บทที่ 12 บท 4.1
วาจะไม่มีทางกลับไปแน่ ถ้าคุณไฟเขาไม่ยกเรื่องพี่ว่านขึ้นมาขู่…
หลังจากวันนั้น… เราก็กลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง แน่นอนบรรยากาศระหว่างเราเป็นไปด้วยความอึดอัด จากที่ไม่ค่อยได้พูดจากันอยู่แล้ว พอมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจนี้เข้ามาเพิ่มอีก นั่นก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม
ไม่มีการพูดถึงเรื่องนั้นและไม่มีใครรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก เราต่างปฏิบัติตัวต่อกันราวกับไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน เหลือไว้แค่รอยร้าวและความรู้สึกที่ยังค้างคาอยู่เท่านั้นและถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่รอยร้าวที่ว่าก็ยังติดอยู่ในใจวาเสมอและคุณไฟเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
ช่วงหลังมานี้วาริชต้องตื่นเช้าอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากคุณไฟอยู่ในช่วงถ่ายละคร งานถ่ายแบบ ออกรายการและอีเวนต์ต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องรองไปก่อน เพราะเวลาที่คุณไฟรับงานแสดง อีกฝ่ายก็มักจะให้ละครเป็นความสำคัญอันดับแรกเสมอ
“แยกกันตรงนี้ก็ได้นะ เพราะเดี๋ยวฉันจะไปกินข้าวกับพิม” หลังได้เวลาเลิกกองถ่ายแล้ว ขณะที่กำลังเก็บของเตรียมจะเดินไปที่รถด้วยกัน คุณไฟก็หันมาพูดกับวาด้วยเสียงปกติ
“ได้ครับ” ไม่มีการโวยวายเกิดขึ้น ทันทีที่คุณไฟเอ่ยเช่นนั้น วาริชก็รับคำอย่างว่าง่าย ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากวันนี้เราถ่ายงานกันในกรุงเทพ วาสามารถเดินทางกลับห้องพักเองได้ เขาจึงไม่มีปัญหา หากคุณไฟคิดจะปล่อยให้เขากลับเอง
หลังเราตกลงกันได้แล้ว คุณไฟก็รีบขึ้นรถและขับรถออกจากกองถ่ายทันที ส่วนวาริชก็อยู่เก็บข้าวของช่วยพี่ทีมงานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับบ้าง เนื่องจากวาเองก็อยากพักผ่อนแล้ว
“จะกลับแล้วเหรอ” ขณะที่วาเตรียมจะเดินออกไปเรียกแท็กซี่ พี่ไทระก็เดินเข้ามาหาเสียก่อน ซึ่งอีกฝ่ายก็มาพร้อมกับรอยยิ้มอย่างในทุกครั้ง
นับตั้งแต่วันที่ทำความรู้จักกันในครั้งนั้น เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันอยู่เรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะพี่ไทระเป็นคนอัธยาศัยดี อีกฝ่ายเป็นคนยิ้มเก่งและมักจะเอาขนมฝีมือพี่สาวมาฝากอยู่บ่อย ๆ ทำให้ความสนิทของเราจึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ใช่ครับ วาอยากกลับไปนอนแล้ว” วาริชตอบพร้อมส่งยิ้มให้อีกคน
“พี่ก็กำลังจะกลับพอดี งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งแล้วกันนะ”
“จะดีเหรอครับ” วาริชเอ่ยถามน้ำเสียงลำบากใจ ยิ่งพี่ไทระใจดี หยิบยื่นน้ำใจมาให้เขามากเท่าไร วาก็ยิ่งเกรงใจอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น เพราะแค่อีกฝ่ายเอาขนมมาให้ลองชิมเกือบทุกวัน เขาก็เกรงใจแทบแย่แล้ว
“วาเกรงใจครับ เดี๋ยวกลับเองดีกว่า” ในที่สุดวาริชก็ตัดสินใจปฏิเสธความหวังดีของอีกคน เพราะเขาไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายมากกว่านี้
“ไม่เอา เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“เสียเวลาเปล่า ๆ ครับ ช่วงเวลานี้คนเพิ่งเลิกงานด้วย รถคงติดแน่” วาอ้าง
“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ พี่แวะไปส่งเราแป๊บเดียว มันจะเสียเวลาเท่าไรกัน”
“...”
“ถ้าวาปฏิเสธพี่อีกรอบ… พี่จะเสียใจมากนะ” หลังพี่ไทระเห็นว่าวานิ่งไป อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยสายตาที่ดูเว้าวอน จนทำให้วารู้สึกว่าเขาจะต้องเป็นคนใจร้ายมากแน่ หากคิดจะปฏิเสธอีกฝ่ายซ้ำสอง
“ถ้างั้นก็...รบกวนด้วยนะครับ”
“ด้วยความยินดีครับ!” ทันทีที่วาเอ่ยเช่นนั้น ท่าทางของพี่ไทระก็ถูกเปลี่ยนไปทันตาเห็น ทำเอาเขาเห็นแล้วก็อดส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้
นอกจากคุณไฟ… วาริชก็ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะได้มีโอกาสนั่งรถดาราท่านอื่นด้วย ความรู้สึกแรกตอนที่ได้นั่งอยู่บนรถคันเดียวกันกับพี่ไทระ นั่นคือความเกร็ง มันไม่เหมือนกับตอนที่วาต้องนั่งคู่กับคุณไฟเลยแม้แต่นิด บรรยากาศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งวาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
หลังจากวันที่พี่ไทระได้เข้ามาทำความรู้จักวาในครั้งนั้น ทันทีที่กลับถึงห้อง วาก็เปิดดูประวัติส่วนตัวของอีกคนจากเว็บบอร์ดต่าง ๆ ทันที ซึ่งเขาก็เพิ่งทราบว่าแท้ที่จริงแล้ว พี่ไทระเองก็อยู่ในอุตสาหกรรมวงการบันเทิงมาหลายปี
อีกฝ่ายเคยเป็นนายแบบมาก่อน ได้มีโอกาสไปทำงานเป็นนายแบบที่ต่างประเทศตั้งหลายปีด้วย ไม่ได้เพิ่งเข้าวงการมาอย่างที่วาเคยเข้าใจ แต่ที่เขาไม่เคยเห็นหน้าพี่ไทระมาก่อน นั่นก็เป็นเพราอีกฝ่ายเพิ่งลองผันตัวมมาเป็นนักแสดง ได้เพียงไม่นานเท่านั้น
“อย่าลืมคาดเข็มขัดด้วยนะ” พี่ไทระเอ่ยเตือน หลังเราขึ้นมานั่งบนรถกันทั้งคู่แล้วซึ่งรถของพี่ไทระเป็นรถAudi รุ่น TTS Sport Coupe Quattro ซึ่งถ้าจำไม่ผิด…คุณไฟเจ้านายของวาก็มีรถยี่ห้อนี้เหมือนกัน แต่ของอีกฝ่ายเป็นคนละรุ่นกัน
“นั่งไม่สบายเหรอ” ระหว่างที่กำลังเคลื่อนรถเตรียมจะออกจากกองถ่าย พี่ไทระก็เอ่ยถามขึ้น
“ครับ?”
“เหมือนเราเกร็ง ๆ นะ เบาะรถพี่มันนั่งไม่สบายหรือเปล่า”
“อ๋อ… เปล่าหรอกครับ มันเป็นที่วาเอง ไม่ใช่เพราะรถหรอก”
“ไม่ชิน?”
“ก็ประมาณนั้นครับ วาทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไร ปกติ…เวลามากองถ่ายหรือไปทำงานกับคุณไฟ เรามักจะใช้เป็นรถตู้มากกว่า” วาอธิบายให้อีกคนฟัง ซึ่งหลังจากฟังจบพี่ไทระก็แค่พยักหน้ารับเท่านั้น อีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไรต่อ
และแล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่วาคาดการณ์ไว้ หลังเราขับรถออกจากกองถ่ายมาได้ไม่เท่าไร เราก็มาติดอยู่กลางสี่แยกม.เกษตร ยิ่งช่วงนี้ผู้คนเพิ่งจะเลิกงานด้วย ทำให้กว่าเราจะได้เคลื่อนรถแต่ะละครั้ง ทำเอาวาถึงกับลุ้นแล้วลุ้นอีก
“รถติดหนักเลย ขอโทษด้วยนะครับ…พี่ไทระต้องมาเสียเวลาโดยใช่เหตุ” วาเอ่ยบอกคนข้างกาย เมื่อเขารู้สึกไม่ดีเล็กน้อยที่ทำให้อีกฝ่ายต้องมาเสียเวลาด้วย
“จะขอโทษทำไม พี่เสนอตัวเอง…แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก” พี่ไทระว่า พลางยื่นมือมายีผมวาเบา ๆ
“...”
“…สงสัยเมื่อกลางวัน พี่กินข้าวน้อยแน่เลย ถึงได้มาหิวเอาตอนนี้” ระหว่างที่เรากำลังรอให้รถได้เคลื่อนตัวอีกครั้ง พี่ไทระก็พูดขึ้น แต่คล้ายจะบ่นกับตัวเองเสียมากกว่า
“งั้น...ถ้าพี่ไทระไม่มีธุระไปที่ไหนต่อ เราไปกินข้าวกันไหมครับ เดี๋ยววาเลี้ยงเอง” หลังนั่งคิดอยู่นาน ในที่สุดวาริชก็ตัดสินใจเอ่ยปากชวนอีกฝ่าย เพราะเขาเองก็เริ่มหิวข้าวแล้วเหมือนกัน
“หืม? เราจะเลี้ยงข้าวพี่เลยเหรอ”
