บทที่ 4 4

แม้พิมพิชชาจะลุกจากตรงนี้ไปเกือบสิบนาทีแล้ว แต่แก้วมุกดายังนั่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่งมีเสียงเล็กๆ กระซิบบอกชิดใบหู

“หม่ามี้ขา พิชซ่าปูอัด เฟรนช์ฟราย ไก่ทอดชีส สปาเกตตีกุ้งของเดซี่อยู่ที่ไหนคะ”

เสียงหวานใสพูดไทยชัดเอ่ยทวงเมนูอาหารที่สั่งไว้เมื่อเช้าก่อนจะยอมขึ้นรถตู้รับส่งนักเรียนแต่โดยดี ทำให้แก้วมุกดาหันกลับไปมอง แล้วเห็นร่างอวบกลม หน้าตาที่บ่งบอกว่าแม่หนูแก้มป่องต้องเป็นลูกครึ่งอย่างแน่นอนโถมเข้าใส่ ในขณะที่หนูดี พี่เลี้ยงของเด็กหญิงหิ้วกระเป๋านักเรียนและกระติกน้ำตามมา

ดวงตาเศร้าๆ เมื่อครู่รีบปรับให้เป็นปกติ แต่ก็หนีไม่พ้นสายตาจับผิดของเด็กน้อยตัวเล็ก

“หม่ามี้เป็นอะไรคะ ทำไมตาแดงๆ หรือว่าซอสพริกกระเด็นเข้าตา”

แก้วมุกดายิ้มออก “คิดอะไรก็เป็นเรื่องกินไปหมดเลย หม่ามี้ไม่เป็นไรค่ะ แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องเข้มแข็งขึ้นกว่านี้อีก เพราะหม่ามี้มีเดซี่ต้องดูแล และเดซี่ก็กินเก่งมากด้วย ถ้าหม่ามี้ยอมแพ้ หม่ามี้จะเลี้ยงเดซี่ได้ยังไง”

แก้วมุกดาพยายามแล้วนะ แต่ไม่รู้ความเคว้งคว้างมันกลั่นน้ำตาใสๆ ให้ไหลมาคลอหน่วยตาแล้วพรั่งพรูออกมาต่อหน้าต่อตาแม่หนูได้ยังไง

“หม่ามี้ร้องไห้” มือป้อมๆ ปาดน้ำตา “หม่ามี้ขาเป็นอะไรคะ หรือว่าวันนี้ ลูกค้าพากันมาแย่งกินอาหารร้านเราจนหมด จนหม่ามี้ไม่มีอะไรกิน หม่ามี้เลยเศร้า” เด็กน้อยไม่เข้าใจว่าทำไมลูกค้าถึงเข้ามากินอาหารที่นี่เยอะนัก พอเห็นลูกค้าบางโต๊ะสั่งอาหารจนเต็มโต๊ะไปหมด แม่หนูก็จะกอดอกเมียงมองพร้อมกับสายตาเสียดายของอร่อย

คนเป็นแม่ใช้สองมือดึงร่างป้อมๆ มากอด แล้วประทับจูบที่หน้าผาก “ไม่ใช่ค่ะเดซี่ ลูกค้าไม่ได้มาแย่งกินอาหารจนหมดร้าน ลูกค้ามาอุดหนุนอาหารที่ร้านค่ะ เขาเอาเงินมาให้เรา ถ้าเขาไม่มากินอาหารที่ร้านเรา เดซี่ก็จะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ซื้อเสื้อผ้านะคะ”

เด็กหญิงทำหน้าครุ่นคิด “แล้วถ้าอย่างงั้น หม่ามี้ร้องไห้ทำไมคะ”

“หม่ามี้ก็แค่กังวล กลัวทำให้เดซี่ลำบาก” ยิ่งมองดวงตากลมโตแสนบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความสงสัย แก้วมุกดาก็บอกตัวเองว่าเธอจะย่อท้อไม่ได้ เธอต้องสู้เพื่อลูกสาว ลูกสาวคนเดียวที่กินเก่งเท่าเด็กธรรมดาถึงสามคน

“แต่เดซี่ไม่ต้องห่วง หม่ามี้จะสู้เพื่อเดซี่” ร่างบอบบางกอดร่างกลมเอาไว้ พยายามปลุกปลอบสร้างกำลังใจให้ตนเองฝ่าปัญหาและอุปสรรคไปให้ได้ “เดี๋ยวพรุ่งนี้หม่ามี้ก็เข้มแข็งแล้วค่ะ”

3 เดือนต่อมา

มือหนาของโคล์ อิเมอร์สันกำลังลงสีวาดภาพบนผ้าใบอย่างตั้งอกตั้งใจ การวาดภาพเป็นงานอดิเรกของมหาเศรษฐีหนุ่มหล่อที่มีทั้งโรงพยาบาล ซอฟท์แวร์ ฟาร์มม้า เขายังมีฝีแปรงที่เยี่ยมยอดไม่แพ้จิตรกรชื่อดังเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ทุกด้าน

ทุ่งดอกเวอร์บีน่าสีม่วงหวานราวกับกำมะหยี่กำลังเบ่งบานท่ามกลางไอหมอกของฤดูหนาว แสงแดดทออ่อน ทาบทับลงบนกลีบดอกสีม่วงหนานุ่ม มือหนาของโคล์สะบัดฝีพู่กันอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญไม่นานทุ่งดอกเวอร์บีน่าสีม่วงก็สะพรั่งเต็มผ้าใบสีขาว

มือหนายังไม่หยุดสะบัดพู่กัน นอกจากดอกไม้สวยๆ พระอาทิตย์กำลังลอยตัวขึ้นที่เหลี่ยมเขา ยังมีภาพของหญิงสาวในชุดเดรสขาว ผมยาวสีดำสลวย ผิวขาวเหลืองแบบเอเซียกำลังวิ่งเริงร่าอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้

โคล์ยิ้มให้กับภาพของเขา ภาพนี้มีความหมายต่อเขามาก เช่นเดียวกับนิตยสารที่เขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้คงมีความหมายกับบางคนที่พอได้รับข่าวดีก็รีบกระตือรือร้นบอกจะเดินทางมาหาเดี๋ยวนี้

เสียงปรบมือขึ้นจากด้านหลัง โคล์หันกลับไมอง ยิ้มมากที่สุดในรอบวันเมื่อผมเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่โคล์เชื่อว่าฌอนเป็นคนดีคนหนึ่งทีเดียวถึงภาพลักษณ์ของเขาจะถูกมองว่าเป็นคาสโนวาตัวพ่อ

ฌอนยิ้มแล้วมองภาพวาดของโคล์ “ผมว่าถ้าคุณโคล์ไม่ใช่ผู้บริหารโรงพยาบาลมากมายหลายแห่ง คงมีจิตกรชื่อโคล์ อิเมอร์สันที่มีผลงานก้องโลกไปแล้ว”

“ฌอน คุณก็เหมือนกันถ้าไม่ได้กุมบังเหียนสายการผลิตเบียร์ที่ดีที่สุดในโลกคุณก็คงเป็นแชมป์ดื่มเบียร์ผู้ครองสถิติโลกไปแล้วมั้ง”

ฌอนเปิดยิ้มกว้าง“นั่นคุณกำลังเยินยอผมใช่ไหมโคล์ ไม่แล้วล่ะ มาคิดอีกทีต้องดูแลสุขภาพมากหน่อย เดี๋ยวเจอเมียกับลูกขึ้นมาแล้วจะมีเวลาอยู่กับพวกเขาน้อย แต่พอได้ทราบข่าวดีจากคุณ ก็คิดว่าอนาคตอาจจะเลิกดื่มเพื่อลูก แต่คงจะเลิกขายไม่ได้มันเป็นอาชีพของผม แต่ข้างกระป๋องเราก็ออกคำเตือนผู้บริโภคไว้แล้ว แต่ตอนนี้ผมอยากได้สิ่งที่คุณนำมันกลับมา”

โคล์มองหน้าฌอนอย่างเข้าใจเพราะเขากับฌอนมีปัญหาเรื่องเดียวกันคือเมียหอบลูกหนีไปดวงตาคู่คมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองไปที่นิตยาสารซึ่งวางเตรียมเอาไว้แล้วหยิบขึ้นมาส่งให้ฌอน

“ของขวัญจากเมืองไทยขอให้นายโชคดี เจอพวกเขาเร็วๆ”

สายตาของฌอน ฮาร์ดีสว่างไสววาบขึ้นในพริบตามองของขวัญจากเพื่อนราวกับว่ามันคือสิ่งล้ำค่าที่เขาตามหามาตลอดชีวิต ในสายตาโคล์ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีมาก เขาตามหาความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่ฌอนเลือกจะทำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป