บทที่ 1 1

คฤหาสน์ ‘อัครโภคิน’ ไม่ได้ต่างอะไรจากปราสาทในเทพนิยาย มันกว้างใหญ่ หรูหรา ประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์นำเข้าและแชนเดอเลียร์คริสตัลที่ส่องประกายระยิบระยับ แต่สำหรับ ‘พริกแกง’ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังยืนกำสายกระเป๋าเป้ใบเก่าแน่น สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนสุสานที่ฉาบด้วยทองคำมากกว่า

บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบ ไม่ใช่แค่เพราะเครื่องปรับอากาศที่เปิดจนหนาวสั่น แต่เป็นความเย็นชาที่แผ่ซ่านมาจากเหล่าคนรับใช้ที่เดินก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าสบตากัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง ราวกับว่าหากหายใจแรงเกินไป สัญญาณเตือนภัยของบ้านหลังนี้จะดังขึ้น

"จำไว้นะนังหนูพริกแกง กฎข้อแรกและข้อเดียวของบ้านนี้คือ... ห้ามทำให้คุณกวินทร์ไม่พอใจเด็ดขาด"

ป้าสายใจ หัวหน้าแม่บ้านวัยหกสิบกว่าปีเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หญิงสูงวัยมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเวทนาปนเสียดาย สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม นัยน์ตากลมโตสุกใส แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แถมยังมีผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่น่ามาตกระกำลำบากทำงานเป็นที่รองรับอารมณ์ของ ‘อสูรร้าย’ ประจำบ้านเลย

"เขาดุขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะป้า?" พริกแกงถามกลับ น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวอย่างที่ป้าสายใจคาดหวัง กลับมีความอยากรู้อยากเห็นเจืออยู่เสียมากกว่า

"ไม่ใช่แค่ดุ! แต่ร้ายกาจ ขี้โมโห เอาใจยากที่สุด! เดือนที่แล้วสาวใช้ลาออกไปสี่คน บางคนโดนปาแก้วเฉียดหน้า บางคนโดนด่าจนร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด ป้าถึงถามเอ็งย้ำแล้วย้ำอีกไง ว่าจะทำจริงๆ เหรอ?"

พริกแกงสูดลมหายใจเข้าลึก เธอไม่ได้อยากมาเป็นที่รองรับอารมณ์ของใครหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะหนี้สินก้อนโตที่พี่ชายตัวดีทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หนี้ที่กำลังจะทำให้บ้านมรดกชิ้นสุดท้ายของครอบครัวถูกยึด และเงื่อนไขเดียวที่เธอจะได้เงินล่วงหน้าก้อนโตถึงห้าแสนบาท ก็คือการเซ็นสัญญาทาส ทำงานรับใช้ประธานกรรมการบริหารหนุ่มแห่งอัครโภคินกรุ๊ปเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม

"ทำจ้ะป้า ฉันถอยไม่ได้แล้ว ต่อให้คุณกวินทร์ของป้าจะพ่นไฟได้เหมือนก็อตซิลล่า ฉันก็จะเอาน้ำสาดให้มอดไปเลยคอยดู" หญิงสาวตอบกลั้วหัวเราะ พยายามสร้างอารมณ์ขันเพื่อกลบความกังวลในใจ

ป้าสายใจยังไม่ทันจะได้อ้าปากเตือนอีกรอบ เสียงเบรกของรถสปอร์ตเฟอร์รารี่สีดำสนิทก็ดังลั่นมาจากหน้ามุขของคฤหาสน์ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนอย่างเกรี้ยวกราด

"บอกแล้วใช่ไหมว่าไอ้สูทสีนี้มันต้องรีบส่งซัก! ทำไมมันยังแขวนอยู่ในตู้ฮะ!"

เสียงทุ้มต่ำที่ตะคอกดังลั่นก้องไปทั้งโถงทางเดิน ทำเอาเหล่าแม่บ้านที่กำลังเช็ดถูพื้นอยู่สะดุ้งสุดตัวและรีบก้มหน้าชิดอก พริกแกงหันไปมองต้นเสียง และวินาทีนั้นเองที่เธอได้เห็นเจ้านายของเธอเป็นครั้งแรก

กวินทร์ อัครโภคิน... ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีเข้มที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ดอย่างคนหงุดหงิด ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปสลักของพระเจ้า คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือซุ้มตาดุดัน จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกที่กำลังเม้มแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาดูสมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ แต่แววตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและเย็นชาจนน่าขนลุก

"ค...คุณกวินทร์คะ ป้าขอโทษค่ะ พอดีเมื่อวานร้านซักรีดประจำเขาหยุด..." ป้าสายใจละล่ำละลักตอบ มือไม้สั่น

"ผมไม่สนเหตุผล! ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ได้ใส่สูทตัวนั้น ก็เตรียมตัวเก็บของออกไปให้หมดทั้งบ้านนี่แหละ!" กวินทร์ตวาดเสียงกร้าว ก่อนที่สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจะตวัดมาปะทะเข้ากับร่างเล็กของพริกแกงที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล

ชายหนุ่มหรี่ตาลง กวาดสายตามองหญิงสาวแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดสีขาวธรรมดา กางเกงยีนส์สีซีด และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ท่าทางไม่ได้มีความเกรงกลัวเขาเหมือนคนอื่นๆ ในบ้าน สิ่งเดียวที่ทำให้เขาสะดุดใจคือดวงตากลมโตคู่นั้นที่จ้องมองเขากลับอย่างไม่ลดละ ไม่มีแววตื่นตระหนก ไม่มีน้ำตาเอ่อคลอ มีเพียงความนิ่งสงบที่แฝงไปด้วยความท้าทาย

"นี่ใคร?" กวินทร์ถามเสียงห้วน พลางก้าวฉับๆ เข้ามาหา

"ส...สาวใช้คนใหม่ค่ะคุณกวินทร์ เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง ชื่อพริกแกงค่ะ" ป้าสายใจรีบแนะนำตัวแทน

กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ชื่อพริกแกง? แค่ชื่อก็ฟังดูราคาถูกและน่าปวดหัวแล้ว คิดว่าหน้าตาซื่อๆ บื้อๆ แบบนี้จะทนอารมณ์ฉันได้กี่วัน? สองวัน? หรือแค่ครึ่งวันดี?"

แทนที่จะก้มหน้าหลบตาหรือร้องไห้ตามธรรมเนียมของสาวใช้คนก่อนๆ พริกแกงกลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปกลอสสีอ่อนคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะยั่วโมโหมากกว่าประจบประแจง

"แต่พริกแกงถ้วยนี้ รสชาติจัดจ้านและแพงพอที่จะทำให้คุณหน้าร้อนจนเหงื่อตกได้นะคะ คุณกวินทร์"

สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศในห้องโถงก็เงียบกริบราวกับเป่าสาก ป้าสายใจเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า แม่บ้านคนอื่นๆ หูผึ่ง อ้าปากค้าง ไม่มีใครในประเทศนี้กล้าต่อปากต่อคำกับกวินทร์ อัครโภคิน แบบนี้มาก่อน!

กวินทร์ชะงักไปเสี้ยววินาที นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวด้วยความประหลาดใจระคนโกรธจัด เขาไม่ชอบคนอวดดี โดยเฉพาะผู้หญิงที่สถานะต่ำกว่าเขาอย่างเทียบไม่ติด

"ปากดี" ชายหนุ่มกัดฟันพูด ก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างบางจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผสมผสานระหว่างไม้หอมและซีตรัสแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา มันทรงพลังและคุกคาม แต่พริกแกงกลับยืนหยัด ปลายเท้าของเธอไม่ขยับถอยแม้แต่เซนติเมตรเดียว

"ถ้าคิดว่าปากดีแล้วจะรอดในบ้านหลังนี้ ก็ลองดู" กวินทร์กระซิบเสียงเหี้ยม ก่อนจะถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ชี้หน้าเธอ "ไปชงกาแฟมาให้ฉัน เอสเพรสโซ่ เมล็ดอาราบิก้าคั่วกลาง อุณหภูมิน้ำต้องแปดสิบห้าองศาเป๊ะ ห้ามใส่น้ำตาล ห้ามบ้าบออะไรทั้งนั้น ถ้ามันขมไป เปรี้ยวไป หรืออุณหภูมิเพี้ยนแม้แต่องศาเดียว... เธอโดนไล่ออกทันที ถือว่าเงินล่วงหน้าที่เอาไปเป็นค่าเสียเวลาของฉัน!"

พริกแกงรับคำท้าด้วยสายตา "รับทราบค่ะ เจ้านาย" เธอค้อมศีรษะให้อย่างกวนๆ ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปทางห้องครัวด้วยท่าทางมั่นใจ ทิ้งให้กวินทร์ยืนมองแผ่นหลังเล็กนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก

สิบห้านาทีต่อมา

พริกแกงเดินกลับมาที่ห้องทำงานอันโอ่อ่าของกวินทร์ ในมือประคองถาดเงินที่มีแก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทวางอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วกลางลอยแตะจมูก เธอวางมันลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสอย่างนุ่มนวล

"กาแฟตามที่คุณสั่งค่ะ อุณหภูมิน้ำตอนชงคือแปดสิบห้าองศาเซลเซียสเป๊ะ ตอนนี้อุณหภูมิน่าจะลดลงมาอยู่ในระดับที่ดื่มได้พอดีโดยไม่ลวกปากค่ะ"

กวินทร์ละสายตาจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า เขามองแก้วกาแฟสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาว เขายกแก้วขึ้นจิบช้าๆ

รสชาติของมัน... สมบูรณ์แบบ กลมกล่อม ไม่ขมปร่าและไม่เปรี้ยวแหลมจนเกินไป มันคือเอสเพรสโซ่ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยดื่มฝีมือคนในบ้าน แต่กวินทร์ อัครโภคิน ไม่ใช่คนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับแม่สาวใช้จอมโอหังคนนี้

เพล้ง!

บทถัดไป