บทที่ 7 บท 2.2
ความรู้สึกที่ว่าเริ่มจางหายกลายเป็นควัน เมื่อถึงเวลาที่คุณไฟถ่ายแบบเสร็จเสียที นั่นแปลว่างานในวันนี้ทั้งของอีกฝ่ายและของวาได้สิ้นสุดลงแล้ว
“จะกินอะไรดี” เมื่อเราขึ้นมาบนรถตู้ที่มีคนขับส่วนตัว คุณไฟก็เอ่ยถามวาน้ำเสียงเรียบพร้อมกับเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปด้วย
“ครับ?”
“ลองเสนอมาสักเมนูหน่อย ฉันอยากทำอาหารกินที่คอนโด แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร”
“งั้น….” วาริชเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอความคิด “สเต็กปลาดีไหมครับ? มื้อเย็นแล้วงดแป้งเปลี่ยนไปเพิ่มโปรตีน น่าจะดี”
“แล้วเย็นนี้นายจะกินอะไร?”
“ครับ?”
“วาริช…ฉันไม่ชอบถามย้ำ” คราวนี้คุณไฟผละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ หันมาจ้องหน้าวาอย่างไม่ชอบใจ
“อ๋อ ผ—ผมว่าจะกินบะหมี่หมูแดง หน้าปากซอยหอครับ” แม้จะไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจคำถามถูกไหม แต่วาริชก็ตอบออกไปอยู่ดี
“โอเค งั้นเย็นนี้เราจะกินก๋วยเตี๋ยวกัน เปลี่ยนจากเส้นบะหมี่ปกติเป็นเส้นหมี่ข้าวกล้องแทน ส่วนหมูแดงก็ใช้เป็นอกไก่ย่าง” คุณไฟสรุปทุกอย่างเสร็จสรรพ
“….”
“นายก็กินข้าวที่คอนโดฉันเลยนะ จะได้ไม่ต้องไปเสียตังเพิ่ม”
“ครับ…เข้าใจแล้วครับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น วาริชก็ขานรับเสียงอ่อน เขาลอบพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
วาไม่ได้มีปัญหากับการกินอาหารที่ห้องของคุณไฟ แต่อาหารเพื่อสุขภาพของคุณเขานี่ มันไม่อร่อย ไม่ถูกปากเขาต่างหากล่ะที่เป็นปัญหา…
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น อาหารไม่อร่อยเหรอ”
“ครับ?” ขณะที่วาริชกำลังนั่งเกลี่ยเส้นหมี่อยู่นั้น เขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นจากถ้วยก๋วยเตี๋ยว หลังถูกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันเอ่ยถามขึ้น
“อาหารไม่อร่อยเหรอ?” คุณไฟมองหน้าวาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง โชคดีที่ในเวลานี้อีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์ปกติ นี่ถ้าไม่สบอารมณ์เหมือนตอนที่ขึ้นรถกลับมา นอกจากคุณไฟจะไม่ถามซ้ำอย่างนี้แล้ว อีกฝ่ายคงได้พ่นไฟใส่วาแน่
ก็เพราะว่าคุณไฟน่ะ อารมณ์ร้อนเหมือนชื่อเขาเลย….
“อ๋อ…เปล่าหรอกครับ ก๋วยเตี๋ยวฝีมือคุณไฟอร่อยดี” ถ้าสามารถเติมน้ำตาล เติมพริกและน้ำปลาแบบปกติลงไปได้นะ วาริชไม่ได้พูดคำตอบในใจออกไปหมด เขาพูดออกไปเพียงเท่านั้น ก่อนจะหลุบตามองพื้นโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หลังรู้สึกว่าคนฝั่งตรงข้ามนิ่งไป
“ม—มีอะไรหรือเปล่าครับ” วาเอ่ยถามอีกฝ่าย หลังเขาถูกคุณไฟจ้องด้วยสายตาเรียบนิ่ง ยากที่จะคาดเดา
“นายโกหก” คุณไฟว่าเสียงห้วน
“…..”
“คำตอบเมื่อกี้ นายโกหกฉัน” วาริชรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนฉลาด ดูคนออก แต่เขาไม่คิดว่าคุณไฟจะเก่งขนาดนี้ วาก็ว่าตัวเองไม่ได้แสดงพิรุธอะไรนะ เขาตอบอีกฝ่ายเสียงนิ่ง อาการหลบสายตาของเขาก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เวลาที่วาอยู่กับคุณไฟ
แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงดูออก…
“มันไม่อร่อยสินะ” คุณเขาพึมพำ
“อาหารที่คุณไฟทำมันอร่อยครับ เพียงแต่ว่า…” วาริชเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง เพราะไม่รู้จะใช้พูดไหนดีที่จะไม่ทำให้คนฟังเสียความรู้สึกและตรงกับความรู้สึกเขาด้วย
“แต่ว่าอะไร?” คุณไฟถาม
“เพียงแต่ว่ามันไม่ถูกปากวา เอ๊ย! มันไม่ถูกปากผมครับ” วาอยากจะตีปากตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด หลังเขาเผลอปากใช้คำแทนตัวเป็นชื่อตัวเอง จริงอยู่ที่เราทำงานด้วยกัน เจอหน้ากันเกือบทุกวัน แม้แต่ในวันที่ไม่มีตารางงาน แต่ก็ใช่ว่าเราจะสนิทกันเสียหน่อย วินาทีนั้นวาได้คิดในใจว่าคงโดนคุณไฟดุแน่ ข้อหาที่พยายามตีสนิทคุณเขา
แต่แปลกที่คุณไฟไม่ว่าวาสักแอะ
“งั้นเดี๋ยวผมล้างจานให้เลยนะครับ!” วาริชตะโกนบอกผู้เป็นเจ้าของห้อง หลังเขาจัดการอาหารตรงหน้าเรียบร้อยแล้วและคุณไฟก็ได้เดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว
“ตามใจ” อีกฝ่ายตะโกนตอบกลับมาและเมื่อได้ยินเช่นนั้น วาก็ไม่รอช้า เขารีบหอบถ้วยก๋วยเตี๋ยวเข้าไปในห้องครัวเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดพร้อมกับเหล่าภาชนะที่ใช้ทำอาหารเมื่อครู่นี้ทันที
มีคนเคยบอกว่าการล้างจานเป็นวิธีระบายความเครียดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งวาริชก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะเขาเพลิดเพลินกับการล้างจานมาก แม้วันนี้ที่ห้องของคุณไฟจะใช้จานมากกว่าปกติ แต่วาก็ไม่ยี่หระ เขาพร้อมสู้ตาย เพราะมันเป็นงานบ้านเพียงชนิดเดียวที่วาชื่นชอบ
“ผมล้างจานเสร็จแล้ว คุณไฟจะใช้อะไรอีกไหมครับ” หลังล้างจานเสร็จ วาริชก็เดินมาถามคุณไฟที่เพิ่งออกมาจากห้องแต่งตัวและกำลังนั่งฟังเพลงอยู่บนโซฟา
“ทำน้ำผักไว้หรือยัง” คุณเขาถาม
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“งั้นก็ไปได้เลย” คุณไฟไม่ว่าเปล่า แต่ยังทำท่าโบกมือไล่กันอีกด้วย ฝั่งวาริชที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบยกมือไหว้ลา เตรียมจะออกจากห้องทันที แต่ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นประตูห้อง เสียงเรียกรั้งของคุณไฟก็ทำให้เท้าที่กำลังเดินต้องหยุดชะงัก
“เดี๋ยว…”
“ครับ?” วาริชขานรับ หันกลับไปมองผู้เป็นเจ้าของห้องอย่างฉงน
“เอาไปใส่ซะ” คุณไฟว่าสั้น ๆ พลางยกถุงกระดาษมาวางไว้บนโต๊ะด้านหน้าของเจ้าตัว “มันเป็นเสื้อ เอาไปใส่ทำงานได้”
“มันแพงนะครับ ตัวละตั้งหลายพัน ผมรับไว้ไม่ได้หรอก” วาริชรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที หลังเขาเห็นชื่อโลโก้แปะอยู่บนถุงกระดาษ แม้จะไม่รู้มูลค่าที่แน่ชัด แต่พอเห็นชื่อแบรนด์ วาก็รู้เลยว่ามันคงตัวละหลายพันแน่และเทปที่ยังถูกปิดผนึกเอาไว้ บอกได้เป็นอย่างดีว่าตั้งแต่ซื้อมา ถุงนี้ยังไม่เคยถูกเปิด
“อย่าสำคัญตัวไปหน่อยเลย ฉันไม่ได้ซื้อ… เขาให้มาและฉันก็มีอยู่แล้ว”
“แต่ว่า..!”
“เอาไว้ใส่ไปทำงาน นี่ไม่ใช่คำขอร้องแต่เป็นคำสั่งในฐานะเจ้านาย” วายังพูดไม่จบ คุณไฟก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน นั่นจึงทำให้เขาต้องหุบปากฉับ รับถุงของนั้นมาแต่โดยดีก่อนที่คุณไฟจะโมโห
“งั้นผมก็ขอบคุณมากนะครับ”
“อืม รับไปแล้วก็อย่าลืมใส่ให้เห็นด้วยล่ะ อย่าเอาไปเก็บไว้จนให้ฝุ่นขึ้นเชียว” คุณเขาว่าต่อ
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
“….”
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ แล้วก็…ฝันดีนะครับ คุณไฟ” ปกติเราไม่เคยบอกฝันดีกัน ทุกครั้งที่จะจาก วาก็จะแค่ไหว้ลาแล้วก็แยกย้าย แต่ครั้งนี้เขากลับมีความกล้าที่จะบอกฝันดีคุณไฟ มันไร้เหตุผลและวาริชก็ไม่เข้าใจตัวเอง
ไม่เคยมีสักครั้งที่วาริชจะกลับถึงห้องด้วยความรู้สึกสดชื่น แต่ก็อย่างว่าแหละ…. ไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวเล่น มันจะไปสดชื่นได้ยังไง
หลังถอดรองเท้าจัดเข้าชั้นวางเรียบร้อยแล้ว วาริชก็ตรงไปยังเตียงนอนของตัวเองทันที เขาทิ้งตัวนอนพร้อมกับถุงข้าวของที่ติดไม้ติดมือมาด้วย ได้แต่คิดในใจว่าไม่เคยเหนื่อยเท่านี้มาก่อน ทั้ง ๆ ที่วาก็เหนื่อยอย่างนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
ก่อนที่ดวงตากลมโตจะมองเพดานห้องอย่างใช้ความคิด ในหัวของวาริชกำลังเช็กว่าพรุ่งนี้เขาต้องทำอะไรบ้างและหลังจากทำงานเสร็จ วาก็คงต้องรีบกลับห้องเพื่อมาซักผ้าขึ้นตาก
ตั้งแต่แม่วาเสียชีวิตไปด้วยโรคร้าย…เขาก็เลี้ยงดูตัวเองและอยู่ลำพังมาโดยตลอด ญาติพี่น้องของวา นอกจากพี่ว่านที่บังเอิญเจอกันอีกครั้งในงานศพแม่ วาก็ไม่มีใครอีกแล้ว
เมื่อความคิดถึงแม่เริ่มทำงาน กลีบปากบางก็ระบายยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ ครั้งหนึ่งวาริชเคยใฝ่ฝันว่าเขาจะเรียนให้ถึงชั้นปริญญาตรีให้ได้ เรียนจบเมื่อไรก็จะรีบเข้าทำงาน เพื่อที่แม่จะได้สบายเร็ว ๆ แต่ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อแม่ของเขาต้องจากไปด้วยโรคร้ายเสียก่อน นั่นจึงทำให้ทุกอย่างตาลปัตร ความมุ่งมั่นที่เคยมี โดยมีแม่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีถูกมอดดับไปทันที เพราะแม่ไม่ได้อยู่ด้วยอีกแล้ว
ความฝันที่อยากจะเข้าเรียนในระดับมหา’ ลัย สุดท้ายก็เป็นได้แค่ฝัน เพราะในความเป็นจริง วาริชเรียนจบแค่ชั้นม.หกเท่านั้น
ท่ามกลางความโชคร้ายของวา ยังมีความโชคดีหลงเหลืออยู่ เพราะได้พี่ว่านขอคอยช่วยเหลือ เพราะได้คุณไฟคอยเมตตา วาถึงได้มีกินมีใช้อย่างนี้
ถึงวาริชจะไม่ค่อยชอบคุณไฟ เพราะอีกฝ่ายดุและบางครั้งก็กลั่นแกล้งอย่างจงใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่คุณเขาหยิบยื่นความเมตตาให้ในครั้งนั้น ยอมให้วาได้ทำงานด้วย วาริชก็ไม่เคยเกิดอาการร้อนเงินอีกเลย
วาได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนวุฒิการศึกษาระดับเดียวกัน ค่ากินส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออก ยามใดที่ไปกินอาหารด้านนอกบ้าน คุณไฟก็มักจะเลี้ยงเสมอ นอกจากนั้นอีกฝ่ายยังคอยยกข้าวของมาให้ใช้อีก นี่ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว…
ขณะที่กำลังคิดไปต่าง ๆ นานา สายตาของวาก็เหลือบไปเห็นถุงเสื้อผ้าที่คุณไฟเพิ่งให้มาพอดี นั่นจึงทำให้เขาลุกขึ้น หยิบถุงออกมาเปิดดูว่ามันเป็นเสื้ออะไรกันแน่ หลังจากนั้นวาริชก็นั่งมองเสื้อที่ตัวเองไม่ปัญญาซื้อมาใส่นานนับนาที ก่อนที่น้ำตาหยดหนึ่งก็หยดลงเปื้อนผ้าจนเขาต้องรีบเช็ดออกไปพัลวัน
