บทที่ 4 4

“ก็มันตื่นเต้นนี่ที่ได้เห็นคนหล่อ ฉันชักเริ่มอิจฉาเธอแล้วสิที่ได้หมั้นกับคนหล่อ ไม่หล่อธรรมดานะ หล่อขั้นเทพอีกต่างหาก รับรองพวกยัยพราวเห็นพ่อเทพบุตรของเธอต้องลงไปชักดิ้นชักงอเพราะความอิจฉา” ทอฝันอดที่จะกล่าวถึงคู่อริที่คอยกลั่นแกล้ง    รังควานเพื่อนรักของเธอไม่ได้

“อย่าเวอร์น่ายัยฝัน” กรรดาภรณ์ส่ายหน้าให้เพื่อนสนิทอย่างอ่อนใจ

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น ทำให้สองสาวถึงกับหยุดชะงัก

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันไปเปิดเอง” ทอฝันชิงลุกขึ้นเดินออกไปเปิดประตูห้อง เจอมารดาของกรรดาภรณ์ยืนยิ้มหวานที่หน้าประตู

“คุณแม่มีอะไรเหรอคะ” กรรดาภรณ์เดินเข้ามาถามมารดา

“แม่มาตามหนูลงไปข้างล่างน่ะลูก ใกล้ถึงฤกษ์สวมแหวนแล้วจ้ะ” กัญญาเดินเข้ามาดูความเรียบร้อยในตัวบุตรสาว

“ค่ะคุณแม่” กรรดาภรณ์ขานรับเสียงหวาน ก่อนถูกมารดาจูงมือเดินลงไปที่ห้องโถงใหญ่ ที่มีแขกเหรื่อนั่งเรียงรายเต็มไปหมด

การปรากฏตัวของกรรดาภรณ์สามารถสะกดทุกสายตาให้หันไปมองเป็นจุดเดียว วันนี้หญิงสาวอยู่ในชุดไทยที่แสนประณีต ใบหน้าบรรจงแต่งด้วยโทนสีอ่อนๆ น่าพิสมัยแก่ผู้พบเห็น โดยเฉพาะภาคภูมิถึงกับยืนตะลึงในความงดงามของว่าที่คู่หมั้น แทบไม่เชื่อว่าเด็กกะโปโลที่คอยวิ่งตามเขาต้อยๆ สมัยเด็ก จะโตขึ้นมาสวยหยาดฟ้ามาดินเช่นนี้ แต่ทว่าเสียงกระแอมของบิดานั้นดังขึ้น ดึงสติของภาคภูมิกลับมาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง

“ถึงเวลาแล้ว สวมแหวนหมั้นให้น้องสิตาภาค” คุณหญิง  จิตสุภากล่าวกับบุตรชายที่นั่งนิ่ง เอาแต่จ้องหน้าว่าที่คู่หมั้นอย่างไม่เกรงใจใคร ซึ่งทำให้นางอดที่จะปลาบปลื้มใจไม่ได้

“ครับคุณแม่ ส่งมือมาสิ” ภาคภูมิกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง จนกรรดาภรณ์ถึงกับนิ่งอึ้งในการกระทำที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนของเขา

“ค่ะ” หญิงสาวค่อยๆ ยื่นมือเรียวข้างซ้ายไปให้ว่าที่คู่หมั้นด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายภาคภูมิเอี้ยวตัวไปหยิบแหวนเพชรเม็ดโตประจำตระกูลขึ้นมาบรรจงสวมให้เธออย่างจำใจ

“ขอบคุณพี่เขาสิยัยหนู” กัญญาเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยน ในขณะเดียวกันทอฝันอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองภัคพงศ์ ชายหนุ่มข้างกายที่ทอดสายตามองเพื่อนรักของเธออย่างน่าสงสาร

เมื่อพิธีการหมั้นหมายสิ้นสุดลง ภาคภูมิรีบพามารดาออกมาคุยด้านนอกในที่ปลอดสายตาผู้คนเพื่อขอตัวกลับ เนื่องจากเป็นห่วงสาวคนรัก ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“รอแขกผู้ใหญ่กลับไปก่อนตาภาค แม่นั่นไม่หนีไปไหนหรอกน่า” คุณหญิงจิตสุภากล่าวกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่แสนจะรำคาญ

“แต่ผมเป็นห่วงษานี่ครับ ให้ผมกลับไปหาเธอเถอะนะครับ ในเมื่อผมก็ยอมหมั้นตามที่คุณแม่ต้องการแล้ว คุณแม่ควรเห็นใจผมบ้าง” คำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมาของคู่หมั้นป้ายแดง ทำให้       กรรดาภรณ์ที่แอบยืนฟังอยู่ที่หน้าประตูถึงกับน้ำตาคลอเบ้า หัวใจดวงน้อยๆ แทบแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

“รอท่านอธิบดีกลับก่อนแล้วกันตาภาค” คุณหญิงจิตสุภากล่าวกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนลง หวังใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เพื่อไม่ให้บุตรชายก่อเรื่องยุ่งวุ่นวาย

“ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มยอมจำนนต่อเหตุผลของมารดา สายตาคมพลันเหลือบไปเห็นเท้าเรียวเล็กของใครบางคนโผล่ออกมาจากด้านข้างๆ ประตู ริมฝีปากหนาถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปาก

“งั้นแม่ขอตัวเข้าไปดูแลแขกด้านในก่อนก็แล้วกัน” คุณหญิงจิตสุภาเอ่ยกับบุตรชาย

“ครับ” ชายหนุ่มรอจนกระทั่งมารดาเดินออกไปพ้นรัศมีสายตาเท่านั้น

“ออกมาได้แล้วน้องหนู”

น้องหนูเป็นชื่อที่ภาคภูมิขานเรียกเฉพาะ ตั้งแต่มีโอกาสได้เห็นเด็กน้อยตัวกลมๆ แก้มพวงชมพูระเรื่อเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาล จากนั้นเขาก็เรียกชื่อนี้มาตลอดจนปัจจุบัน

“จะออกมาดีๆ หรือจะให้พี่ดึงออกมา” ร่างเรียวเพรียวค่อยๆ เดินไปที่ประตูตรงสาวน้อยแอบซ่อนตัวอยู่

“เธอคงได้ยินทุกอย่างแล้วสินะ ว่าพี่หมั้นกับเธอเพราะคุณแม่ขอร้อง” ชายหนุ่มกล่าวตอกย้ำ โดยไม่สนใจว่าคู่หมั้นสาวจะเสียใจแค่ไหน ในคำพูดที่พรั่งพรูออกมานั้นเหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจคนฟังยิ่งนัก

“น้องหนูไม่รู้ว่าพี่ภาคมีคนที่พี่ภาครักอยู่แล้ว น้องหนูไม่ได้ตั้งใจ” ในที่สุดหญิงสาวก็โผล่ออกมาจากที่ซ่อน ใบหน้านองไปด้วยคราบน้ำตา ทำให้คนใจร้ายถึงกับพูดอะไรไม่ออก

“เอ่อ...ถ้ารู้แบบนี้แล้ว เธอยังจะดื้อหมั้นกับพี่ต่อไปอีกหรือเปล่า” ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีสายตาที่ตัดพ้อของคู่หมั้นสาว คอยเตือนสติตัวเองห้ามหวั่นไหว เพราะเขามีผู้หญิงที่ควรดูแลคือมาริษา

“พี่ภาคต้องการอะไรบอกน้องหนูมาได้เลย น้องหนูยินดีทำให้ เพื่อผู้ชายที่น้องหนู...” กรรดาภรณ์ยังไม่ทันพูดความในใจจบ ก็พลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกเสียก่อน

“อยู่กันที่นี่เอง พี่ตามหาซะทั่ว” ภัคพงศ์มายืนแอบฟังทั้งคู่พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ได้ยินในสิ่งที่น้องชายกำลังพูดทำร้ายจิตใจสาวน้อยต่างๆ นานา จึงอดรนทนไม่ไหวจนต้องเดินเข้ามาร่วมวงสนทนา

“พี่ภัคมีอะไรเหรอครับ” ภาคภูมิหันมาพูดกับพี่ชายบุญธรรมเสียงขรึม

“เอ่อ...คุณแม่ให้พี่มาตามนายออกไปส่งแขกน่ะ”

“ขอบคุณครับ” ภาคภูมิปรายตามองคู่หมั้นจอมขี้แย ก่อนเดินผ่านหน้าเธอไปราวกับอากาศธาตุและไม่สนใจไยดีที่จะเอ่ยชักชวนเธอเดินออกไปด้วยกันเลยสักนิด

“น้องดาเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ภัคพงศ์เอ่ยถามหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง แต่เธอนั้นกลับหลบเลี่ยงสายตา ไม่กล้าแม้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองใครได้ในเวลานี้

“เปล่าค่ะ ดาไม่เป็นอะไร” สาวน้อยเอาแต่สั่นหัวไปมา แต่ไหล่บางทั้งสองกลับสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นจนกลั้นไว้ไม่อยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป