บทที่ 2 ตอนที่2 เขาเคยเห็นเธอ
ตอนที่2
เขาเคยเห็นเธอ
ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ ก่อนจะเปิดออก
“ขอโทษนะคะ พอดีคุณศิริพรให้ดิฉันมาช่วยดูว่าทางนี้ต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า”
หญิงสาวในชุดพยาบาลก้าวเข้ามาในห้อง
คณินหันไปมองตามเสียงโดยอัตโนมัติเขาจำเธอได้
พิมพ์ชนกพยาบาลประจำหอผู้ป่วยซึ่งบางครั้งถูกส่งมาช่วยในส่วนอื่นเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่พอ เขาเคยเห็นเธอ ผ่าน ๆ หลายครั้ง ทั้งในลิฟต์ หน้าห้องพักแพทย์ และร้านกาแฟชั้นล่าง แต่ไม่เคยมีเหตุให้ต้องพูดคุยกันจริงจังถ้าถามว่าจำได้เพราะอะไร คณินคงตอบตามตรงว่าหน้าตาของเธอสะดุดตา
พิมพ์ชนกไม่ได้สวยจัดแบบคนที่ต้องแต่งหน้าเต็มเพื่อให้ทุกคนหันมอง เธอมีใบหน้าหวานแต่ค่อนข้างนิ่ง ดวงตากลมสวยที่ดูอ่อนโยนเวลาอยู่กับคนไข้ แต่พอหันมามองคนทั่วไปกลับมีเส้นแบ่งบาง ๆ ของความระมัดระวังอยู่เสมอ ผมดำถูกรวบเก็บเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับมากมาย และไม่มีอะไรในตัวเธอดูเหมือนพยายามเรียกร้องความสนใจแต่เพราะเธอไม่พยายามนั่นต่างหากจึงทำให้น่ามอง
“มาช่วยทันเวลาพอดีเลยครับ” คณินพูดขึ้น “คนไข้ของผมกำลังจะประกาศสงครามกับศูนย์ ทันตกรรมแล้ว”
พิมพ์ชนกมองเด็กที่ยังสะอื้นอยู่ จากนั้นจึงหันไปมองคณิน“เด็กกลัวมากเหรอคะ”
“มากครับ มากชนิดที่ถ้าห้องนี้มีหน้าต่างเปิดได้ ผมคิดว่าอีกห้านาทีคงปีนหนีออกไปแล้ว”
คณินตั้งใจพูดให้บรรยากาศผ่อนลง แต่หญิงสาวไม่ได้หัวเราะตาม เพียงแค่พยักหน้ารับก่อนเดินไปหาเด็กชาย
“ขอพิมพ์ลองคุยกับน้องสักหน่อยได้ไหมคะ”
“ตามสบายเลยครับ ตอนนี้ผมพร้อมให้ทุกคนลองหมดแล้ว ขอแค่ไม่ต้องจับคนไข้มัดกับเก้าอี้ก็พอ”
พยาบาลอาวุโสหลุดยิ้มแต่พิมพ์ชนกเพียงปรายตามองเขาแวบหนึ่งเหมือนจะบอกว่าไม่ใช่เวลาพูดเล่น ก่อนหันไปสนใจเด็กชาย
คณินเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยมีผู้หญิงคนไหนใช้กับเขา
พิมพ์ไม่เดินเข้าไปประชิดเด็ก เธอดึงเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งห่างออกไปเล็กน้อย ทำระดับสายตาให้ใกล้กับเด็ก แล้วพูดด้วยเสียงธรรมดาโดยไม่พยายามทำให้หวานเกินจริง
“ต้นกล้าชอบรถไหมคะ”
เด็กยังสะอื้น แต่หันมองเธอ“รถอะไร”
“รถของเล่นค่ะ พี่เห็นที่กระเป๋าของต้นกล้ามีพวงกุญแจรถแข่งอยู่”
เด็กชายก้มมองกระเป๋าตัวเองทันที“คันนี้เร็วมากนะ”
“จริงเหรอ”
“จริง หนูมีอีกห้าคันที่บ้าน”
“ห้าคันเลยเหรอคะ งั้นพี่ถามหน่อย รถแข่งเวลาจะลงสนามจริง ๆ ต้องตรวจรถก่อนไหม”
ต้นกล้าพยักหน้า“ต้องตรวจเครื่อง”
“แล้วถ้ารถบอกว่าไม่ให้ช่างแตะเลย ไม่ให้เปิดฝากระโปรง ไม่ให้ดูเครื่อง แต่จะลงแข่งเลย แบบนั้นรถจะปลอดภัยไหม”
เด็กชะงักไป พิมพ์ไม่ได้เร่งคำตอบ
“ไม่ปลอดภัย”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ฟันของต้นกล้าก็เหมือนรถคันนั้นเลย คุณหมอยังไม่ได้จะทำอะไรทันที คุณหมอแค่อยากดูให้รู้ก่อนว่าตรงไหนมีปัญหา เหมือนช่างเปิดดูเครื่อง พี่อยู่ตรงนี้กับต้นกล้าได้ ถ้ากลัวมากเราก็บอกคุณหมอว่าหยุดก่อน ไม่มีใครโกรธ”
คณินยืนฟังเงียบ ๆ เขาสังเกตว่าน้ำเสียงของพิมพ์ไม่มีความเร่งรีบ ไม่พูดว่าไม่เจ็บ แบบที่ผู้ใหญ่มักใช้หลอกเด็ก และไม่ได้บอกว่า “เป็นผู้ชายต้องไม่ร้อง” ซึ่งเป็นประโยคที่เขาเกลียดมากเวลาได้ยิน
เธอยอมรับความกลัวของเด็กก่อน แล้วค่อยหาวิธีพาเขาเดินออกจากความกลัวเอง
“แต่หมอมีเข็มไหม”ต้นกล้าถามเบา ๆ
พิมพ์หันมามองคณิน“คุณหมอคะ ตอนนี้ต้องใช้เข็มหรือเปล่า”
คณินเข้าใจทันทีว่าเธอกำลังให้เขาตอบตรง ๆ ไม่ให้หลอกเด็ก“ตอนตรวจยังไม่ใช้ครับ ผมขอดูในปากก่อน ถ้าต้องทำอะไรเพิ่ม ผมจะบอกต้นกล้าก่อนทุกครั้ง”
พิมพ์หันกลับไปหาเด็ก“ได้ยินแล้วนะคะ ถ้าคุณหมอผิดสัญญา ต้นกล้าบอกพี่ได้ เดี๋ยวพี่จัดการคุณหมอให้”
คณินหัวเราะเบา ๆ“เดี๋ยวนะครับ ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นฝ่ายน่ากลัวแทน”
คราวนี้เด็กชายหัวเราะทั้งน้ำตาบรรยากาศในห้องจึงคลายลงเล็กน้อย
พิมพ์ยื่นมือไปหา“เราลองนั่งเก้าอี้ก่อนดีไหม ยังไม่ต้องนอนก็ได้ พี่นั่งข้าง ๆ”
ต้นกล้ามองหน้าแม่ ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือจากเสื้อแล้วเดินตามพิมพ์ไปที่เก้าอี้
คณินขยับเข้าไปทำหน้าที่อย่างระมัดระวัง“หมอจะเปิดไฟก่อนนะครับ แสงอาจจ้านิดหนึ่ง ถ้าไม่ชอบให้ยกมือซ้ายแบบนี้”
เขาสาธิตให้ดู เด็กทำตาม“แล้วหมอจะใช้กระจกเล็ก ๆ ดูฟัน ไม่มีเข็ม ไม่มีอะไรแทง ถ้าหนูรู้สึกไม่โอเคก็ยกมือ”
ต้นกล้ายอมอ้าปากในที่สุดแม้ยังเกร็ง แต่ไม่ร้องไห้อีก
พิมพ์ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ มือข้างหนึ่งให้เด็กจับไว้จนกระทั่งการตรวจเบื้องต้นจบใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที
แต่สำหรับทุกคนในห้อง มันเหมือนเพิ่งผ่านสงครามย่อม ๆ มา
“เรียบร้อยครับ”คณินถอดถุงมือแล้วส่งยิ้มให้เด็ก
“เห็นไหม หมอยังไม่ได้แกล้งอะไรเลย”
ต้นกล้ามองเขาอย่างระแวง“คราวหน้าจะมีเข็มไหม”
“อาจมีครับ”
แม่เด็กทำหน้าเหมือนอยากให้เขาพูดอ้อมกว่านั้น แต่คณินยังตอบตามจริง
“แต่ถ้าต้องมี เราจะคุยกันก่อน ผมจะบอกว่าทำอะไร ทำไปทำไม แล้วเราจะหาวิธีให้ต้นกล้ากลัวน้อยที่สุด โอเคไหม”
เด็กนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า“ถ้าพี่คนนี้อยู่ด้วย”
คณินหันไปมองพิมพ์ทันที พิมพ์เองก็ชะงัก“เอ่อ...ถ้าวันนั้นพี่ไม่ได้เข้าเวรตรงนี้...”
“พี่ต้องอยู่”เด็กพูดดัก
คณินกลั้นยิ้ม ก่อนหันไปหาพิมพ์อย่างเห็นใจอยู่ครึ่งหนึ่ง แกล้งอยู่ครึ่งหนึ่ง
“คนไข้ร้องขอขนาดนี้แล้ว ผมคงต้องทำเรื่องยืมตัวพยาบาลพิมพ์อย่างเป็นทางการ”
พิมพ์มองเขา“หมอคุยกับหัวหน้าก่อนดีกว่าค่ะ”
“นั่นฟังเหมือนยังไม่ปฏิเสธ”
“พิมพ์หมายถึงให้คุยตามระบบค่ะ”
“ครับ ผมก็พูดตามระบบเหมือนกัน”
หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปยิ้มให้ต้นกล้าแทน
หลังแม่ลูกออกจากห้อง พยาบาลอาวุโสจึงหันมาชม
“พิมพ์นี่เก่งจริง ๆ นะ น้องคนนี้ก่อนหน้านี้มาสองครั้งยังตรวจไม่ได้เลย”
พิมพ์ยิ้มบาง“อาจเพราะเขาชอบรถพอดีค่ะ ถ้าไม่มีพวงกุญแจที่กระเป๋า พิมพ์ก็คงไม่รู้จะเริ่มยังไงเหมือนกัน”
“ถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ”
