บทที่ 4 คนที่ไม่มีใครคาดคิด
บทที่ 4
ประธานคนใหม่แห่งกลุ่มเอ็มไพร์
ชั้นบนสุดของสำนักงานใหญ่กลุ่มเอ็มไพร์
ประตูลิฟต์เปิดออกอย่างช้า ๆ
ธีรภัทรก้าวออกมาจากลิฟต์ ก่อนจะหยุดยืนอยู่กลางโถงทางเดินและทอดสายตามองไปรอบ ๆ
พื้นที่ชั้นบนสุดถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู ผนังกระจกบานสูงเปิดให้มองเห็นทัศนียภาพของเมืองวารินได้แทบทั่วทั้งเมือง แสงไฟจากอาคารและถนนด้านล่างทอดยาวสุดสายตา สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้
สถานที่แห่งนี้...
ต่อจากวันนี้ จะเป็นพื้นที่ที่เขาต้องเข้ามาจัดการด้วยตัวเอง
แต่ธีรภัทรยังไม่มีความคิดที่จะเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ
อย่างน้อยในตอนนี้...
เขายังไม่ต้องการให้ใครในตระกูลวัฒนกุลรู้ว่า คนที่พวกเขาเคยมองว่าไร้ค่า กำลังกลายเป็นเจ้าของอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
หญิงสาวในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม
เธอคือ วาริศา รองประธานของกลุ่มเอ็มไพร์
วาริศาหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย
“ท่านประธาน”
ธีรภัทรพยักหน้า
“ไม่ต้องเรียกผมแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“และเรื่องตัวตนของผม...”
“ต้องเป็นความลับ”
วาริศารับคำทันที
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ธีรภัทรเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ สายตาของเขามองลงไปยังถนนที่เต็มไปด้วยรถรา
“ผมไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทันที”
“ให้คุณบริหารงานต่อไปตามเดิม”
“ถ้ามีเรื่องสำคัญ ค่อยรายงานผมโดยตรง”
วาริศาพยักหน้า
“รับทราบค่ะ”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วเรื่องประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้ถือครองของกลุ่มเอ็มไพร์... ท่านประธานต้องการให้ดิฉันประกาศเมื่อไหร่คะ?”
ธีรภัทรหันกลับมา
“วันนี้”
วาริศานิ่งไปเล็กน้อย
“วันนี้เลยหรือคะ?”
“ใช่”
คำตอบของชายหนุ่มสั้นและหนักแน่น
“ถึงเวลาที่ทุกคนควรรู้แล้วว่า กลุ่มเอ็มไพร์เปลี่ยนเจ้าของแล้ว”
วาริศามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ
เธอรู้ดีว่า ตั้งแต่วินาทีที่ข่าวนี้ถูกประกาศออกไป โลกธุรกิจของเมืองวารินจะต้องสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน
เพราะกลุ่มเอ็มไพร์ไม่ใช่บริษัทธรรมดา
และการเปลี่ยนแปลงเจ้าของในครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการธุรกิจ
ในเวลาเดียวกัน
ชั้นล่างของอาคารสำนักงานใหญ่กลุ่มเอ็มไพร์
ภาคภูมิและพิมพ์ชนกกำลังเดินเข้ามาพร้อมกัน
ทั้งสองแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ท่าทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ภาคภูมิมองไปรอบ ๆ อาคารด้วยแววตาพึงพอใจ
“ครั้งนี้เราต้องได้งานจากกลุ่มเอ็มไพร์แน่นอน”
พิมพ์ชนกยิ้ม
“พี่วรินทร์ก็รู้จักผู้บริหารที่นี่ไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่”
ภาคภูมิพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“เรื่องนี้ไม่น่ายาก”
สำหรับเขาแล้ว การเข้าถึงกลุ่มเอ็มไพร์เป็นเพียงเรื่องของเส้นสายและความสัมพันธ์
เขาไม่เคยคิดเลยว่า...
