บทที่ 2 2
กวินทร์จงใจปล่อยมือจากหูแก้ว ปล่อยให้แก้วเซรามิกหล่นกระแทกพื้นหินอ่อนจนแตกกระจาย น้ำกาแฟสีเข้มกระเด็นเลอะพรมเปอร์เซียราคาหลักแสนและเฉียดปลายรองเท้าผ้าใบของพริกแกงไปเพียงนิดเดียว
"ซุ่มซ่าม! ทำงานประสาอะไรฮะ! แก้วลื่นขนาดนี้เอามาเสิร์ฟได้ยังไง!" ชายหนุ่มตวาดลั่น แกล้งโยนความผิดให้อย่างหน้าด้านๆ "พรมนี้ราคาสองล้าน เธอมีปัญญาใช้คืนไหม! ถ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ!"
พริกแกงก้มมองเศษแก้วและคราบกาแฟบนพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตที่ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์ใส่เธอ แทนที่เธอจะร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าขอโทษอย่างที่เขาคิด หญิงสาวกลับถอนหายใจยาว แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน หยิบขวดสเปรย์ขจัดคราบและผ้าไมโครไฟเบอร์ที่เธอเตรียมพกติดตัวมาด้วยตั้งแต่อยู่ในครัวออกมา
"บังเอิญดิฉันเรียนสายวิทย์มาค่ะคุณกวินทร์" พริกแกงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะย่อตัวลงนั่งยองๆ ฉีดสเปรย์ลงบนพรม "จากมุมที่คุณผู้ชายจับแก้วเมื่อกี้ บวกกับวิถีการตกและแรงโน้มถ่วงของโลก มันฟ้องชัดเจนว่าแก้วไม่ได้ลื่น แต่กล้ามเนื้อมือของคุณจงใจคลายออกเพื่อทิ้งมันลงพื้นค่ะ"
กวินทร์คิ้วกระตุก "นี่เธอหาว่าฉันใส่ร้ายเธอเหรอ!"
"เปล่าค่ะ ดิฉันแค่กำลังวิเคราะห์ตามหลักฟิสิกส์" พริกแกงเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่แฝงไปด้วยมีดโกน "แต่ไม่เป็นไรค่ะ ถึงคุณจะจงใจสร้างความสกปรก ดิฉันก็ถนัดเช็ดล้างคราบอยู่แล้ว... โดยเฉพาะคราบสกปรกในใจคนที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่น"
"นี่เธอ!!"
กวินทร์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ความอดทนของเขาขาดผึง ชายหนุ่มก้าวพรวดเดียวเข้าไปคว้าต้นแขนเล็กของคนที่นั่งอยู่บนพื้น แล้วกระชากร่างบางให้ลุกขึ้นมายืนเผชิญหน้ากับเขาอย่างแรง!
พริกแกงตกใจจนเผลออุทาน แต่เธอก็ฝืนทรงตัวไว้ได้ ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของอีกฝ่าย กวินทร์ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน สายตาดุดันของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้เริ่มมีแววตระหนกซ่อนอยู่เล็กน้อย แต่เธอก็ยังดื้อรั้นไม่ยอมหลบตา
ลมหายใจอุ่นจัดของเขารินรดพวงแก้มเนียน กลิ่นกาแฟจางๆ ปนกับกลิ่นซีตรัสของเขาทำให้หัวใจของพริกแกงเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งนะ พริกแกง" กวินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น "ฉันให้เวลาเธอแค่สามวัน... ภายในสามวัน เธอจะต้องทนไม่ไหว คลานเข่าเข้ามากราบเท้าฉัน ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเพื่อขอลาออก!"
พริกแกงเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบของเขาอยู่ใกล้จนเธอต้องกลั้นหายใจ แต่ความสู้คนในสายเลือดมันสั่งให้เธอฟาดกลับ ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง
"เตรียมยาแก้ปวดหัวและยาขยายหลอดเลือดไว้รอได้เลยค่ะคุณกวินทร์..." หญิงสาวกระซิบตอบ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ "เพราะดิฉันจะทนอยู่นาน... นานจนคุณนั่นแหละ ที่ต้องเป็นฝ่ายกราบกอดเข่า ร้องขอชีวิตจากดิฉัน!"
สองสายตาฟาดฟันกันกลางอากาศราวกับมีกระแสไฟฟ้าสถิตลั่นเปรี๊ยะ ไม่มีใครยอมถอย ไม่มีใครยอมละสายตา
แรงบีบที่ข้อมือคลายออกช้าๆ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของกวินทร์ที่ก้าวถอยห่างออกไป สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความเย็นชาและเหยียดหยัน ราวกับกำลังมองสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่า ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของคฤหาสน์โดยไม่หันกลับมามองเธออีก
พริกแกงพ่นลมหายใจออกมายาวเหียด พยายามควบคุมอาการสั่นเทาของร่างกาย ข้อมือของเธอยังคงหลงเหลือรอยแดงและไออุ่นจากฝ่ามือหนา ท่ามกลางสายตาโล่งอกปนตื่นตระหนกของเหล่าคนรับใช้ที่รีบกรูกันเข้ามาช่วยเธอเก็บกวาดเศษแก้วที่พรม
"หนูพริกแกง... เป็นอะไรไหมลูก? โถ... ป้าใจหายใจคว่ำหมด" ป้าสายใจลูบอกตัวเองเบาๆ
"ไม่เป็นไรค่ะป้า พริกแกงหนังเหนียวจะตาย" หญิงสาวยิ้มกว้างเพื่อปลอบคนแก่ แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้ดูสติแตกขนาดนี้?
แววตาของเขาในวินาทีที่ดึงเธอเข้าไปประชิดตัว... มันไม่ใช่แค่สายตาของคนขี้โมโหธรรมดา แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังแบกรับความทรมานอย่างแสนสาหัส ราวกับคนป่าที่บาดเจ็บและพร้อมจะแว้งกัดทุกคนที่เข้าใกล้เพื่อปกป้องตัวเอง
