บทที่ 9 9
ประกายตาของกวินทร์วูบไหวและเปลี่ยนไปในทันที คล้ายกับว่าถ้อยคำเรียบง่ายของเธอได้แทงลงไปถูกจุดบาดแผลลึกที่เขาพยายามซุกซ่อนไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง พริกแกงเห็นดังนั้นจึงไม่คิดจะพูดจาตอกย้ำซ้ำเติม เธอเพียงค่อยๆ วางแผ่นกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะกลางอย่างแผ่วเบา
"ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันเข้าไปเหยียบ ฉันก็จะไม่เข้าไป แต่ถ้าเกิดมันมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอันตรายเกิดขึ้น ฉันก็ไม่ขอรับปากนะคะ ว่าจะยืนกอดอกดูคุณอยู่หน้าห้องเฉยๆ"
"อย่ามาทำเหมือนว่าฉันเป็นคนป่วยไร้น้ำยาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้"
"ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักนิดค่ะ"
"แต่แววตาและสีหน้าของเธอมันฟ้อง"
"สีหน้าของฉันมันบอกแค่ว่าคุณเป็นคนดื้อรั้นเอาแต่ใจค่ะ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนอ่อนแอ มันคนละเรื่องกันเลยนะคะ"
กวินทร์ชะงักงันไป
พริกแกงสบสายตากับเขานิ่งอย่างไม่ยอมหลบ "การที่คนเราเจ็บป่วยมันไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนอ่อนแอหรอกนะคะคุณกวินทร์ แต่การที่เรารู้ตัวดีอยู่แก่ใจว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหา แล้วยังดื้อดึงไม่ยอมเปิดใจให้ใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพียงเพราะกลัวจะเสียฟอร์มเสียหน้า อันนั้นต่างหากล่ะคะที่ฉันมองว่ามันไม่ค่อยจะฉลาดเท่าไหร่"
ชายหนุ่มยืนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ริมฝีปากหยักขยับคล้ายอยากจะเอ่ยถ้อยคำสวนกลับมา ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เขากลับทำได้เพียงเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งคู่นั้น
"ออกไปทำงานของเธอได้แล้ว"
"ค่ะ รับทราบ"
พริกแกงหยิบแผ่นกระดาษกฎระเบียบทั้งสิบสามข้อติดมือมาด้วย เธอเดินไปจนถึงหน้าประตูห้อง ก่อนจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงหันเสี้ยวหน้ากลับมามองเขาอีกครั้ง "อ้อ... ส่วนกฎข้อที่สิบสาม ที่ห้ามยิ้มกวนประสาทนั่นน่ะ ฉันคงปฏิบัติตามให้ไม่ได้หรอกนะคะ"
"ทำไม"
"มันเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดค่ะ แก้ไขไม่ได้จริงๆ"
บานประตูปิดสนิทลงได้ทันเวลา ก่อนที่แฟ้มเอกสารปกแข็งเล่มหนาจะลอยละลิ่วมาฟาดเข้ากับเนื้อไม้ดังสนั่น
ตลอดทั้งวันนั้น กวินทร์ออกไปทำงานที่บริษัทตามตารางปกติ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ผิดแผกไปจากทุกวันจนเป็นที่สังเกตได้ คือเขากลับเข้ามาถึงคฤหาสน์เร็วกว่าปกติเกือบสองชั่วโมงเต็ม ป้าสายใจถึงกับต้องยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเห็นรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขคฤหาสน์ตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาสองทุ่มดี เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากชายหนุ่มไม่ได้กลับเข้ามาหลังเที่ยงคืน เขาก็มักจะเลือกนอนค้างแรมที่ห้องทำงานบนตึกสูง ด้วยไม่อยากกลับมาเผชิญหน้ากับความเงียบในห้องนอนและภาพหลอนซ้ำซากในความฝัน
พริกแกงกำลังช่วยแม่บ้านจัดเตรียมโต๊ะอาหารค่ำอยู่ตอนที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เธอเหลือบสายตาขึ้นมองเพียงครู่เดียวแล้วก้มหน้าทำงานของตนเองต่อไปอย่างเคร่งครัด เพราะยังจำกฎเหล็กข้อที่สิบสองของเขาได้ขึ้นใจ
ห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวทุกกรณี
ในเมื่อเขาเป็นคนบัญญัติกฎนี้ขึ้นมาเอง เธอก็จะสงเคราะห์ปฏิบัติตามให้เห็นกันไปเลย
กวินทร์เดินก้าวผ่านห้องอาหารไปโดยไม่ได้เอ่ยทักทายสิ่งใดกับเธอ พริกแกงจึงไม่ได้ส่งเสียงเรียกขาน เพียงแค่ลอบมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปชั่วขณะ แล้วก้มหน้าจัดวางช้อนส้อมลงบนโต๊ะต่อไป
มื้อค่ำดำเนินผ่านไปด้วยความเงียบสงบอย่างน่าประหลาด กวินทร์ไม่ได้เรียกหาพริกแกงเพื่อใช้งานเป็นพิเศษ ไม่ได้หาเรื่องจับผิด และไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์พิลึกพิลั่นอะไรเพิ่มเติม มีเพียงสองถึงสามครั้งที่สายตาคมกริบของเขาเผลอตวัดเหลือบมองมาทางหญิงสาว ทว่าทันทีที่เธอเริ่มขยับจะหันไปสบตา เขาก็รีบชักสายตากลับไปทันควัน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบสี่ทุ่ม ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นแล้วเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนตามลำพัง
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่เข้าเกาะกุม
กวินทร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนอันโอ่อ่า สายตาทอดมองไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ที่เมื่อคืนนี้เขาเพิ่งจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ความรู้สึกสับสนบางประการตีรวนขึ้นมาในอก ชายหนุ่มก้าวเดินไปรูดม่านกำมะหยี่ให้ปิดสนิท ปรับลดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำตามความคุ้นเคย จากนั้นจึงหยิบกระปุกยานอนหลับที่จิตแพทย์เคยสั่งจ่ายไว้ขึ้นมาจ้องมอง
ไม่จำเป็น
เมื่อคืนนี้เขายังสามารถก้าวผ่านมันมาและหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาพวกนี้เลยสักเม็ด
คืนนี้เขาก็ต้องทำได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน
ชายหนุ่มวางกระปุกยากลับคืนที่เดิม เอื้อมมือไปกดปิดสวิตช์ไฟ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง
หนึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไป
เปลือกตายังคงเปิดค้างอยู่ในความมืด
กวินทร์พลิกกายตะแคงไปทางซ้าย ก่อนจะพลิกกลับมาทางขวา เสียงเดินของเข็มนาฬิกาบนผนังดัง ชัดเจนขึ้นทุกขณะจิต ทั้งที่ในยามปกติเขาแทบไม่เคยได้ยินหรือใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย
ห้าทุ่มครึ่ง
เที่ยงคืนสิบห้า
จนกระทั่งล่วงเข้าสู่เวลาตีหนึ่ง
ไอร้อนระอุเริ่มแผ่ซ่านออกมาตามแนวกระดูกท้ายทอย แม้ว่าอุณหภูมิภายในห้องจะเย็นเฉียบต่ำกว่ายี่สิบสามองศาก็ตามที เม็ดเหงื่อเย็นเยียบเริ่มผุดซึมเต็มฝ่ามือ จังหวะการหายใจค่อยๆ สั้นและถี่กระชั้นขึ้นอย่างที่เขาคุ้นชินและหวาดกลัว
กวินทร์พยายามข่มตากัดฟัน บังคับจิตใจของตนเองให้หยุดคิดฟุ้งซ่าน
ทว่าทันทีที่เปลือกตาปิดสนิทลง ภาพลำแสงสว่างจ้าของไฟหน้ารถคันใหญ่ก็พุ่งวาบเข้ามาในมโนสำนึก