ไม่กี่ชั้นเหนือศีรษะของเขา ชายที่เขาเคยดูถูกกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานของประธานคนใหม่
และอำนาจของชายคนนั้น กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
ไม่นานนัก เลขานุการก็เดินเข้ามารายงานวาริศา
“คุณวรินทร์จากตระกูลธุรกิจแห่งเมืองวารินมาขอเข้าพบค่ะ”
วาริศาหันไปมองธีรภัทร
ชายหนุ่มครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก่อนตอบ
“ให้เข้ามา”
“ค่ะ”
ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออก
ภาคภูมิและพิมพ์ชนกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
แต่ทันทีที่เห็นคนที่นั่งอยู่ภายในห้อง ทั้งสองก็ชะงักไปพร้อมกัน
ธีรภัทร
ภาคภูมิขมวดคิ้ว
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
ธีรภัทรมองเขานิ่ง ๆ
“มาทำงาน”
“ทำงาน?”
ภาคภูมิหลุดหัวเราะออกมา
“ที่นี่เนี่ยนะ?”
เขาหันมองไปรอบห้อง ก่อนจะยิ้มเยาะ
“อย่าบอกนะว่านายได้งานเป็นพนักงานที่นี่”
พิมพ์ชนกเองก็กลั้นหัวเราะ
“นึกไม่ถึงเลยนะว่าลูกเขยของตระกูลวัฒนกุลจะตกต่ำถึงขนาดต้องมาหางานที่นี่”
ธีรภัทรไม่ได้สนใจคำพูดของทั้งสอง
เขาเพียงหันไปมองวาริศา
“คุณวาริศา”
“ค่ะ”
“ผมมีเรื่องหนึ่งอยากให้จัดการ”
วาริศาลุกขึ้นทันที
“เชิญท่านประธานสั่งได้เลยค่ะ”
คำว่า “ท่านประธาน”
ทำให้ภาคภูมิและพิมพ์ชนกชะงัก
ทั้งสองหันมองหน้ากัน
แต่ก็ยังคิดว่าวาริศากำลังพูดถึงผู้บริหารคนอื่นที่อยู่ภายในห้อง
ไม่มีใครคิดเลยว่า...
คนที่วาริศากำลังเรียกว่า “ท่านประธาน”
ก็คือธีรภัทร
ชายที่พวกเขากำลังหัวเราะเยาะอยู่ตรงหน้า
ธีรภัทรพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ยุติความร่วมมือทั้งหมดกับตระกูลของกวิน”
วาริศาพยักหน้า
“รับทราบค่ะ”
ภาคภูมิหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เดี๋ยวก่อน!”
เขารีบพูด
“คุณวาริศา พวกเรามาที่นี่เพื่อเจรจาความร่วมมือไม่ใช่หรือครับ?”
วาริศามองเขาอย่างเย็นชา
“ขออภัยค่ะ”
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป กลุ่มเอ็มไพร์จะไม่ทำธุรกิจกับพวกคุณ”
“อะไรนะ?”
ภาคภูมิแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
พิมพ์ชนกก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
“แต่ทำไมคะ?”
วาริศาตอบอย่างสุภาพ แต่ไร้ความลังเล
“กลุ่มเอ็มไพร์ไม่ทำธุรกิจกับบริษัทที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการร่วมงาน”
คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าของทั้งสองคนแข็งค้าง
มันไม่ต่างจากการตบหน้าพวกเขาต่อหน้าคนทั้งห้อง
ภาคภูมิหันขวับไปมองธีรภัทร
“นาย...”
เขากำลังจะพูดบางอย่างออกมา
แต่ธีรภัทรกลับไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาพอดี
“เชิญครับ”
ภาคภูมิกัดฟันแน่น
ก่อนจะหันกลับมามองธีรภัทรด้วยสายตาเคียดแค้น
“พวกคุณจะต้องเสียใจ!”
ธีรภัทรยังคงนั่งนิ่ง
เขาเพียงมองทั้งสองคนเดินออกจากห้องไปอย่างสงบ
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา
โทรศัพท์ของภาคภูมิดังขึ้น
เขากดรับสายทันที
“ครับพ่อ”
เสียงจากปลายสายเต็มไปด้วยความโกรธ
“แกไปทำอะไรมา!”
ภาคภูมิชะงัก
“ผม?”
“กลุ่มเอ็มไพร์ส่งหนังสือยกเลิกความร่วมมือกับบริษัทของเรา!”
“สัญญาทุกฉบับถูกระงับหมด!”
ใบหน้าของภาคภูมิซีดลงทันที
“อะไรนะ?”
“แกไปสร้างปัญหาอะไรไว้!”
ภาคภูมิพูดไม่ออก
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่ภาพของธีรภัทรในห้องทำงานของวาริศากลับผุดขึ้นมาในหัว
หรือว่า...
เรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับธีรภัทร?
แต่เพียงครู่เดียว ภาคภูมิก็ปฏิเสธความคิดนั้น
“เป็นไปไม่ได้”
เขาพึมพำกับตัวเอง
ธีรภัทรไม่มีทางมีอำนาจขนาดนั้น
อีกฝ่ายเป็นเพียงลูกเขยที่ไม่มีอะไรติดตัว
แล้วจะสามารถสั่งให้กลุ่มเอ็มไพร์ยุติความร่วมมือกับบริษัทของเขาได้อย่างไร?
ข่าวการยุติความร่วมมือระหว่างกลุ่มเอ็มไพร์กับบริษัทของตระกูลวัฒนกุลแพร่กระจายไปทั่ววงการธุรกิจเมืองวารินอย่างรวดเร็ว
หลายบริษัทเริ่มถอนตัวจากการร่วมงาน
ธนาคารบางแห่งชะลอการอนุมัติสินเชื่อ
คู่ค้าหลายรายเริ่มทบทวนสัญญา
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง...
สถานการณ์ของบริษัทก็เริ่มสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย
ธีรภัทรกลับนั่งอยู่ในห้องทำงานอย่างสงบ
วาริศายืนอยู่ตรงหน้า
“ท่านประธาน เรื่องที่สั่งดำเนินการเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ธีรภัทรพยักหน้า
“ดี”
เขาหยิบเอกสารอีกฉบับขึ้นมา
“และอีกเรื่องหนึ่ง”
วาริศามองเขา
“คะ?”
“เพิ่มเงินเดือนให้คุณเป็นสองเท่า”
วาริศาตกใจ
“ท่านประธานคะ เรื่องนั้น...”
ธีรภัทรเงยหน้าขึ้น
“คุณทำงานให้ผม”
“ผมไม่เคยเอาเปรียบคนที่ทำงานให้ผม”
วาริศามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณค่ะ”
ในวันเดียวกัน
กลุ่มเอ็มไพร์ออกประกาศสำคัญสองฉบับ
ฉบับแรก...
ประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือครองและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
โดยระบุว่า ธีรภัทร คือประธานคนใหม่ของกลุ่มเอ็มไพร์
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติหรือภูมิหลังของเขา
ฉบับที่สอง...
ประกาศเปิดโครงการโรงแรมหรูแห่งใหม่ใจกลางเมืองวาริน
มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท
กลุ่มเอ็มไพร์เปิดรับบริษัทก่อสร้าง บริษัทตกแต่ง และพันธมิตรทางธุรกิจเข้าร่วมประมูล
ข่าวดังกล่าวทำให้วงการธุรกิจทั้งเมืองวารินสั่นสะเทือน
บริษัทนับร้อยแห่งต่างพยายามหาทางเข้าร่วมโครงการ
ไม่มีใครรู้ว่า...
เหตุผลหนึ่งที่ธีรภัทรประกาศโครงการนี้ ก็เพราะเขาต้องการเปิดโอกาสให้ธุรกิจของอรินทร์มีทางเติบโต
เขาไม่ได้คิดจะมอบทุกอย่างให้เธอฟรี ๆ
แต่เขาจะสร้างโอกาสให้เธอได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเอง
เพราะเขาไม่ต้องการให้อรินทร์ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีสามีร่ำรวยคอยช่วยเหลือ
เขาต้องการให้เธอยืนหยัดได้ด้วยความสามารถของตัวเอง
และที่สำคัญ...
เขาจะทำให้คนในตระกูลวัฒนกุลได้เห็นว่า
ชายที่พวกเขาเคยมองว่าไร้ค่า
แท้จริงแล้วอยู่ในจุดที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึง
ธีรภัทรยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่
แสงไฟของเมืองวารินส่องประกายอยู่เบื้องล่าง
ใบหน้าของอรินทร์ปรากฏขึ้นในความคิด
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
“ต่อจากนี้...”
“ถึงตาคุณแล้ว อรินทร์”
เกมกำลังเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ
