บทที่ 6 เดิมพันสามวัน
เช้าวันต่อมา ข่าวเกี่ยวกับโครงการโรงแรมมูลค่ากว่าสองพันล้านบาทของกลุ่มเอ็มไพร์ยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องทั่วเมืองหลวง
สำหรับวงการธุรกิจ โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
บริษัทใดที่สามารถคว้างานส่วนหนึ่งจากกลุ่มเอ็มไพร์ได้ ไม่เพียงจะได้รับผลตอบแทนมหาศาล แต่ยังมีโอกาสใช้ชื่อของโครงการนี้เป็นใบเบิกทางในการขยายธุรกิจในอนาคตอีกด้วย
แน่นอนว่า...
ตระกูลวัฒนกุลย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ
ภายในห้องรับรองของตระกูลวัฒนกุล สมาชิกครอบครัวทยอยเข้ามานั่งกันอย่างพร้อมหน้า
คุณหญิงมณีรัตน์นั่งอยู่หัวโต๊ะ สีหน้าของหญิงชราเคร่งขรึมกว่าปกติ
บนโต๊ะตรงหน้าเธอมีเอกสารเกี่ยวกับโครงการของกลุ่มเอ็มไพร์วางเรียงอยู่หลายชุด
หญิงชราหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมา ก่อนกล่าวอย่างชัดเจน
“อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อวาน”
“กลุ่มเอ็มไพร์กำลังเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจสำหรับโครงการโรงแรมแห่งใหม่”
“บริษัทของเราจะต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ได้”
ทุกคนในห้องต่างตั้งใจฟัง
คุณหญิงมณีรัตน์วางเอกสารลง
“เงื่อนไขของฉันเหมือนเดิม”
“ใครก็ตามที่สามารถเจรจาและทำให้กลุ่มเอ็มไพร์เซ็นสัญญาความร่วมมือกับเราได้ จะได้รับสิทธิ์เข้าไปดูแลโครงการส่วนหนึ่ง”
“และฉันจะพิจารณาแต่งตั้งคนนั้นขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของบริษัท”
ทันทีที่ได้ยินตำแหน่งดังกล่าว สีหน้าของหลายคนก็เปลี่ยนไป
ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา
ผู้ที่ได้รับตำแหน่งจะมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของบริษัท รวมถึงมีสิทธิ์เข้าร่วมกำหนดทิศทางของธุรกิจในอนาคต
สำหรับคนในตระกูลแล้ว...
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของหน้าที่
แต่มันคือเรื่องของอำนาจ
คุณหญิงมณีรัตน์กวาดตามองทุกคน ก่อนพูดต่อ
“ฉันต้องการสัญญาความร่วมมือมูลค่าอย่างน้อยสามสิบล้านบาท”
“และมีเวลาเพียงสามวัน”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
สามวัน
การทำข้อตกลงกับบริษัทขนาดใหญ่อย่างกลุ่มเอ็มไพร์ภายในเวลาเพียงสามวัน แทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
คุณหญิงมณีรัตน์มองไปรอบห้อง
“มีใครอาสาหรือไม่?”
ไม่มีเสียงตอบ
คนที่เมื่อครู่ยังมีแววตาสนใจตำแหน่งผู้อำนวยการ กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากรับงาน
เพราะทุกคนรู้ดีว่า...
โอกาสประสบความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก
คุณหญิงมณีรัตน์รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ทางด้านขวา
“ภาคภูมิ”
ภาคภูมิชะงัก
“ครับ คุณย่า”
“งานนี้ให้เจ้ารับผิดชอบ”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“ผมเหรอครับ?”
“ใช่”
ภาคภูมิรีบตั้งสติ ก่อนพูดอย่างระมัดระวัง
“คุณย่าครับ ผมคิดว่า...”
“มีอะไร?”
“กลุ่มเอ็มไพร์ไม่ใช่บริษัทที่เราอยากเข้าพบแล้วจะสามารถเข้าพบได้ง่าย ๆ”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ต่อให้ผมพยายามเต็มที่ ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำสัญญาได้ภายในสามวันครับ”
พิมพ์ชนกที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบกล่าวเสริม
“คุณย่าคะ หนูคิดว่าภาคภูมิพูดถูกค่ะ”
“กลุ่มเอ็มไพร์มีบริษัทที่ต้องการร่วมงานด้วยอยู่มากมาย เราคงไม่ได้มีข้อได้เปรียบอะไรเป็นพิเศษ”
คุณหญิงมณีรัตน์ขมวดคิ้ว
“แล้วถ้าอย่างนั้น ใครจะทำ?”
ไม่มีใครตอบ
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง
กระทั่ง...
“ให้อรินทร์ลองดูก็ได้ครับ”
เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นจากด้านหนึ่งของโต๊ะ
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
ธีรภัทรนั่งอยู่ข้างอรินทร์ สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งราวกับไม่ได้รู้สึกกังวลกับเรื่องตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
อรินทร์หันมองสามีด้วยความประหลาดใจ
“ฉัน?”
ธีรภัทรพยักหน้า
“ใช่ คุณลองดู”
ภาคภูมิหลุดหัวเราะออกมา
“อรินทร์เนี่ยนะ?”
เขามองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“นายรู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดถึงบริษัทอะไร?”
“นี่คือกลุ่มเอ็มไพร์”
“บริษัทที่แม้แต่ตระกูลวัฒนกุลยังต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์ด้วย”
ภาคภูมิหัวเราะเบา ๆ
“แล้วอรินทร์มีอะไรที่จะทำให้พวกเขาสนใจ?”
อรินทร์กำมือแน่น
แม้เธอจะไม่พอใจกับคำพูดนั้น แต่ก็รู้ดีว่าภาคภูมิพูดไม่ผิดทั้งหมด
เธอไม่มีเส้นสายกับกลุ่มเอ็มไพร์
ไม่มีคนรู้จักในระดับผู้บริหาร
และไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมเสียเวลาพบเธอ
แต่เมื่อเธอหันไปมองธีรภัทร...
แววตาของเขากลับยังคงมั่นคง
ไม่มีความลังเล
ไม่มีความกังวล
มีเพียงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน
ธีรภัทรขยับเข้าไปใกล้เธอเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
“ลองดูเถอะ”
“คุณทำได้”
อรินทร์มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ
เธอรู้ว่างานนี้ยาก
แต่เธอไม่อยากยอมแพ้เพียงเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีโอกาส
สุดท้ายหญิงสาวจึงพยักหน้า
“ได้ค่ะ”
“ฉันจะลองดู”
คุณหญิงมณีรัตน์มองหลานสาวอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพยักหน้า
“ตกลง”
“ตั้งแต่วันนี้ งานนี้เป็นความรับผิดชอบของเธอ”
“ค่ะ คุณย่า”
“จำเอาไว้”
หญิงชรากล่าวเสียงหนักแน่น
“สามสิบล้านบาท”
“ภายในสามวัน”
อรินทร์พยักหน้า
“หนูจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”
คุณหญิงมณีรัตน์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อ
ราวกับเรื่องทั้งหมดได้ถูกตัดสินเรียบร้อยแล้ว
หลังการประชุมสิ้นสุดลง สมาชิกครอบครัวทยอยเดินออกจากห้อง
ภาคภูมิเดินผ่านธีรภัทร แต่ก่อนจะเดินเลยไป เขากลับหยุดฝีเท้า
ชายหนุ่มหันมายิ้มมุมปาก
“นายคิดจริง ๆ เหรอว่าอรินทร์จะทำได้?”
ธีรภัทรเงยหน้าขึ้น
“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้”
ภาคภูมิหัวเราะ
“นายมั่นใจขนาดนั้นเลย?”
“ใช่”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ภาคภูมิชะงักไปเล็กน้อย
แต่ไม่นานรอยยิ้มบนใบหน้าก็กลับมาอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นก็รอดูแล้วกัน”
“ฉันอยากเห็นเหมือนกันว่าเธอจะทำอะไรได้ในเวลาสามวัน”
ธีรภัทรมองเขานิ่ง ๆ
ก่อนพูดขึ้นอย่างสงบ
“เรามาพนันกันไหมล่ะ?”
ภาคภูมิเลิกคิ้ว
“พนัน?”
“ถ้าอรินทร์สามารถทำสัญญากับกลุ่มเอ็มไพร์ได้ภายในสามวัน”
ธีรภัทรหยุดเล็กน้อย
“นายต้องคุกเข่าต่อหน้าฉัน แล้วพูดว่า ‘ฉันคิดผิด’ สามครั้ง”
รอยยิ้มของภาคภูมิแข็งค้างไปชั่วขณะ
เขาไม่คิดว่าธีรภัทรจะกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน
สมาชิกครอบครัวหลายคนที่กำลังจะเดินออกจากห้องต่างหยุดฝีเท้าและหันกลับมามอง
ภาคภูมิรู้สึกเสียหน้า
แต่ในใจกลับมั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่มีทางแพ้
“แล้วถ้าอรินทร์ทำไม่ได้ล่ะ?”
ธีรภัทรตอบทันที
“ฉันจะคุกเข่าต่อหน้านาย”
ภาคภูมิหัวเราะออกมา
“ได้!”
“ฉันรับเดิมพัน”
เขายื่นมือออกมา
ธีรภัทรมองมือข้างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจับมือเขา
“ตกลง”
การจับมือครั้งนั้นทำให้สมาชิกทุกคนในห้องต่างมองหน้ากัน
ไม่มีใครคาดคิดว่าธีรภัทรจะกล้ารับเดิมพันที่มีศักดิ์ศรีของตัวเองเป็นเดิมพัน
ในสายตาของพวกเขา...
โอกาสที่อรินทร์จะได้รับสัญญามูลค่าสามสิบล้านบาทจากกลุ่มเอ็มไพร์ภายในสามวัน แทบไม่มีอยู่เลย
ภาคภูมิจึงเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ
“จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ก็แล้วกัน”
ธีรภัทรไม่ได้ตอบ
เพียงมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับสายตา
แววตาของเขาสงบนิ่ง
เพราะเขารู้ดีว่า...
อีกไม่นาน ความจริงจะเป็นคนตอบแทนเขาเอง
เย็นวันนั้น
เมื่อกลับถึงบ้าน อรินทร์พบว่ามธุรสและสมชายกำลังนั่งรออยู่ในห้องรับแขก
ทันทีที่พวกเขาทราบเรื่องเดิมพัน สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไป
“อะไรนะ?”
มธุรสแทบไม่อยากเชื่อ
“อรินทร์ ลูกรับงานนี้จริง ๆ เหรอ?”
อรินทร์พยักหน้า
“ค่ะ”
สมชายถอนหายใจ
“ลูกไม่รู้หรือว่ากลุ่มเอ็มไพร์ใหญ่แค่ไหน?”
“รู้ค่ะ”
“แล้วลูกจะไปเอาสัญญาสามสิบล้านบาทมาจากไหน?”
อรินทร์เงียบลง
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ
เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือ...
เธอไม่อยากยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง
มธุรสหันไปมองธีรภัทรทันที
“แล้วนายอีกคน!”
“ทำไมถึงต้องไปพนันกับภาคภูมิด้วย?”
ธีรภัทรตอบอย่างใจเย็น
“เพราะผมเชื่อในตัวอรินทร์”
“เชื่อแล้วถ้าลูกทำไม่ได้ คนที่ต้องคุกเข่าก็คือนายนะ!”
“ผมรู้ครับ”
เขาตอบโดยไม่ลังเล
อรินทร์หันไปมองสามี
“คุณมั่นใจในตัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ธีรภัทรมองเธอ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ผมไม่ได้มั่นใจเพราะโชค”
“แต่เพราะผมรู้ว่าคุณมีความสามารถมากกว่าที่ทุกคนคิด”
คำพูดนั้นทำให้อรินทร์นิ่งไป
ตลอดสามปีที่ผ่านมา แทบไม่มีใครในตระกูลพูดกับเธอแบบนี้
แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเคยสงสัยว่าตัวเองมีความสามารถมากพอหรือไม่
แต่สามีที่ทุกคนมองว่าไร้ค่า...
กลับเป็นคนเดียวที่เชื่อมั่นในตัวเธออย่างไม่ลังเล
อรินทร์จึงกำมือแน่น
“ฉันจะลองดู”
ธีรภัทรพยักหน้า
“ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร”
“ทำสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้องก็พอ”
คืนนั้น
ภายในห้องนอน อรินทร์นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนดึก
เอกสารของบริษัทถูกเปิดขึ้นทีละไฟล์
ข้อมูลทางการเงิน รายละเอียดธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมา รวมถึงแผนการตลาดต่างถูกนำมาทบทวนอย่างละเอียด
เธอรู้ดีว่า...
หากต้องการให้กลุ่มเอ็มไพร์สนใจบริษัทของครอบครัว เธอจะต้องมีบางอย่างที่มากกว่าคำขอร้อง
เธอต้องเสนอสิ่งที่อีกฝ่ายเห็นว่าคุ้มค่า
อรินทร์จดข้อมูลลงบนสมุดทีละข้อ
จากนั้นจึงเริ่มร่างข้อเสนอใหม่ทั้งหมด
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ
จนกระทั่งนาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบเที่ยงคืน
อรินทร์เอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนถอนหายใจยาว
พรุ่งนี้เช้า...
เธอจะไปสำนักงานใหญ่ของกลุ่มเอ็มไพร์ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะได้พบผู้บริหารหรือไม่
อย่างน้อยเธอก็จะลองเปิดประตูบานนั้นด้วยตัวเอง
เธอจะไม่ยอมให้ความกลัวเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเองถอยกลับ
ขณะเดียวกัน ธีรภัทรนอนอยู่บนเตียงอีกฝั่งหนึ่ง
เขาหลับตาลงอย่างสงบ
ไม่มีใครรู้ว่า...
สำนักงานใหญ่ของกลุ่มเอ็มไพร์ที่อรินทร์กำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปในวันพรุ่งนี้
แท้จริงแล้วอยู่ภายใต้การควบคุมของสามีของเธอเอง
และชายที่กำลังถูกคนทั้งตระกูลมองว่าไร้ค่า...
กำลังรอเพียงโอกาสเดียว
โอกาสที่จะให้อรินทร์พิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถของเธอ
ส่วนเดิมพันสามวันครั้งนี้...
อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตระกูลวัฒนกุล
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า...
เมื่อเวลาสามวันสิ้นสุดลง
คนที่ต้องก้มหน้ารับความพ่ายแพ้...
อาจไม่ใช่ธีรภัทร
