บทที่ 6 6
“ตกงาน! หรือไม่ได้ทำงานกันแน่ตาภาค” คุณจิตสุภากล่าวอย่างรู้เท่าทัน ทำให้ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
“ก็ยังดีกว่าเด็กนั่นแล้วกันครับ ไม่รู้เรียนจบมหาวิทยาลัยหรือเปล่า” ภาคภูมิยังไม่ยอมแพ้ ยกเรื่องกรรดาภรณ์ขึ้นมาพูดอย่างดูถูกดูแคลน
“แหม...รู้จักหนูดาน้อยไปสิตาภาค หนูดาเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังแล้วจ้ะ แถมยังได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งพ่วงมาด้วย และตอนนี้หนูดาเข้าไปช่วยงานที่บริษัทน้ากัญในตำแหน่งผู้บริหารแล้ว ไม่ได้ลอยชายไปลอยชายมาเหมือนแกกับแม่ผู้หญิงของแกหรอกนะตาภาค รู้ไว้เสียด้วย” คำบอกเล่าของมารดา ทำเอาชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แทบไม่เชื่อว่ากรรดาภรณ์จะมีความรับผิดชอบสูงยิ่งกว่าเขาเสียอีก
“อึ้งไปเลยใช่มั้ยตาภาค” นางกระตุกยิ้มที่มุมปาก เมื่อเห็นบุตรชายทำหน้า อึ้ง
“เขาเก่งซะขนาดนั้น ทำไมไม่ไปจับผู้ชายเก่งๆ มาแต่งงานล่ะครับ มาจับผมหมั้นทำไม” ภาคภูมิไม่ยอมแพ้ตอกกลับทันควัน
“ปากคอเราะรายจริงตาภาค แม่ไม่มีอะไรจะคุยด้วยแล้ว จะไปไหนก็ไป แต่พรุ่งนี้เช้า หวังว่าแม่คงไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ในบ้านแล้วกัน แล้วอย่ามาหาว่าแม่ใจร้ายนะ”
“แต่คุณแม่ครับ ษาเขาตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยนะครับ จะให้เขาไปพักคนเดียวได้ยังไงครับ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาสวมกอดออดอ้อนมารดาเพื่อขอความเห็นใจเหมือนเช่นทุกครั้ง
“นั่นก็เรื่องของแก จะไปไหนก็ไป แม่อยากพักผ่อน และช่วยตามเด็กขึ้นมานวดให้แม่ด้วย” นางสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดบุตรชาย โดยไม่สนใจว่าบุตรชายจะคิดอย่างไร เพราะนางรู้ดีว่ามาริษาไม่ได้ตกระกำลำบากแน่ หากต้องออกจากบ้านหลังนี้ไป เพราะพอรับรู้มาว่ามีคนเลี้ยงดูปูเสื่อมาริษาอยู่ ซึ่งนางไม่รู้ว่าเป็นใคร
บ้านอธินโย
หลังจากส่งแขกเสร็จเรียบร้อย กรรดาภรณ์ก็ขออนุญาตมารดาขึ้นห้องนอนเพื่อพักผ่อน เพราะเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ วันนี้แทนที่จะเป็นวันที่เธอควรมีความสุขมากที่สุด แต่กลับต้องมาเจ็บปวดมากที่สุด เจ็บอย่างไม่เคยเจ็บมาก่อนในชีวิต
“ทำไม! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” ร่างน้อยบ่นพึมพำกับตุ๊กตาหมีตัวโปรดคู่ใจ
“บ่นอะไรคนเดียว ฮึยัยดา” เสียงทุ้มนุ่มดังที่หน้าประตู ดึงสติหญิงสาวกลับคืนมา
“พ่อเลี้ยงตะวัน มาได้ยังไงคะเนี่ย ไหนเมื่อคืนโทร.มาบอกดาว่าติดงานไงคะ” ร่างแน่งน้อยโผเข้ากอดพี่ชายสุดที่รักด้วยความดีใจ
“พี่ก็รีบเคลียร์งานมาให้ทันงานหมั้นของเรา แต่ก็ไม่ทันจนได้” พ่อเลี้ยงหนุ่มขยี้ศีรษะเล็กของญาติผู้น้องไปมา
“เรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อเลี้ยง ไม่ได้สำคัญอะไรด้วย ว่าแต่พ่อเลี้ยงจะกลับเลยหรือเปล่าคะ” สองพี่น้องพากันไปนั่งที่ระเบียงห้อง
“พี่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักอาทิตย์ อยู่ให้คุณพ่อคุณแม่หายคิดถึงสักหน่อย ว่าแต่เราเถอะ เพิ่งจะหมั้นไปหยกๆ ทำไมถึงทำหน้าเศร้าแบบนี้ล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามน้องสาวสุดที่รัก
“พ่อเลี้ยงดูออกเหรอคะ” ดวงตากลมโตแฝงด้วยความเศร้า ช้อนขึ้นมองหน้าญาติผู้พี่ตาแป๋ว
“พี่เป็นพี่ชายเรานะยัยดา ทำไมถึงจะดูไม่ออก ว่าน้องพี่เป็นอะไร บอกพี่ซิ มีใครมาทำอะไรเรา เดี๋ยวพี่จะไปอัดมันให้น่วม โทษฐานที่ทำให้น้องพี่ต้องมานั่งทำหน้าเศร้าอยู่แบบนี้” พ่อเลี้ยงหนุ่มพูดเสียงเข้มพร้อมทำหน้าตาขึงขัง
“เรื่องไร้สาระ อย่าไปสนใจเลยค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น จนพ่อเลี้ยงหนุ่มขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
“อย่าริมาโกหก กรรดาภรณ์” ชายหนุ่มเอื้อมไปจับไหล่เล็กทั้งสองข้างของเธอให้หันมาเผชิญหน้า ดวงตากลมโตที่เคยสดใสกลับแดงก่ำทิ้งร่องรอยที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ ว่าแต่พาว่าที่พี่สะใภ้ดามาด้วยหรือเปล่าคะ” กรรดาภรณ์แกล้งทำเฉไฉเปลี่ยนเรื่องพูด ทำเอาผู้เป็นพี่ทำหน้ามุ่ย
“ใครว่าที่พี่สะใภ้?” เสียงขรึมเอ่ยอย่างไม่ชอบใจนัก
“ก็พี่แพรไหมไงคะ แค่นี้ทำเป็นลืมไปได้ ยังไม่แก่สักหน่อย” กรรดาภรณ์กล่าวยิ้มๆ
“เลอะเทอะน่ะยัยดา ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมาะสมเป็นพี่สะใภ้ของเราเลยสักนิด อย่างมากก็แค่...” พ่อเลี้ยงหนุ่มพูดค้างไว้เพียงเท่านั้นก็เสยผมลวกๆ อย่างหงุดหงิด ยามคิดถึงแม่แมวน้อยจอมพยศของเขาทีไร
“อย่างมากอะไรคะ” หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปถามพี่ชายเธอใกล้ๆ แววตาคู่สวยเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“อยากรู้ขึ้นมาเชียว ทีเรายังไม่ยอมบอกพี่เลย แล้วเรื่องอะไรพี่จะบอก” ภูตะวันหันมาเล่นงานน้องสาวตัวแสบคืนบ้าง
“ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย ถ้าไม่อยากบอก ดาไม่รู้ก็ได้ ชิ!” หญิงสาวย่นจมูกใส่ จนเขาต้องเอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นอย่างมันเขี้ยว
“หึๆ เมื่อถึงเวลาพี่จะบอกเอง ไปแต่งตัวสวยๆ เดี๋ยวพี่พาออกไปเลี้ยงฉลอง อ้อ...อย่าลืมชวนว่าที่น้องเขยพี่ไปด้วยล่ะ อยากทำความรู้จักไว้”
“พี่ภาคน่าจะไม่สะดวกออกไปกับเราหรอกค่ะ”
“ทำไมล่ะ” ภูตะวันเลิกคิ้วขึ้นเชิงถามระคนแปลกใจ
