บทที่ 2 ตัวแค่นี้
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเผยให้เห็นสภาพห้องพักที่เต็มไปด้วยขันและกะละมังวางระเกะระกะเพื่อรองน้ำฝน ยายนิ่มรีบเก็บกวาดด้วยความเร่งรีบเพราะสายมากแล้ว ข้าวปลาก็ยังไม่ได้เตรียม ความรีบร้อนทำให้ยายเสียหลักลื่นล้มในครัวที่ชื้นแฉะ ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจนแน่นิ่งไป
“แกร๊ง!” เสียงขันน้ำร่วงกระทบพื้นดังสนั่นไปชนฝาผนัง นายชิตที่หลับลึกด้วยฤทธิ์เหล้าไม่ได้ยินสิ่งใด ต่างจากเด็กสาวที่สะดุ้งตื่นและรีบวิ่งไปดู เมื่อเห็นยายนิ่มนอนนิ่งอยู่ อินทุอรจึงรีบไปเขย่าตัวปลุกผู้เป็นตา
“ตา! ตาชิต ตื่นเร็ว! ยายล้มอยู่หลังบ้านค่ะ!” เสียงเรียกกระชากให้นายชิตงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความมึนเมา
“ยายล้มอยู่หลังบ้าน ตาชิตรีบไปดูเร็วเข้า!” ตาชิตรีบวิ่งไปตามคำบอก ภาพที่เห็นคือยายนิ่มหมดสติไปแล้ว เขาจึงให้อินทุอรเฝ้ายายไว้ ส่วนตัวเขาไปตามเพื่อนบ้านมาช่วยกันหามส่งโรงพยาบาล การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลเพราะมียานพาหนะเพียงสามล้อเครื่อง จะรอรถกู้ภัยก็เกรงว่าจะไม่ทันการ
หมอบอกว่ายายนิ่มต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ ในช่วงแรกตาชิตเป็นคนเฝ้า แต่พอตกกลางคืนเขาก็ให้อินทุอรมาเปลี่ยนเวร เพราะห่วงหลานสาวที่ต้องนอนอยู่บ้านคนเดียว อินทุอรจึงต้องขาดเรียนไปหลายวันเพื่อดูแลยาย
ตาชิตต้องออกไปเก็บของเก่าอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากินอยู่ แม้ค่ารักษาจะฟรีแต่ภาระรอบตัวก็หนักหนา
ครูประจำชั้นที่เป็นห่วงจึงตามมาหาอินทุอรที่บ้าน เมื่อทราบสาเหตุจึงมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและย้ำให้เธอหาเวลาไปเรียนบ้าง หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยายนิ่มออกจากโรงพยาบาลได้ แต่ผลกระทบจากการล้มทำให้เธอไม่สามารถเดินได้อีก หมอวินิจฉัยว่าเธออาจเป็นอัมพาตช่วงล่าง และนัดให้มาตรวจใหม่ในเดือนถัดไป
อินทุอรต้องรับหน้าที่ดูแลยาย วันไหนที่ไปเรียนเธอก็ต้องขออนุญาตครูออกมาตอนเที่ยงเพื่อกลับมาป้อนข้าวยาย ครูประจำชั้นที่ชื่อ ครูสาลิกา เข้าใจและเอ็นดูเธอมาก บางครั้งครูก็ขับรถมาส่งเด็กสาวด้วยตัวเอง
เดือนต่อมา หมอยืนยันว่ายายนิ่มต้องพิการไปตลอดชีวิต ด้วยฐานะที่ยากจนไม่มีเงินจ้างคนดูแล ทั้งสามคนจึงต้องดูแลกันเองตามยถากรรม ตาชิตยังคงออกไปเก็บขยะคนเดียว โดยมีอินทุอรไปช่วยบ้างในวันหยุด แต่เธอก็ไปได้ไม่นานเพราะห่วงยายที่อยู่เพียงลำพัง
มีอยู่ครั้งหนึ่งตาชิตออกไปเก็บของเก่าจนมืดค่ำ เมื่อเขากลับมาขณะที่อินทุอรกำลังป้อนข้าวยาย กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยหึ่งทำให้ทั้งยายและหลานรู้ทันทีว่าเขาไปดื่มมาอีกแล้ว
“ไอ้ชิต มึงกินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม?” ยายนิ่มดุสามีด้วยความอัดอั้น แต่เขาไม่สนใจคำต่อว่านั้น กลับเดินไปอาบน้ำอย่างไม่แยแส ยายนิ่มได้แต่ทอดถอนใจ เธอทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เพราะสังขารไม่เอื้ออำนวย และกลัวว่าถ้าต่อว่ารุนแรง ตาชิตจะคลุ้มคลั่งจนเป็นอันตรายต่อหลานสาว ทั้งคู่จึงต้องปล่อยวางไปตามเลย
“อย่าไปสนใจเลยหนูอร...”
“จ้ะยาย... ตาคงเมามาก”
อาทิตย์นี้อินทุอรไปรับจ้างทำงานบ้านที่บ้านของครูสาลิกา เธอเลือกไปวันศุกร์หลังเลิกเรียน เพราะเสาร์-อาทิตย์ต้องช่วยตาแยกของเก่า
“ใจเย็น ๆ สิคะอิฐ! เดี๋ยวเด็กก็เห็นหรอก รอให้ถึงห้องก่อนไม่ได้หรือไง!”
“สาให้เด็กนั่นมาทำงานที่บ้านวันนี้เหรอ?”
“จ้ะ ตอนแรกสาบอกให้แกมาวันเสาร์กับอาทิตย์ แต่เด็กเขาไม่ว่างต้องช่วยตาทำงาน เลยให้มาช่วงแทน”
“งั้นเข้าห้องกันดีกว่านะครับสา...”
อินทุอรได้ยินบทสนทนาทุกอย่างแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เธอไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของใคร เพราะครูสาลิกาคือผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด
