บทที่ 13 บท 4.2
“ใช่ครับ ถือซะว่าตอบแทนที่วันนี้พี่ไทระอุตส่าห์เอาขนมมาฝาก แล้วไหนจะเป็นธุระไปส่งกันอีก”
“แต่เรื่องแค่นี้เองนะ”
“ครับ วาอยากเลี้ยงข้าว…จะได้ไหมครับ?” วาริเอ่ยชถามคนข้างกาย
“โอ้โห,..วาพูดงี้ทั้งที ใครจะกล้าปฏิเสธลง”
“…”
“ถ้าวาจะเลี้ยง งั้นพี่เอาร้านแพงสุด ๆ เลยดีไหมเนี่ย จะได้คุ้ม” พี่ไทระพูดต่อ ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหน้ามา เราสบตากันอยู่ครู่หนึ่งและพี่ไทระก็ระเบิดหัวเราะออกมา
“พี่ล้อเล่น นี่ถูกแกล้งยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ”
“อ้าว…วาก็นึกพี่ไทระพูดจริงซะอีก กำลังนึกอยู่เชียวว่าแพงที่พี่ไทระว่า มันแพงแค่ไหนกันนะ”
“เอาจริง ๆ วาไม่ต้องเลี้ยงพี่หรอก เพราะพี่ก็เกรงใจเหมือนกัน”
“แต่วาเลี้ยงข้าวได้นะครับ”
“...”
“เลี้ยงได้จริง ๆ” เขาย้ำอีกครั้งอย่างหนักแน่น
“สรุปจะเลี้ยงข้าวพี่ให้ได้ใช่ไหม?” พี่ไทระถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“ใช่ครับ”
“โอเค งั้นพี่ขอคิดร้านแป๊บหนึ่ง ว่าแต่แถวห้องพักวา มีร้านอาหารอะไรอร่อย ๆ ไหมล่ะ”
ตอนแรกเราตกลงกันว่าจะหาร้านอาหารอร่อย ๆ แถวที่วาพักอยู่ แต่ทว่าแถวนั้นกลับไม่ค่อยมีร้านอาหารแบบที่ให้นั่งกินเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเสียมากกว่า ส่วนร้านอาหารอื่น ๆ ก็มักจะเป็นอาหารแบบตักขายเป็นถุง เหมาะสำหรับการซื้อไปกินที่ห้อง นั่นจึงทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนใหม่
“งั้น…เราไปกินข้าวที่ห้างกันไหมครับ” หลังเรายังไม่ได้ร้านสักที วาริชก็เสนอความคิดขึ้น ก่อนจะรีบเอ่ยอีกครั้ง เมื่อเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพี่ไทระทำอาชีพอะไรอยู่ซึ่งมันคงไม่ดีเท่าไร หากเขาจะชวนไปอีกฝ่ายไปสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน
“ขอโทษครับ ผมก็ลืมไป งั้นเราหาร้านอาหารแถวนี้กินดีกว่าครับ ไม่ต้องไปห้างหรอก คนพลุกพล่านเดี๋ยวพี่ไทระจะอึดอัดเอา”
“พี่ชินแล้วล่ะ ถ้างั้นเราไปห้างกันเถอะ” พี่ไทระสรุปเสร็จสรรพและเราก็เปลี่ยนจุดมุ่งหมายไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ห้องพักวาแทน
ส่วนใหญ่เวลามาห้างสรรพสินค้า วาก็มักจะมาเพื่อซื้อของเข้าห้องให้คุณไฟเท่านั้น ซึ่งถ้าเขาไม่มากับพี่ว่าน วาก็จะมาเพียงลำพังและไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะได้มาห้างกับคุณไฟ เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายมีงานอีเวนต์ที่ห้าง
“เป็นอะไร” คงเพราะวากำลังขมวดคิ้วอยู่ นั่นจึงทำให้พี่ไทระเอ่ยถามขึ้น ขณะที่เรากำลังขึ้นบันไดเลื่อนเตรียมไปยังชั้นอาหารกัน
“ไม่ชินเลยครับ สายตาของผู้คนน่ะ” วาตอบตามตรง แม้เขาจะทำงานกับคุณไฟมาหลายเดือนแล้วก็จริง แต่วาก็ไม่เคยชินกับสายตาผู้คนเลยสักครั้ง มันทำให้เขารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ไทระชินแล้วเหรอครับ” เขาถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“อือ ชินแล้วล่ะ แต่แปลกนะ…วาทำงานคลุกคลีกับคุณไฟมาตั้งหลายเดือน ทำไมถึงยังไม่ชินกับสายตาผู้คนล่ะ” พี่ไทระถามกลับอย่างสงสัย
“อ๋อ คือวาไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนกับคุณไฟหรอกครับ ส่วนใหญ่เวลามาซื้อของเข้าคอนโดให้คุณไฟ วาก็มักจะมาคนเดียว คุณเขาจะมาห้างเฉพาะมีงานอีเวนต์เท่านั้นครับ” วาให้คำตอบ
การเลือกร้านอาหารของเราเป็นไปอย่างง่ายดาย เราใช้เวลาเลือกร้านอาหารเพียงไม่นาน ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารปกติกึ่งเพื่อสุขภาพกัน ซึ่งพี่ไทระสั่งเป็นปลาแซลมอนนึ่งมะนาวกับข้าวผัดคีนัว ส่วนวาก็สั่งเป็นข้าวซอยน่องไก่
“จะเป็นไรไหม ถ้าพี่จะขอถ่ายรูปด้วย”หลังเรากินข้าวกันเสร็จ พี่ไทระก็เอ่ยขึ้น
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ วาไม่ใช่ดารานะ” ไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน วาริชก็ให้คำตอบอีกฝ่ายทันที เขาฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้พี่ไทระเพื่อที่เราจะได้ถ่ายรูปร่วมกัน
“แล้วไม่เป็นไรใช่ไหม ถ้าพี่จะเอาลงอินสตาแกรม” อีกฝ่ายถามขึ้นอีกครั้ง หลังได้เช็กรูปภาพของเราแล้ว
“ด้วยความยินดีครับ”
“แล้วไอจีเราชื่ออะไร พี่จะได้แท็กหา”
“อ๋อ…วาไม่มีหรอกครับ พอดีไม่ได้เล่น” เขาให้คำตอบพี่ไทระ ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้
ทุกวันนี้นอกจากไลน์และทวิตเตอร์ วาริชก็ไม่ได้เล่นอะไรอีกเลย ไลน์มีไว้เพื่อติดต่องานเท่านั้น ส่วนทวิตเตอร์ก็มีไว้เพื่อตามข่าวสาร เช็กกระแสของคุณไฟและสิ่งเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวในแต่ละวัน แต่ก่อนวาเคยลองเล่นโซเชียลอื่นดูเหมือนกัน แต่เขาก็พบว่ามันไม่ใช่ทางเท่าไรนัก ในที่สุดงาก็เลยหยุดเล่นไปและปัจจุบันก็เหลือแค่เท่านี้
“จริงเหรอ” พี่ไทระถามราวกับไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่ครับ อินสตาแกรมวาก็เคยลองเล่นนะครับ แต่ไม่รู้จะลงอะไร สุดท้ายก็เลยเลิกเล่นไป”
“แย่เลยดิ พี่อยากแท็กรูปไปหานะ เราไม่คิดจะลองกลับมาเล่นดูบ้างเหรอ”
“ฮ่า ๆ จะเก็บเอาไว้คิดแล้วกันนะครับ”
