บทที่ 5 โอกาสที่ทุกคนต้องการ
ข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกลุ่มเอ็มไพร์แพร่กระจายไปทั่วนครวารินอย่างรวดเร็ว
กลุ่มเอ็มไพร์มีประธานคนใหม่
และสิ่งที่ทำให้แวดวงธุรกิจทั่วทั้งเมืองสั่นสะเทือนยิ่งกว่าเดิมคือ...
กลุ่มเอ็มไพร์ประกาศเดินหน้าโครงการโรงแรมหรูแห่งใหม่ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
โครงการนี้ครอบคลุมทั้งการก่อสร้าง การตกแต่งภายใน ระบบโรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย
บริษัทนับร้อยแห่งต่างจับตามอง
เพราะใครก็ตามที่สามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรในโครงการนี้ได้ จะได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มหาศาล
ข่าวนี้ทำให้ตระกูลธุรกิจทั่วนครวารินเริ่มเคลื่อนไหวทันที
หลายครอบครัวพยายามหาทางติดต่อกลุ่มเอ็มไพร์
บางคนถึงกับส่งของขวัญราคาแพงไปยังผู้บริหารระดับสูง
บางตระกูลเริ่มคิดถึงเรื่องที่ไกลกว่านั้น
หากสามารถสร้างความสัมพันธ์กับประธานคนใหม่ได้ ก็อาจเปลี่ยนสถานะของตระกูลได้ในพริบตา
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ...
ประธานคนใหม่ของกลุ่มเอ็มไพร์ยังคงเก็บตัวอย่างลึกลับ
ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร
ไม่มีใครเคยเห็นหน้าที่ชัดเจน
และยิ่งไม่มีใครรู้ว่า...
ชายคนนั้นกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนในนครวารินโดยไม่มีใครจำเขาได้
ภายในบ้านตระกูลวัฒนกุล
คุณหญิงมณีรัตน์นั่งอยู่หัวโต๊ะ ขณะที่สมาชิกครอบครัวทยอยเข้ามานั่งตามคำเรียก
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
หญิงชราวางเอกสารข่าวลงบนโต๊ะ
“ทุกคนคงเห็นข่าวของกลุ่มเอ็มไพร์แล้ว”
ภาคภูมิพยักหน้า
“ครับ”
“โครงการโรงแรมมูลค่า 2,000 ล้านบาท”
คุณหญิงมณีรัตน์พูดช้า ๆ
“นี่เป็นโอกาสสำคัญของตระกูลเรา”
สมาชิกหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย
ธุรกิจของตระกูลวัฒนกุลแม้จะมีชื่อเสียงในนครวาริน แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มเอ็มไพร์แล้ว ยังห่างกันหลายระดับ
หากสามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรในโครงการนี้ได้...
ธุรกิจของครอบครัวจะเติบโตขึ้นอย่างมาก
คุณหญิงมณีรัตน์พูดต่อ
“ฉันได้ข้อมูลมาว่า กลุ่มเอ็มไพร์กำลังเปิดรับบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ”
“ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจมอบโอกาสนี้ให้กับคนในครอบครัว”
ทุกคนเริ่มตั้งใจฟัง
“ใครก็ตามที่สามารถเจรจาสัญญาความร่วมมือกับกลุ่มเอ็มไพร์ได้ จะได้รับสิทธิ์ดูแลโครงการส่วนหนึ่ง”
“และฉันจะพิจารณาแต่งตั้งคนนั้นขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของบริษัท”
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง ทุกคนก็เริ่มมองหน้ากัน
ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร!
นั่นหมายถึงอำนาจในการบริหารธุรกิจของครอบครัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
พิมพ์ชนกเริ่มสนใจทันที
แม้แต่ภาคภูมิเองก็ยังมีแววตาเปลี่ยนไป
แต่เมื่อคิดถึงคู่เจรจา...
ทุกคนกลับเงียบลงอีกครั้ง
กลุ่มเอ็มไพร์
บริษัทระดับยักษ์ใหญ่ที่แม้แต่ตระกูลวัฒนกุลยังต้องให้ความเกรงใจ
ไม่ใช่บริษัทที่ใครจะเดินเข้าไปแล้วขอทำธุรกิจด้วยได้ง่าย ๆ
คุณหญิงมณีรัตน์มองไปรอบห้อง
“ใครมีความมั่นใจว่าจะทำได้?”
ไม่มีใครตอบ
ผ่านไปหลายวินาที...
ยังคงไม่มีใครยกมือ
หญิงชราขมวดคิ้ว
ก่อนจะหันไปมองภาคภูมิ
“ภาคภูมิ”
ชายหนุ่มสะดุ้ง
“ครับ คุณย่า”
“งานนี้ให้เจ้ารับผิดชอบ”
สีหน้าของภาคภูมิเปลี่ยนไปทันที
“ผม?”
“ใช่”
เขารีบส่ายหน้า
“คุณย่า ผมเกรงว่า...”
“เกรงว่าอะไร?”
“กลุ่มเอ็มไพร์ไม่ใช่บริษัทที่เข้าถึงได้ง่ายครับ”
ภาคภูมิพูดอย่างระมัดระวัง
“ถึงผมจะพยายาม แต่ผมไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำสัญญาได้”
คุณหญิงมณีรัตน์มองเขานิ่ง ๆ
“แปลว่าเจ้าปฏิเสธ?”
ภาคภูมิไม่ตอบ
เพราะเขารู้ดีว่า...
งานนี้ยากเกินไปจริง ๆ
ถ้ารับแล้วล้มเหลว เขาจะกลายเป็นคนที่ทำให้ครอบครัวเสียโอกาส
ในที่สุดเขาจึงพูด
“ผมคิดว่าควรให้คนที่มีความสามารถมากกว่าผมลองครับ”
หลายคนในห้องเริ่มถอนหายใจ
คุณหญิงมณีรัตน์เองก็ไม่พอใจ
“ถ้าอย่างนั้น...”
สายตาของเธอกวาดผ่านสมาชิกทุกคน
“ใครจะทำ?”
ไม่มีใครตอบ
จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ให้อรินทร์ลองดูก็ได้ครับ”
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
ธีรภัทรนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสงบนิ่ง
อรินทร์เองก็หันไปมองสามีด้วยความตกใจ
“ฉัน?”
ธีรภัทรพยักหน้า
“คุณลองดู”
พิมพ์ชนกหลุดหัวเราะออกมา
“อรินทร์เนี่ยนะ?”
ภาคภูมิเองก็หัวเราะตาม
“ธีรภัทร นายพูดจริงหรือ?”
“กลุ่มเอ็มไพร์นะ ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ แถวบ้าน”
ธีรภัทรไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น
เขาหันไปมองอรินทร์
“คุณทำได้”
อรินทร์มองเขาอย่างลังเล
เธอรู้ดีว่างานนี้ไม่ง่าย
แต่ในสายตาของธีรภัทรไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ราวกับเขามั่นใจว่าเธอจะทำสำเร็จ
คุณหญิงมณีรัตน์เคาะโต๊ะเบา ๆ
“ตกลง”
ทุกคนเงียบ
“อรินทร์”
หญิงชรามองหลานสาว
“งานนี้ฉันมอบให้เธอ”
อรินทร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ
“ค่ะ คุณย่า”
“แต่มีเงื่อนไข”
คุณหญิงมณีรัตน์พูดต่อ
“ฉันต้องการสัญญาความร่วมมือมูลค่าอย่างน้อย 30 ล้านบาท”
“และเธอมีเวลาเพียงสามวัน”
อรินทร์นิ่งไป
สามวัน...
สำหรับการเจรจากับกลุ่มเอ็มไพร์
แทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
แต่เธอกลับไม่ยอมถอย
“หนูจะพยายามค่ะ”
คุณหญิงมณีรัตน์พยักหน้า
“ดี”
หลังจากการประชุมจบลง สมาชิกครอบครัวทยอยออกจากห้อง
ภาคภูมิเดินผ่านธีรภัทรพร้อมรอยยิ้มเยาะ
“นายคิดจริง ๆ เหรอว่าอรินทร์จะทำได้?”
ธีรภัทรตอบอย่างสงบ
“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้”
ภาคภูมิหัวเราะ
“ถ้าอย่างนั้นก็รอดูแล้วกัน”
เขาเดินจากไป
โดยไม่รู้เลยว่า...
โอกาสที่อรินทร์กำลังจะได้รับนั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค
และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเส้นสายของตระกูลวัฒนกุล
แต่เป็นเพราะชายที่ทุกคนในบ้านมองว่าเป็นเพียง ลูกเขยไร้ค่า
กำลังจะเปิดประตูบานแรกให้ภรรยาของเขา
และในอีกไม่กี่วัน...
ทุกคนในตระกูลวัฒนกุลจะได้รู้ว่า
การดูถูกคนผิดคน อาจต้องจ่ายราคาแพงกว่าที่คิด
