บทที่ 4 4
ห้องนอนหรูหราขนาดใหญ่บัดนี้ตกอยู่ในสภาพพังยับเยิน โคมไฟข้างเตียงถูกปัดตกแตกกระจาย เอกสารและปลอกหมอนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น และที่ใจกลางความมืดมนนั้น... กวินทร์ อัครโภคิน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นข้างเตียง
เนื้อตัวของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเสื้อเชิ้ตแนบเนื้อ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคู่คมเบิกกว้างและแดงก่ำด้วยเส้นเลือด ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างทุบหัวตัวเองซ้ำๆ ราวกับพยายามจะขับไล่เสียงหรือภาพหลอนบางอย่างในหัวสมอง
"ออกไป... ออกไปจากหัวฉันสักที..." กวินทร์คำรามในลำคอ เสียงของเขาสั่นเครือและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "อย่าตามมา... ฉันไม่ได้ทำ... ฉันไม่ได้อยากให้พี่ตาย!"
เขากำลังดิ่งสู่ขุมนรกของอาการแพนิกและภาพหลอนจากการขาดนอนอย่างรุนแรง!
พริกแกงตระหนักได้ทันทีว่า หากปล่อยไว้แบบนี้ หัวใจของเขาอาจจะวายหรือสติแตกจนกู่ไม่กลับ หญิงสาวสลัดความกลัวทิ้งไปจนหมดสิ้น เธอเปิดประตูห้องเข้าไปช้าๆ พยายามทำเสียงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้ปีศาจที่กำลังคลั่งตื่นตกใจ
"คุณกวินทร์คะ..." เธอกระซิบเรียกเบาๆ
กวินทร์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับมามองเธอทันที แววตาของเขาในตอนนี้ดูเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังจนตรอกและดุร้ายสุดขีด "ออกไป!!! ใครใช้ให้เธอเข้ามา! ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!!!"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ก้าวสามขุมเข้ามาหาเธอหมายจะกระชากตัวเธอโยนออกไปนอกห้อง แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอจากการไม่ได้นอนและอาการแพนิก ทำให้กวินทร์เสียหลักก้าวพลาด ร่างสูงใหญ่เซวูบกำลังจะล้มลงกระแทกเศษโคมไฟที่แตกอยู่บนพื้น!
"คุณกวินทร์!"
พริกแกงไม่คิดชีวิต เธอพุ่งตัวเข้าไปรับร่างหนาของเขาไว้ทันที!
แรงปะทะทำให้ทั้งสองคนล้มลงไปบนพื้นพรมหนา โดยมีร่างของกวินทร์ทับอยู่บนตัวเธอ พริกแกงโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เขาโดนเศษแก้วบาด ในขณะที่กวินทร์หอบหายใจรุนแรงอยู่ตรงซอกคอของเธอ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว
"ปล่อย... ปล่อยฉัน..." เขาพยายามจะประคองตัวลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออันน้อยนิด แต่ฝ่ามือนุ่มของพริกแกงกลับเลื่อนขึ้นมาลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เหมือนเวลาที่แม่ปลอบลูกน้อยยามขวัญเสีย
"ชู่ว... ไม่เป็นไรค่ะคุณกวินทร์ ไม่ต้องกลัวนะคะ" น้ำเสียงของพริกแกงนุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินจากใครมานานแสนนาน "คุณปลอดภัยแล้วค่ะ ไม่มีใครทำร้ายคุณได้แล้ว..."
"เธอ... ยัยตัวแสบ..." กวินทร์พึมพำ เสียงของเขาเริ่มเบาลง ร่างกายที่สั่นเทาเริ่มคลายความเกร็งลงช้าๆ เมื่อได้รับไออุ่นและสัมผัสที่แสนโยนจากร่างเล็กใต้ร่าง กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ คล้ายแป้งเด็กจากตัวเธอประสานกับจังหวะการลูบหลังที่แสนอบอุ่น ราวกับเป็นยาวิเศษที่ค่อยๆ ชโลมหัวใจอันแสนปวดร้าวของเขา
ดวงตาที่เคยดุดันและแดงก่ำพยายามจะปรือมองใบหน้าหวานของเธอในความมืด ก่อนที่ความเหนื่อยล้าสะสมอันมหาศาลที่แบกรับมาตลอดหลายเดือน จะดึงรั้งสติของเขาให้ดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิด...
เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน... ที่กวินทร์ปิดเปลือกตาลง และหมดสติหลับไปในอ้อมกอดของสาวใช้ตัวแสบที่เขาเกลียดชังหน้าตั้งแต่แรกเจอ!
บทที่ 3 ตื่นมาแล้วจำไม่ได้หรือแกล้งจำไม่ได้
แสงแดดยามเช้าสีทองอ่อนทอประกายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านกำมะหยี่ผืนหนา ทาบทาลงบนพื้นไม้ขัดมันภายในห้องนอนกว้างขวางของกวินทร์อย่างเชื่องช้า ทว่าคนที่ลืมตาขึ้นมารับรุ่งอรุณเป็นคนแรกกลับไม่ใช่เจ้าของห้องผู้สูงศักดิ์ หากเป็นสาวใช้หน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำงานในคฤหาสน์หลังนี้ได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงดี และกำลังนอนตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า เหตุใดร่างกายของเธอถึงยังคงมีอวัยวะครบสามสิบสองประการ หลังจากต้องผ่านศึกหนักมาตั้งแต่แก้วกาแฟแตกกระจาย พรมนำเข้าราคาสองล้าน เจ้านายผู้มีอารมณ์ร้ายกาจราวพายุคลั่ง ไปจนถึงอาการแพนิกแทบขาดใจกลางดึกของผู้ชายที่คนทั้งบ้านแอบขนานนามลับหลังว่าปีศาจไร้นอน
พริกแกงค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกแรกที่ทักทายร่างกายไม่ใช่ความสดชื่นแจ่มใส แต่เป็นความปวดเมื่อยระบมที่แล่นริ้วตั้งแต่ต้นคอ กล้ามเนื้อแผ่นหลัง ตลอดจนบั้นเอว ราวกับว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้ทำหน้าที่ช่วยประคับประคองคนป่วย หากแต่ไปรับจ้างแบกกระสอบข้าวสารขึ้นเขามาทั้งคืน หญิงสาวขยับหัวไหล่เพียงเล็กน้อยก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแปลบ เธอพยายามยืดขาที่เริ่มเหน็บชาจนไร้ความรู้สึกออกไปเบื้องหน้า แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองต้องทนนั่งพิงหัวเตียงอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนนี้มานานหลายชั่วโมงเพียงใด เพราะทันทีที่เธอคิดจะขยับตัวผละหนี คนที่นอนจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราข้างกายก็จะเริ่มขมวดคิ้วแน่น สองแขนกระชับรัดร่างเธอแน่นขึ้น พลางส่งเสียงครางพึมพำกระสับกระส่ายเหมือนกำลังจะถูกกระชากกลับลงไปในขุมนรกของฝันร้ายอีก
"นี่ฉันมาสมัครเป็นสาวใช้ หรือเซ็นสัญญารับบทเป็นหมอนข้างมนุษย์กันแน่เนี่ย"
หญิงสาวพึมพำบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ พลางก้มลงมองท่อนแขนแกร่งที่พาดทับอยู่รอบเอวคอดของตนเองแล้วก็อดที่จะกลอกตาขึ้นมองเพดานไม่ได้
กวินทร์ อัครโภคิน ผู้ชายที่เมื่อคืนยังยืนชี้นิ้วตะโกนแผดเสียงไล่เธอออกจากห้องจนคอแทบแตก มาเวลานี้กลับนอนตะแคงข้างซุกตัวเข้าหาเธออย่างคนไม่รู้ประสีประสา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ยามตื่นมักจะแปะป้ายคำว่าอย่าเข้าใกล้เดี๋ยวกัดไว้เด่นหรา บัดนี้กลับผ่อนคลายลงจนแลดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไปหลายปี รอยหยักลึกตรงหัวคิ้วที่ชอบขมวดมุ่นคลายตัวออก ริมฝีปากหยักลึกที่มักพ่นถ้อยคำเชือดเฉือนใส่ทุกคนตั้งแต่เช้าจรดค่ำปิดสนิท จังหวะลมหายใจเข้าออกยาวลึกและสม่ำเสมอ และสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือสีหน้าของเขาในยามนี้ดูสงบนิ่งและเปี่ยมสุข จนพริกแกงแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่านี่คือคนคนเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งจะทุบศีรษะตัวเองซ้ำๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องเรียกหาพี่ชายด้วยความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
หญิงสาวทอดสายตามองเสี้ยวหน้าคมคายนั้นอยู่นานโดยไม่รู้ตัว ความหมั่นไส้ระคนชิงชังที่เคยมีต่อเขาไม่ได้เลือนหายไปไหน หากแต่ลึกลงไปกลับมีความรู้สึกอีกสายหนึ่งค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
ความสงสาร
คนปากร้ายใจคอคับแคบคนนี้ คงต้องแบกรับความเหนื่อยล้าแสนสาหัสและทนทุกข์ทรมานมานานมากแล้วจริงๆ
