้เดียงสาของลูกชายเงยขึ้นมองร่างสูงกำยำตรงหน้าด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกคนที่กำลังยืนหันหลังให้ เธอมองไม่เห็นว่าเขากำลังแสดงสีหน้าอย่างไร

        “ชื่ออะไร” คำถามแรกหลุดออกจากเจ้าของริมฝีปากหยักได้รูป

        แค่คำถามเบสิก ชาลีก็รู้สึกหน้ามืดแทบเป็นลม อยากจะก้าวขาเอาตัวเข้าไปบังตัวลูกไว้ แต่มันดันเครียดเกร็งจนขาแข็งไปชั่วขณะ จึงได้แต่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยความกลัว

        “ชื่อคลาวด์ครับ”

        “คลาวด์ C-L-O-U-D ก้อนเมฆเหรอ ใครตั้งให้” คำถามเบสิกกับน้ำเสียงอบอุ่นใจดี หลอกล่อเด็กไร้เดียงสาให้ตกหลุมพรางคุยโต้ตอบได้อย่างง่ายดาย

        “หม่ามี้~”

        “แล้วปะป๊าล่ะ”

        “ไม่มี~” ลูกตอบเสร็จก็เหล่ตามามองเธอราวกับขอความช่วยเหลือ

        มันคือคำถามที่กระทบความรู้สึกลูก

        “ทำไมไม่มีพ่อ เคยถามแม่หรือเปล่า”

        “พี่ลุกซ์!!” คนตัวเล็กพุ่งตัวเขาไปคว้าแขนเขาเอาไว้หมับจนอีกฝ่ายหันกลับมาประจันหน้า

        เขายิ้ม...

        มันเป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจยิ่งกว่าวันที่บังคับให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่เสียอีก

        “ไหนล่ะโกโก้” แทนที่จะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ กลับเอ่ยถามถึงเครื่องดื่มที่สั่งหน้าตาเฉย

        “อย่ายุ่งกับลูกของฉันนะ” ปากอิ่มกระซิบลอดไรฟัน

        “หวงลูกเหรอ? ก็แค่ถาม...” รอยยิ้มนั้นยกขึ้นกึ่งหนึ่งอย่างชั่วร้ายหลังพูดจบ

        “...”

        “เด็กมีสิทธิ์รู้เรื่องพ่อตัวเอง เธอไม่ควรปกปิดลูก”

        “ฉันไม่ได้ปกปิด! ลูกรู้อยู่แล้วว่าเราเลิกกัน ฉันแค่ไม่อยากให้น้องคลาวด์คิดเรื่องพ่อ”

        เธอกลัวมาก กลัวจนไม่สามารถซ่อนความรู้สึกตนเองเอาไว้ได้ ไม่รู้ว่าผีบ้าที่ไหนเข้าสิงให้เขาเข้ามาคุยกับลูกโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัวแบบนี้

        ลูเซียไม่พูดอะไรต่อ แต่กลับเดินเข้าไปใกล้เด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟาหนังด้านหลังเด็ก ทำทีก้มมองการบ้านของลูกชายเธอด้วยความสนอกสนใจ

        “ทำอะไร”

        “ทำการบ้าน~”

        “สี่ขวบทำการบ้านด้วยเหรอ?”

        “คลาวด์อายุ...”

        “น้องคลาวด์!” เพราะได้ยินเหมือนลูกจะพูดเรื่องอายุตนเอง ชาลีจึงเผลอขึ้นเสียงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

        นั่นได้ผลชะงัด ลูกเงียบพร้อมกับหันหน้ามามองเธอด้วยความตกใจทันที

        “รีบทำการบ้านค่ะ อย่าคุยกับคนแปลกหน้า” คนตัวเล็กบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง จากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อเพราะไม่ต้องการต่อบทสนทนากับอดีตคนรักให้ยืดยาว

        ส่วนคนแปลกหน้าก็เงียบ นั่งเอนหลังมองเด็กที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เท้าสลับกับแม่เด็กที่ทำงานด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างอารมณ์ดี กระทั่งเสียงเล็กๆ กระซิบชวนตนเองคุยเมื่อแน่ใจว่ามารดาไม่รู้เห็นการกระทำตนเอง

        “เป็นเพื่อนมี้เหรอ?”

        เป็นผัว

        “ใช่ เป็นเพื่อน”

        “ไม่เคยเห็นมี้มีเพื่อน”

        “ต่อไปจะมี จะได้เจอกันทุกวัน” น้ำเสียงที่ตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ทำให้เด็กชายตัวน้อยยิ้มตามและกลับไปตั้งใจทำการบ้านต่อ

        ส่วนคนที่สามารถปั่นประสาทแม่เด็กได้ก็นั่งเอนหลังไขว่ห้างมองเพดานมองกระจกอย่างอารมณ์ดี

»»-------✧-------««

บทก่อนหน้า
บทถัดไป