บทที่ 7 7

"ป้าเขากำลังเล่าเรื่องตลกให้ฟังค่ะ" พริกแกงชิงตัดบทตอบแทนอย่างรวดเร็ว

กวินทร์หรี่ตาคมกริบจ้องมองเธอ "เรื่องอะไร"

"เรื่องผู้ชายคนหนึ่งค่ะ ปากก็พร่ำบอกว่าไม่ได้กอด แต่ท่อนแขนนี่รัดเอวเขาแน่นจนกระดูกแทบหัก"

ป้าสายใจหลับตาปี๋ทันที ขณะที่แม่บ้านสาวด้านหลังทำหน้าเหมือนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้น ส่วนกวินทร์ยืนนิ่งขึงราวกับถูกสาปให้อยู่ในมนต์สะกด ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะค่อยๆ ทะมึนตึงและมืดครึ้มลงทีละน้อยด้วยความเดือดดาล

"พริกแกง"

"ขา"

"ลงไปข้างล่าง เดี๋ยวนี้"

"จะสั่งให้ฉันลงไปทำอะไรคะ"

"ไปทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้ฉันเห็น"

พริกแกงคลี่ยิ้มกว้างรับคำอย่างกระตือรือร้น "รับทราบค่ะเจ้านาย ถ้าอย่างนั้นฉันขออนุญาตลงไปจัดเตรียมสำรับมื้อเช้าให้นะคะ คนที่เพิ่งจะได้นอนหลับเต็มอิ่มต้องรับประทานอาหารดีๆ ร่างกายและสมองจะได้ฟื้นฟูกลับมาทำงานตามปกติ เผื่อว่าความทรงจำจะกลับคืนมา แล้วจำได้เสียทีว่าเมื่อคืนนี้ตัวเองทำอะไรไว้บ้าง"

กวินทร์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่หญิงสาวกลับหมุนตัวเดินลิ่วลงบันไดหนีไปอย่างคล่องแคล่ว ป้าสายใจและแม่บ้านอีกสองคนจึงรีบสาวเท้าก้าวตามลงไปติดๆ ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพังตรงโถงทางเดิน ด้วยอารมณ์ที่สับสนปั่นป่วนจนยากจะอธิบาย

เขาควรจะต้องโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

และเขาก็กำลังโมโหอยู่จริงๆ

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ โทสะในเช้าวันนี้กลับไม่ได้กระแทกกระทั้นจนปวดร้าวไปทั้งศีรษะเหมือนทุกคราว ความคิดของเขาไม่ฟุ้งซ่านสับสน ไม่มีเสียงล้อรถบดถนนหรือเสียงโลหะฉีกขาดดังสะท้อนก้องอยู่ในหู และภาพใบหน้าเปื้อนเลือดของพี่ชายก็ไม่ได้ผุดขึ้นมาหลอกหลอนตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาตื่น

กวินทร์ไม่อยากจะยอมรับความจริงข้อนี้เลยแม้แต่น้อย

แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ร่างกายและจิตใจของเขารู้สึกดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

และสิ่งนั้นเองที่ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดงุ่นง่านจนแทบบ้า

เพราะมันกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า การมีตัวตนของผู้หญิงกวนประสาทคนนั้นอยู่เคียงข้าง อาจส่งผลกระทบต่อเขาขึ้นมาจริงๆ

และกวินทร์ อัครโภคิน ก็เกลียดการต้องตกเป็นเบี้ยล่างหรือต้องพึ่งพาคนอื่นยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าของคฤหาสน์อัครโภคินในวันนั้น จึงอบอวลไปด้วยความแปลกประหลาดที่ชวนให้อึดอัดระคนประหลาดใจ เหล่าคนรับใช้ต่างพยายามก้มหน้าก้มตาทำงานในหน้าที่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองเจ้านายหนุ่มเป็นระยะ เพราะคนที่ตามปกติมักจะเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ดวงตาแดงก่ำ และแทบจะไม่ยอมแตะต้องอาหารเช้าเลยแม้แต่คำเดียว วันนี้กลับก้าวย่างลงมาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง สีหน้าดูสดใสอิ่มเอิบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และที่สำคัญที่สุดคือ เขานั่งตักข้าวต้มกุ้งร้อนๆ เข้าปากไปแล้วเกือบครึ่งชาม

ป้าสายใจที่ยืนคอยรับใช้อยู่ไม่ไกล แอบยกชายผ้ากันเปื้อนขึ้นซับหัวตา ทำท่าเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจเสียเต็มประดา

ขณะที่พริกแกงยืนประสานมือประจำตำแหน่งอยู่ข้างโต๊ะ พยายามตีสีหน้าให้เรียบเฉยสงบนิ่งที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังแอบนับจำนวนคำข้าวต้มทุกคำที่เขาตักเข้าปาก ประหนึ่งคุณแม่ที่กำลังลุ้นเอาใจช่วยให้ลูกน้อยวัยสามขวบยอมเคี้ยวผัก

กวินทร์ตักข้าวต้มอีกคำเข้าปาก ก่อนจะชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอตรงๆ "เธอจะยืนจ้องหน้าฉันอีกนานไหม"

"ฉันไม่ได้จ้องค่ะ"

"แล้วที่ยืนตาไม่กะพริบอยู่นี่ เขาเรียกว่าอะไร"

"สังเกตการณ์ค่ะ"

"มันต่างกันตรงไหน"

"การจ้องมองคือมองไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดมุ่งหมายค่ะ แต่การสังเกตการณ์คือมีชุดข้อมูลที่ต้องจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เช่น วันนี้คุณรับประทานอาหารได้มากขึ้น สีหน้าดูมีเลือดฝาด และที่สำคัญคือยังไม่ได้ด่าทอใครเกินสามประโยค ถือเป็นสัญญาณของพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ"

ช้อนกระเบื้องในมือของชายหนุ่มหยุดนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ "ฉันไม่ใช่หนูทดลองในห้องแล็บของเธอ"

"ทราบดีค่ะ เพราะถ้าเป็นหนูทดลองจริงๆ มันคงจะเชื่องและสั่งสอนง่ายกว่านี้เยอะ"

ป้าสายใจแกล้งส่งเสียงไอกระแอมขึ้นมาดังลั่น เพื่อช่วยกลบเสียงหัวเราะคิกของแม่บ้านสาวที่ยืนอยู่อีกมุม กวินทร์ตวัดสายตาดุๆ ปรายมองไปรอบห้องอาหารอย่างคาดโทษ ก่อนจะหันกลับมาจ้องเขม็งที่ตัวการ

"ไปยกกาแฟมา"

"ไม่ได้ค่ะ"

"ว่ายังไงนะ"

"วันนี้ของดกาแฟตอนเช้าหนึ่งแก้วค่ะ"

ชายหนุ่มวางช้อนลงกระทบขอบชามเสียงดังเคร้งทันที "ใครอนุญาตให้เธอมีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับฉัน"

"ไม่มีใครอนุญาตทั้งนั้นค่ะ ฉันอนุญาตตัวฉันเอง"

"พริกแกง!"

"เมื่อคืนนี้ร่างกายคุณเพิ่งจะได้รับการพักผ่อนที่ดีขึ้นมาหน่อย ถ้าตื่นมาแล้วโหมอัดสารคาเฟอีนเข้าร่างกายไปอีก เดี๋ยวพอตกดึกตาค้าง นอนไม่หลับ ก็ต้องกลับไปวนลูปนรกแบบเดิมอีก ฉันก็เลยชงชาคาโมมายล์อุ่นๆ ผสมน้ำผึ้งกลิ่นหอมอ่อนๆ เตรียมไว้ให้แทนค่ะ"

"ฉันไม่กิน"

"ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกิน"

พริกแกงรับคำอย่างว่าง่ายเสียจนกวินทร์ถึงกับชะงักงัน เพราะคาดเดาว่าเธอจะต้องยืนกรานเถียงหัวชนฝา ทว่าหญิงสาวกลับเอื้อมมือไปคว้าถ้วยชาขึ้นมาถือไว้ แล้วหมุนตัวทำท่าจะเดินหนีเอาดื้อๆ

"จะเอาไปไหน"

"เอาไปเททิ้งสิคะ ก็คุณบอกเองว่าไม่กิน"

"ใครสั่งให้เอาไปเททิ้ง"

"ก็เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกหยกๆ ว่าไม่กิน"

"วางลงเดี๋ยวนี้"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป